
พระเทพกิตติโสภณ(สมบูรณ์)เป็นประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐ
ผลการเลือกตั้ง พระเทพกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดไทย วชิรธรรมปทีป ลองไอส์แลนด์ มหานครนิวยอร์ก ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานต่อไปเป็นสมัยที่ 12
ผลการเลือกตั้ง พระเทพกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดไทย วชิรธรรมปทีป ลองไอส์แลนด์ มหานครนิวยอร์ก ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานต่อไปเป็นสมัยที่ 12
โดย...สมาน สุดโต
หลังจากประชุมกันเคร่งเครียดมา 2 วัน ตั้งแต่ 24-25 มิ.ย. 2553 ที่อุโบสถวัดวชิรธรรมปทีป ลองไอส์แลนด์ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เจ้าอาวาสหรือผู้แทนเจ้าอาวาสวัดในสหรัฐอเมริกาที่เป็นสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา 61 รูป ได้เลือกตั้งประธานและกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาแทนชุดเดิมที่หมดวาระ ผลการเลือกตั้ง พระเทพกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดไทย วชิรธรรมปทีป ลองไอส์แลนด์ มหานครนิวยอร์ก ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานต่อไปเป็นสมัยที่ 12 หลังจากดำรงตำแหน่งมาแล้ว 11 สมัย หรือ 22 ปี (สมัยละ 2 ปี) ส่วนรองประธานสมัชชาที่ได้รับเลือกมี 3 รูป ได้แก่ 1.พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน) เจ้าอาวาสวัดพุทธาวาสฮุสตัน เทกซัส 2.พระราชธรรมวิเทศ (อมรวุฒิ) เจ้าอาวาวัดไทยลอสแองเจลิส นอร์ท ฮอลลีวูด แคลิฟอร์เนีย และ 3.พระวิเทศธรรมกวี (ประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดพุทธานุสรณ์ ฟรีมอนต์ แคลิฟอร์เนีย
เลขาธิการ ได้แก่ ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รองเลขาธิการ ได้แก่ พระครูศรีวิเทศธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย พระครูโสภณศาสนวิเทศ วัดพุทธมงคลนิมิต ลุยเซียนา และพระวิเทศวิสุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำอเมริกา โอไฮโอ ส่วนกรรมการตำแหน่งอื่นๆ มีอีก 8 ตำแหน่ง
สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 20-24 มิ.ย. 2519 โดยการรวมตัวกันของคณะสงฆ์ไทยทุกสำนักในสหรัฐอเมริกา 5 แห่ง คือ วัดไทยลอสแองเจลิส วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก วัดธัมมาราม นครชิคาโก วัดไทยวอชิงตัน ดี.ซี. และวัดพุทธวราราม เดนเวอร์ และวันที่ 21 ต.ค. 2519 ได้รับอนุมัติจากรัฐโคโลราโด (รัฐที่ทำการสมัชชาสงฆ์ไทยตั้งอยู่) ให้ดำเนินการได้ และนับแต่นั้นก็มีความเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ โดยมีการประชุมสมัชชาสมัยแรกในวันที่ 12-14 ก.ค. 2520 ณ วัดธัมมาราม นครชิคาโก ถึง พ.ศ. 2553 เป็นการประชุมครั้งที่ 34 พร้อมกับทำบุญอายุวัฒนมงคล 79 ปี ให้พระเทพกิตติโสภณ และผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตอุโบสถวัดวชิรธรรมปทีป ลองไอส์แลนด์ นครนิวยอร์กด้วย
เมื่อได้ประธานและกรรมการอำนวยการแล้ว พระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์) ที่ชาวพุทธอเมริการู้จักในนามหลวงตาชี ในฐานะประธานการเลือกตั้งได้ให้โอวาทว่า ขอให้พระธรรมทูตที่มาปฏิบัติงานมีสติ มีปัญญา ทำหน้าที่ของตนให้ดี ให้เป็นศรีแก่ตน ประเทศชาติและพระศาสนา หากทำได้ดีจะเป็นการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านเตือนสติว่า การทำงานระดับนี้ต้องมีข้อเตือนใจ เมื่อได้รับเลือกตั้งมาต้องทำหน้าที่ อย่ามานั่งเฉยๆ ต้องทำให้เป็นระเบียบ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในฐานะที่เป็นประธานการเลือกตั้ง ท่านมีแต่ความหวังดี ไม่อยากให้เกิดความเสียหาย ในฐานะสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทย ขอให้ทุกท่านรักและสามัคคีกันไว้ ทุกอย่างที่ทำต้องทำให้เหมาะ อย่าทำเป็นเด็ก อย่าทำให้เสียศักดิ์ศรีพระธรรมทูต
ท่านกล่าวว่า ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยทำเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของประชาชน สุดท้ายท่านบอกว่าพระสงฆ์อย่าเป็นผู้ก่อปัญหา ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา หากสร้างปัญหาเสียเอง เป็นเรื่องน่าละอาย
หลังจากนั้นพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณโณ) เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกสมัย ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยที่ไว้วางใจเลือกให้ท่านทำงานในครั้งนี้ โดยท่านบอกว่างานต่างๆ นั้นไม่ได้ทำคนเดียว แต่ได้มอบหมายให้รองประธาน เช่น พระสุนทรพุทธิวิเทศ และพระวิเทศธรรมกวี แบ่งกันรับผิดชอบ
จากนั้นท่านเล่าถึงวิถีชีวิตตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรบ้านนอกอยู่ จ.อุดรธานี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าลำบากยากแค้นมาก จีวรจะห่มก็หายาก น้ำมันจุดตะเกียงต้องใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหมู จนกระทั่ง พ.ศ. 2493 ขณะที่ยังเป็นสามเณรจึงได้เข้ามาอยู่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ได้มีโอกาสสวดมนต์ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จนิวัตประเทศไทยและได้ร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 ที่ท้องสนามหลวงด้วย
ท่านบอกว่ากรุงเทพฯ ช่วงนั้นยังไม่มีความเจริญ สถานที่บางแห่งต้องเตรียมตะเกียงเจ้าพายุไว้เผื่อไฟฟ้าดับ น้ำประปาไหลบ้างไม่ไหลบ้าง แต่วัดเบญจมบพิตรที่ท่านอยู่นั้นโชคดีที่อยู่ใกล้วังสวนจิตรลดา และทำเนียบรัฐบาล น้ำจึงไหลและไฟฟ้าสว่างเสมอ
ส่วนการศึกษาเล่าเรียนของท่านนั้น ท่านเล่าว่า สอบ ป.ธ.3 ได้ปี พ.ศ. 2494 สอบ ป.ธ.4 ได้ พ.ศ. 2495 ส่วน ป.ธ.5 นั้นสอบตกหลายปี แต่ในที่สุดท่านสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค และเริ่มเรียน|มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2496 เรียนจบทำงานให้มหาจุฬาฯ โดยไม่ได้ช่วยงานวัดเบญจมบพิตร ผู้ร่วมงานในช่วงนั้นมีทั้งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระสิริสุทัศน์ธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณสุพจน์ วัดสุทัศน์) ต่างได้รับความลำบากในการทำงาน แต่ละรูปมีชื่อที่ตำรวจสันติบาลกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งตึกมหาจุฬาฯ ที่วัดมหาธาตุ ถูกกล่าวหาว่าสร้างด้วยเงินของคอมมิวนิสต์ แต่ทุกคนทำงานด้วยใจรัก แม้ว่าจะไม่ได้รับความสะดวก เช่น รัฐบาลจัดงบประมาณให้เพียงปีละ 8 หมื่นบาทเท่านั้น
ในส่วนการรับรองวิทยฐานะผู้จบการศึกษา มหาจุฬาฯ ก็ไม่ได้รับการรับรอง จึงต้องส่งนิสิตไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย ที่นั่นเขารับรอง เรียนจบมาก็สามารถทำงานกับผู้ที่จบจากที่อื่นได้อย่างสง่างาม เมื่อมีการเสนอกฎหมายเข้าสภาให้รับรองวิทยฐานะ ก็เจอวิธีการที่ทำให้กฎหมายตก คือ สภาส่งให้กฤษฎีกาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ท่านเล่าว่าการต่อสู้ให้นิสิตที่จบจากมหาจุฬาฯ มีที่ยืนในสังคม แม้จะสึกหาลาเพศไปก็ทำโดยไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ได้รับการอนุเคราะห์จากพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) จัดทำแค็ตตาล็อกการศึกษามหาจุฬาฯ จนทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาเห็นแล้วทึ่งว่าทำได้อย่างไร จนกระทั่งรัฐบาลที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้รับรองวิทยฐานะมหาจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัย
ส่วนการเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่สหรัฐอเมริกานั้น ท่านบอกว่า พระมหาครุฑ จิรสฺสุโต นามสกุล สมบัติใหม่ (บัดนี้ลาสิกขาแล้ว) ซึ่งอยู่วัดเบญจมบพิตรเช่นกันชักชวน เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสแล้วจึงมา แรกทีเดียวว่าจะอยู่เพียง 2-3 ปีก็จะกลับไทย แต่ก็กลับไม่ได้จนถึงบัดนี้
สุขภาพของท่าน เมื่อวันผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตนั้นมีหลายโรค แต่ก็ต่อสู้มาได้ เพราะก่อนนั้นเป็น Strok หมอตรวจพบว่าเส้นเลือดฝอยในสมองแตกจึงมีอาการอัมพฤกษ์ รักษาตัวจนดูเหมือนว่าจะหาย ก็มาเป็นปัญหาที่ตามองไม่เห็น ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมองไม่ค่อยเห็น จะเซ็นเช็คเซ็นหนังสือก็ไม่ได้ ดังนั้นการบริหารงานสมัชชาสงฆ์ไทยจึงมอบให้พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน) และพระวิเทศธรรมกวี (ประเสริฐ) รับหน้าที่แทน
พระวิเทศธรรมกวีซึ่งมาปฏิบัติศาสนกิจในไทย แจ้งข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2553 ว่า ท่านประธานสมัชชาสงฆ์ไทยป่วยเป็นโรคเดิมอีก จนกระทั่งแขนและขาเคลื่อนไหวไม่ได้ ซึ่งทุกคนต่างตั้งจิตภาวนาขอให้ท่านมีสุขภาพดีดังเดิม







