
นายเจตนาและนางสาวมโนธรรม
มีคำถามใดบ้าง...ที่คุณไม่เคยถามตัวเอง
โดย...นนทพัฒน์ ภาพ เอพี
มีคำถามใดบ้าง...ที่คุณไม่เคยถามตัวเอง
การตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตัวของเราเอง ผมเดาว่าไม่บ่อยแน่ บางคนกว่าจะเข้าวัด ทำบุญ ใส่บาตร ก็ชราหรือรู้สึกว่าชีวิตโชคร้าย เจ็บป่วย ไม่สบายใจหนักหนาจึงหาที่พึ่งทางใจ
คำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในใจเมื่อยามอ่านข้อเท็จจริงในข่าวอาชญากรรม ข่าวฉ้อโกง ข่าวร้ายต่างๆ ในภาวะที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเจอทางแยกสำคัญให้ตัดสินใจและลงมือกระทำโดยเลือกระหว่างสิ่งที่สังคมว่า “ดี” กับ “เลว”
เท่าที่เกิดมารู้จักโลก เราท่านต่างตระหนักดีว่าความดีนั้นก็ทำยาก คนรักดีจึงต้องพยายาม แต่ความเลวมันแค่ดีดนิ้วเอง หันไปทางไหนก็เจอหนทางเป็นคนเลวและมันก็แค่สองอย่างจริงๆ นะ ดีกับเลวไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ง่ายที่จะอิน สุดท้ายก็พลั้งพลาดตกหลุมพรางกันมาก
ไม่นานนี้มีโอกาสได้อ่านงานศึกษา หัวข้อ “การศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินความดีในปรัชญาของเพลโตกับพุทธปรัชญาเถรวาท” ของ “พระสมปอง วงษ์สอาด”
ท่านขึ้นต้นไว้ในส่วนของเกณฑ์ตัดสินความดีในพุทธปรัชญาเถรวาทไว้อย่างครบเครื่องว่าในพุทธปรัชญาเถรวาทได้กล่าวถึงลักษณะของเจตนาการกระทำ ความดีเป็นการกระทำจากเจตนาดีด้วยกาย วาจาและใจ เรียกว่ากุศลมูลที่เกิดขึ้นในจิตใจสามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคมและก่อให้เกิดความร่มเย็น
ในสังคมส่วนใหญ่และเป็นที่ยอมรับข้อปฏิบัติชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่าอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นความดีสูงสุด (พระนิพพานและเป็นหลักการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ)
องค์ประกอบทั้ง 8 ประการนี้ จะต้องดำเนินไปพร้อมเพรียงกันและมีความสอดคล้องกันจึงจะสามารถเข้าถึงความดีสูงสุดได้ตามความเป็นจริงได้ 2 ระดับ คือ “ระดับโลกียสัจจะ” และ “ระดับโลกุตรสัจจะ”
กล่าวคือ ระดับโลกียสัจจะ ซึ่งเกณฑ์ตัดสินความดีควรใช้เกณฑ์หลัก ก็คือ “เจตนา” และเกณฑ์รอง คือ “มโนธรรม” ส่วนตัวพิจารณาว่าการกระทำนั้นๆ ตนเองติเตียนตนเองได้หรือไม่ และผลของการ
กระทำว่ามีผลต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร
ความจริงระดับโลกุตรสัจจะ เกณฑ์ตัดสินความดีจะมีลักษณะที่แน่นอนตายตัวและมีความหลุดพ้นจากความทุกข์และเป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธปรัชญาเถรวาท ก็คือพระนิพพาน (ความดีสูงสุด) ที่เป็นแรงจูงใจในทางบวก เช่น ความรู้สึก ความเมตตา และความสงสาร ที่มีค่าทางจริยธรรม เพราะว่าแรงจูงใจที่เกิดจากกุศลมูลส่งผลให้เกิดการกระทำขึ้น นับว่าเป็นการกระทำที่ดี (เจตนาดี)
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัญญาเถรวาทมองมนุษย์ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและมีระบบความคิด การกระทำของมนุษย์มีธรรมชาติของการกระทำอยู่ที่เหตุผลในลักษณะที่เด็ดขาดไม่คำนึงถึงแรงโน้มน้าวใดๆ และไม่ใช้ผลของการกระทำมาประกอบการตัดสิน ทำให้การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
เพราะว่ามนุษย์ในสังคมยังมีความรู้สึกมีความต้องการ ส่วนใหญ่ไม่ชอบเกณฑ์ในลักษณะที่ตายตัว ซึ่งจำกัดการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะในสังคมที่มีหลักเกณฑ์ ดังนั้นเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทตามที่กล่าวมา มีความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้ได้กับคนในสังคม เนื่องจากเกณฑ์ตัดสินความดีของพุทธปรัชญาเถรวาทที่มีพื้นฐานที่คำนึงถึงลักษณะแท้จริงของมนุษย์ที่เกลียดความทุกข์ ปรารถนาความสุข ด้วยเหตุนี้เกณฑ์ตัดสินความดีของ
พุทธปรัชญาเถรวาท จึงเป็นเกณฑ์ที่มองความเป็นจริงในธรรมชาติมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจน เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่คู่กับเหตุผลและการใช้ปัญญานั้นเอง
หลายคนเรียนวิชาพุทธศาสนาหลักสูตรกระทรวงศึกษาไทย หรือหลักศาสนา หลักปรัชญา ในหนทางของตัวเอง ผ่านหูผ่านตาอยู่ไม่น้อย แต่รู้มากทำน้อยก็เท่านั้น รู้น้อยทำน้อยก็ปกติ รู้น้อยทำมาก บางทีก็เกิน ผิด หลง รู้มาก ไม่ทำเลยก็มีถมไป
พอกลับมาพิจารณากรณีข่าวการก่อการร้าย ข่าวฆาตกรรม ข่าวสังคม หรือแม้แต่การโชว์หราเครื่องดื่มออกสื่อโลกใหม่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากกลับมาทบทวนหลักเจตนาและมโนธรรมให้ทั้งคู่เป็นดั่งเพื่อนซี้ในชีวิตเราจะเทียบเคียงการตัดสินเบื้องต้นส่วนตัวได้ง่ายมาก
ฉันใดฉันนั้น ไม่ว่าเราจะหยิบจับ พูด คิด ประพฤติ ฯลฯ สิ่งใดให้คนเขาด่า ไอ้ตัวนั้นตัวนี้ที่แทนคำว่าคนก็สุดแท้หรือให้คนยกย่องสรรเสริญก็อนุโมทนาสาธุ คนดีอย่าท้อ...คนเลวอย่าถอย (เพราะบางทีอีกก้าวเดียวก็ลงนรกแล้ว)
ทุกวันนี้ค่ามาตรฐานความดี ความชอบธรรมนั้นด้านชากันมากในสังคมทุนนิยม ดีหรือเลว ดำหรือขาว มองเห็น จับหลักยึด จากนั้นตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ แล้วก็จะไม่หลง ไม่งง ไม่มั่ว







