
พัชรศรี เบญจมาศ โสด-แซ่บ-สุข
คุณเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ กาละแมร์-พัชรศรีเบญจมาศ ไหม?
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร/วิภาคย์ พูนพันธุ์ ภาพ... ทวีชัย ธวัชปกรณ์
คุณเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ กาละแมร์-พัชรศรีเบญจมาศ ไหม?
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเธอ ก่อนที่เธอจะบันทึกเทปรายการรายการหนึ่ง (ขอบอกว่า วันนั้น เธอสวยมาก หุ่นดีมาก) ซึ่งในระหว่างการพูดคุย ผมรู้สึกได้จริงๆ ว่า ผู้หญิงคนนี้มีความเปลี่ยนแปลงไป ทั้งมุมมองความคิด วิธีการใช้ชีวิต และรูปแบบการทำงาน เธอเริ่มต้นบอกผมว่า เธอรู้สึกโชคดี ที่ได้เป็นพิธีกรรายการ Dance Your Fat Off (ที่ทำมา 3 ซีซั่นแล้ว) นั่นทำให้เธอเห็นถึงคุณค่าของการออกกำลังกาย รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกิน และสองสิ่งนี้ก็นำพาให้เธอมาถึงจุดนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ก่อนหน้านี้แมร์ออกกำลังกาย แต่กินไม่บันยะบันยัง แมร์คิดว่า เราออกกำลังกายแล้วเรากินอะไรก็ได้ แต่ในวันหนึ่งแมร์ก็รู้สึกว่า เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างตัวเอง เมื่อเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง การกินจึงเป็นสิ่งสำคัญมากมีความสำคัญ 70-80 เปอร์เซ็นต์เลย เพราะถ้าเรากินเหมือนเดิมแต่ออกกำลังกาย เราก็จะกลายเป็นหมูที่แข็งแรงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงการกิน รูปร่างเราจะเปลี่ยนทันที ตอนนี้แมร์เปลี่ยนแปลงการกินมาได้หนึ่งปีแล้ว โดยใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง เพราะอยากรู้ว่า เราอยู่ได้ไหม กับการที่เราเปลี่ยนแปลงการกิน มันมีความสุขไหม ใช้ได้ตลอดหรือเปล่า ถ้าผอมแล้วจะเลิกไหม เราก็
ต้องค้นหาวิธีการว่าจะทำยังไง กินยังไง คือไม่มีสูตรการกินนะ สูตรการกินก็จะทำให้กินได้เจ็ดวันจบ แล้วคุณก็จะเด้งกลับมากินเหมือนเดิมใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
พัชรศรีเผยด้วยรอยยิ้มว่า เมื่อเธอค้นพบวิธีการกินในรูปแบบที่ดีต่อตัวเธอเอง เธอก็เริ่มลงมือทำอาหารกินเองโดยเธอใส่ใจและใส่ความสนุกลงไปในการทำ และหาสูตรมาทำในแต่ละวันไม่ให้ซ้ำกัน เพราะมันจะทำให้ชีวิตเธอไม่ซ้ำซากจำเจ จนเบื่อหน่าย และไม่คิดอยากทำอาหารกินเองอีก
“ถ้าเราใส่ใจมันจริงๆ เราจะพยายามหาความรู้มาให้ได้เหมือนเราอยากรู้จักผู้หญิงหรือผู้ชายสักคนหนึ่ง ถ้าคุณตามจีบเขา คุณจะพยายามรู้ให้ได้ว่าบ้านเขาอยู่ไหน ทำอาชีพอะไร เคยมีแฟนมาแล้วกี่คน เหมือนกัน ถ้าคุณใส่ใจในสุขภาพ คุณก็จะต้องค้นหาความรู้ เพื่อรู้ให้ได้ว่าอะไรคืออะไร แมร์คิดว่ามันไม่อยากเกินความสามารถ หรือไม่ยากเกินความเอาจริงเอาจัง ถ้าเอาจริง เราก็จะทำมันได้”
สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแปลงรูปร่าง พัชรศรียืนยันว่าต้องออกกำลังกาย และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินเท่านั้น “แต่ถึงเราจะมีรูปแบบการกินที่ดี แต่ไม่ออกกำลังกายรูปร่างก็จะไม่เฟิร์ม แต่ถ้าเราออกกำลังกาย แต่ไม่มีรูปแบบการกินที่ดี เราก็จะเป็นหมูที่แข็งแรงอย่างที่บอก หากคุณอยากเปลี่ยนแปลงรูปร่าง แต่ทำอะไรเหมือนเดิม แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไหม อย่าทำสิ่งเดิมๆ อย่ากินของเดิมๆ อย่างออกกำลังกาย แค่คุณหากีฬาที่คุณชอบ ใกล้บ้านคุณ เอาที่สะดวก ตามเวลาที่สะดวก หรือเดี๋ยวนี้เปิดคลิปยูทูบ แล้วฝึกหรือทำตามได้ที่บ้าน มันง่ายมาก อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำ ก็เท่านั้น”
พัชรศรีบอกเล่า เมื่อเธอมีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกิน มันเลยกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในตารางชีวิตของเธอได้อย่างไม่ประดักประเดิด “1 สัปดาห์ แมร์จะออกกำลังกาย 5-6 วัน วันละชั่วโมง เวทเทรนนิ่งบ้าง ฝึกโยคะบ้าง หรือเซิร์ฟบอร์ด ที่เป็นบนบกกับเพื่อนบ้าง ก็สลับๆ กันไป หรืออย่างเวลาจอดรถ เมื่อก่อนแมร์จะจอดให้ใกล้ประตูทางเข้าให้ได้มากที่สุด แต่เดี๋ยวนี้จอดไกล ก็ดีไง จะได้เดิน หรือถือของหนักมา เมื่อก่อนอาจจะไม่ถือ แต่ตอนนี้ก็ดี ได้ฝึกกำลังแขนไป ส่วนการทำอาหารกินเอง ตอนเช้าทำแน่ๆ แต่กลางวันกับเย็น แมร์ต้องดูก่อนว่า วันนั้นๆ แมร์ทำอะไรบ้าง ถ้าแมร์มากองถ่าย แมร์จะบอกทางกองว่าขออาหารประมาณนี้นะ จัดได้เขาก็จะจัดให้ ถ้าไปทำงานในที่ที่ลำบาก แมร์ก็จะเตรียมไปเอง หรือถ้าไปงานอีเวนต์ที่จัดในห้างสรรพสินค้า ก็จะโอเค เรามีตัวเลือกเยอะ เรารู้แล้วว่าเราจะกินอะไร ที่ไหน ยังไง เอาเป็นว่าในแต่ละวัน แมร์จะต้องรู้ว่า พรุ่งนี้แมร์จะไปที่ไหน ทำอะไร แล้วจะมีอะไรกินบ้าง”
พัชรศรีเผยว่า เพราะเธอคิดอยู่เสมอว่า เธอไม่อยากทำให้ชีวิตตัวเองแย่ลง แต่อยากทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น นั่นจึงทำให้เธอเป็นเธอได้อย่างทุกวันนี้ “เราเกิดมาทั้งทีแล้วอย่าเกิดไปแบบงั้นๆ หรือหายใจทิ้งไปวันๆ แล้วก็เบื่อๆ เซ็งๆจนรู้จะตื่นมาทำไม จะต้องไปทำงานกันทำไม ถ้างั้นอย่าอยู่เลยดีกว่า เสียโอกาสการเกิด อุตส่าห์เกิดมาเป็นคนทั้งที ไม่จำเป็นเลยว่า จนต่ำ ดำ ไม่สวย แล้วจะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นไม่ได้ ไม่จริงเลย เราทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียมกันหมด บางคนบอกว่าไม่มีตังค์ไปออกกำลังกายหรือทำอาหารกินเองเหมือนพวกดารา อยากบอกว่าการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้ตังค์มากก็มี หรือไปจ่ายตลาดที่สามารถซื้อวัตถุดิบอาหารได้เป็นอาทิตย์ในราคาสบายกระเป๋าก็มี อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำแค่นั้นเอง อย่าหาข้ออ้าง อย่ามาแบบมองโลกในแง่ร้าย อย่ามาบ่นประชดสังคม เก็บคำบ่นเหล่านั้น หรือคำที่ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่าชีวิตมันแย่เหลือเกิน อยากบอกว่าหยุดเถอะ แล้วลงมือทำดีกว่าไหม คือลงมือทำให้ชีวิตมันดีขึ้น ไม่ต้องไปอิจฉาใคร ไม่ต้องเห็นว่า คนนั้นเป็นดารา มีเงินเยอะ เลยทำได้ เลิกบ่น เลิกด่าทอสังคม และเลิกคิดในแง่ลบกับตัวเอง แล้วบอกตัวเองว่าฉันจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน เลิกไปสนใจชีวิตของคนอื่น แต่จงสนใจชีวิตตัวเองว่าดีแล้วหรือยัง ถ้ายัง จงลงมือทำ”
หากใครตามอินสตาแกรมของพัชรศรี (@kalamare) จะเห็นว่า นอกจากเราจะได้เห็นอาหารในแต่ละเมนูที่เธอลงมือทำเอง เห็นการออกกำลังกายของเธอแล้ว เรายังได้เห็นรูปร่างของเธอโดยเฉพาะส่วนท้อง ที่เริ่มมีซิกส์แพ็คแล้ว ซึ่งนั่นมาจากการที่เธออยากมี เธอจึงตั้งเป้าหมายว่าเธอจะมีสิ่งนี้ให้ได้
“สำหรับชีวิตโสดของแมร์ ทุกวันนี้ แมร์ไม่สนใจเรื่องโสดหรือไม่โสด หรือผู้ชายจะเลวหรือไม่เลวอีกแล้วนะ แมร์ไม่เขียนคอลัมน์เรื่องอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว เพราะไม่อินแล้ว แมร์เจอเรื่องที่สนุกกว่า คือการเดินทางสู่ภายในตัวเอง และสู่โลกที่เราไม่เคยเห็น แมร์รู้สึกว่าแมร์เจอสิ่งที่สนุกมากขึ้นตามวัย และประสบการณ์ที่เจอ และแมร์ก็เชื่อว่า ถ้าอายุเพิ่มมากขึ้น แมร์จะรู้สึกสนใจสิ่งอื่นๆ อีก ซึ่งมันก็เป็นไปตามวัยที่เปลี่ยนไปของตัวเองอีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้น งานเขียนจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนผู้เขียนเขียนอะไร คิดอะไรอยู่ และอยากจะสื่อสารอะไรออกไป อย่างคนที่มาปรึกษาปัญหาเรื่องความรัก แมร์จะบอกเขาว่า มาออกกำลังกายกันเถอะ ใครเลิกกับแฟน ก็จะชวนมาออกกำลังกายหมดเลย เพราะฉะนั้น ใครที่คิดว่าเลิกกับแฟนหรืออยู่เป็นโสดแล้วชีวิตจะต้องอยู่ไม่ได้ ถ้าไปออกกำลังกาย ชีวิตจะดีขึ้นร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ทำให้เรามีความสุขได้ด้วยตัวเอง และมีความมั่นใจกลับคืนมา ชีวิตจะมีคุณค่า เริ่มชอบตัวเอง เหมือนมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในร่างของคุณ นอกจากรูปร่างเปลี่ยน สิ่งที่อยู่ภายในของเราก็จะแข็งแรงขึ้น มีพลังมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา”
สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจ พัชรศรีเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ความมั่นใจ เกิดจากการเอาชนะใจตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องง่ายๆ พอเอาชนะใจตัวเองได้บ่อยๆ มันจะนำไปสู่เรื่องที่ใหญ่หรือยากขึ้นเรื่อยๆ พอเราทำสิ่งที่ใหญ่และยากได้ เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
“ขอให้คุณตั้งเป้าหมายเลยว่า ฉันจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน พูดออกเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ออกมาเลย ใครจะหาว่าบ้าก็บ้าแหละ เวลากลุ้มใจ ให้คุณมองตัวเองในกระจก แล้วถามว่าเพราะอะไร แต่ไม่ต้องโกหกตัวเอง พูดจากใจจริง ว่าทุกข์ด้วยเรื่องอะไร รู้สึกกับมันอย่างไร เอามันออกมาจากก้นบึ้งแถ้วถามตัวเองว่า แก้ปัญหาได้ไหม ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ปล่อยวาง เท่านั้นเอง มันก็คือการรู้จักตนเองให้ดีพอแล้วคุณจะไม่เอาตัวเองไปเทียบคนอื่น จะไม่อิจฉาคนอื่น จะไม่เห็นชีวิตคนอื่นแล้วคิดว่าเป็นแบบเขาดีกว่า นั่นแสดงว่าคุณไม่ชัดเจนในตัวเอง แต่ถ้ารู้จักตัวเองอย่างชัดเจน เช่น เราใช้รถมา 8-9 ปี ทุกคนที่รู้จักก็จะบอกให้เปลี่ยนรถได้แล้ว แต่เรารู้จักตัวเองว่าเรารู้จักรถคันนี้ เราชอบมัน เราจะนึกไม่ออกว่าจะเปลี่ยนไปทำไม วันหนึ่งถ้ามันพังมากๆ ก็อาจจะเปลี่ยน เราจะไม่เอาชีวิตเราไปเปรียบกับคนอื่น ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ แต่มองคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจ ให้มีแนวทาง เอามาปรับใช้กับชีวิตเรา แล้วทำมันเข้าไป มันจะดีกับตัวเราเอง”
มาถึงตรงนี้ พัชรศรีบอกผมอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงแม้เธอจะมีความมั่นใจในตนเอง เธอก็ยังมีจุดอ่อนไหวบ้าง ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนไหวที่เป็นไปตามวัย นั่นคือเรื่อง แก่ เจ็บ ตาย “อย่างเมื่อก่อน เรากลัวการอกหัก แต่พอถึงตอนนี้ เป็นเรื่องของพ่อแม่ หรือคนใกล้ตัว จากที่พ่อแม่ดูแลเรา เป็นผู้นำเรา ทุกวันนี้ มันกลับบทบาท เราต้องดูแลเขา แล้วเราไปงานศพบ่อยมาก คืองานแต่งงานอาจจะไม่เจอเรา แต่งานศพ เจอเราแน่นอน เพราะเราต้องไปเป็นกำลังใจให้คนที่ยังอยู่ แล้วตอนนี้มันไม่ใช่แค่ปู่ย่าของเขา มันกลายเป็นพ่อแม่ของเขา นี่คือสิ่งที่ไปทุกครั้งก็ต้องเตรียมใจทุกครั้ง ว่าวันหนึ่งเราทุกคนต้องไปอยู่ในโลงนั้น มันเลยทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต จะเกิดอะไรขึ้นกับเราก็ได้ ในทุกๆ วัน แมร์เลยต้องทำให้ดีที่สุด แมร์เคยบอกกับคนใกล้ตัวว่า ถ้าวันหนึ่ง ฉันไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเองแล้ว ปล่อยฉันไปเลย แต่ถ้าฉันยังกระพริบตา และยังเขียนหนังสือได้ ฉันจะยังอยู่”







