
โลกเก่า โลกใหม่
ปรากฏการณ์ “F5” ที่ผู้คนนัดกันเข้าไป “เยี่ยมชม” เว็บไซต์ของภาครัฐเป็นจำนวนมาก และกด “F5” เพื่อโหลดหน้าเว็บขึ้นมาใหม่รัวๆ จนทำให้เซิร์ฟเวอร์รับไม่ไหวและเข้าใช้งานไม่ได้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์น่าจะบอกอะไรได้บางอย่าง...
ปรากฏการณ์ “F5” ที่ผู้คนนัดกันเข้าไป “เยี่ยมชม” เว็บไซต์ของภาครัฐเป็นจำนวนมาก และกด “F5” เพื่อโหลดหน้าเว็บขึ้นมาใหม่รัวๆ จนทำให้เซิร์ฟเวอร์รับไม่ไหวและเข้าใช้งานไม่ได้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์น่าจะบอกอะไรได้บางอย่าง...
มุมหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะอธิบายได้ว่า ปัจจุบันผู้คนในสังคมจำนวนมากได้ย้ายจากโลกเก่าเข้าไปอยู่โลกใหม่ที่เรียกว่าสังคมออนไลน์เรียบร้อยแล้ว และหากรัฐบาลหรือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจไม่เข้าใจและยังมองโลกใหม่ที่ผู้คนเข้าไปใช้ชีวิตเป็นเพียงการเล่น “คอมพิวเตอร์” หรือ “เล่นโทรศัพท์มือถือ” และใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร หรือการควบคุมแบบเก่าๆ มาใช้กับโลกใหม่นี้ เสียงไม่พอใจจากผู้คนในโลกใหม่จึงดังกระหึ่มและเกิดปรากฏการณ์ F5 อย่างที่เห็น
หลายครั้งที่ผู้มีอำนาจเลือกใช้วิธี “ปิดกั้น” การเข้าถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในโลกออนไลน์โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบต่ออะไรหลายๆ อย่าง จนถึงขนาดเว็บไซต์สำนักข่าวชื่อดังในต่างประเทศที่มีผู้ชมจากทั่วโลกก็ยังไม่สามารถเข้าชมได้จากในประเทศไทยเพราะถูกหน่วยงานรัฐปิดกั้น
ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ใช้งานมีวิธีสารพัดที่จะหลีกเลี่ยงการปิดกั้นเพื่อเข้าไปสู่ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ และก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีถึงจะทำได้ เพราะวิธีการเลี่ยงการปิดกั้นของหน่วยงานภาครัฐนั้นมีบอกเป็นขั้นตอนพร้อมภาพประกอบอยู่บนโลกออนไลน์ เพียงแค่ใส่คำค้นหาไม่กี่คำบนกูเกิลเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้น่าจะสะท้อนได้ว่าผู้มีอำนาจยังใช้ความเข้าใจในโลกแบบเก่ามากำหนดกฎเกณฑ์ให้กับผู้คนที่อยู่ในโลกใหม่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ดูจะชัดเจนแล้วว่ามันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงเรื่องการปิดกั้นบนอินเทอร์เน็ต บทความชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เร็วๆ นี้ผ่านหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดย “มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก” ซีอีโอเฟซบุ๊ก และ “โบโน่” นักร้องนำวงยูทู กลับฉายภาพความเป็นไปในอนาคตของโลกใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ
ทั้งสองชี้ว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการสร้างโลกให้เป็นของ “ทุกคน” ไม่ใช่แค่ “บางคน” ก็คือการผลักดันให้ทุกคนบนโลกมีตัวตนด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศทั่วโลกควรเร่งดำเนินการ
บทความยังระบุอีกว่า หากเราต้องการจะช่วยเหลือพัฒนาชีวิตของผู้คนทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การศึกษา การหาเลี้ยงชีพ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือเชื่อมต่อกับพวกเขาเสียก่อน เพราะปัจจุบันข้อมูลและบริการมากมายบนอินเทอร์เน็ตยังถูกจำกัดการใช้งานอยู่กับผู้คนเพียง 3,000 ล้านคนเท่านั้น ทั้งที่ประชากรโลกมีมากกว่า 7,000 ล้านคน
“โซเชียลมีเดียไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือส่งสารที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลไปถึงนโยบายสาธารณะด้วย ดังนั้นเราจึงควรเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน” ทั้งสองระบุไว้ในบทความ
น่าจะถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจในบ้านเราควรทำความเข้าใจโลกใหม่ให้มากขึ้นและใช้ความเข้าใจนั้นกำหนดกฎเกณฑ์ที่สอดรับให้เกิดการพัฒนาอันเป็นประโยชน์แก่ผู้คนในโลกใหม่อย่างแท้จริง
อ่านบทความของมาร์กและโบโน่ ฉบับแปลไทยได้ที่ http://www.posttoday.com/digital/390765







