posttoday

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

10 ตุลาคม 2558

เสียงเพลงดีเกร์ฮูลูดังแว่วออกมาจากเรือลำใหญ่ ปนเปกับเสียงร้องภาษามลายู และเสียงหัวเราะอันครึกครื้นที่ไม่มีทางแยกออกว่าใครพุทธใครมุสลิม

โดย... กาญจน์ อายุ

เสียงเพลงดีเกร์ฮูลูดังแว่วออกมาจากเรือลำใหญ่ ปนเปกับเสียงร้องภาษามลายู และเสียงหัวเราะอันครึกครื้นที่ไม่มีทางแยกออกว่าใครพุทธใครมุสลิม

เหนือน้ำ

เรือนำเที่ยวในเขื่อนฮาลาบาลา จ.ยะลา มีให้บริการทั้งแบบวันเดียวและค้างคืนบนเรือ แต่ที่น่าแปลกใจคือเกือบไม่มีคนไทยใช้บริการ ทว่าเป็นชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ที่แย่งกันจองจนตอนนี้เต็มไปถึงปลายปี (ช่วงเสาร์-อาทิตย์)

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ธัญทิพย์ ศุภวงศ์จงรักษ์ หรือดาว เจ้าของเรือเทพพิทักษ์บาแล เป็นเจ้าแรกที่ให้บริการเรือขนาดใหญ่แทนแพเริ่มล่องเมื่อเดือน ม.ค. 2557 เธอเล่าว่า ธุรกิจแพนำเที่ยวโตเร็วมาก จากเมื่อปีที่แล้วมีเพียง 2 แพ แต่ตอนนี้มีเกือบ 20 แพ โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ส่วนคนไทยต้องยอมรับว่าเพราะข่าวความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามา คำว่า ฮาลาบาลา จึงมาพร้อมความรู้สึก เข้าถึงยาก ลำบาก อันตราย ซึ่งแท้ที่จริงเข้าถึงง่ายกว่าภูกระดึง

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

เขื่อนฮาลาบาลาแต่เดิมชื่อเขื่อนบางลางกินพื้นที่ 3 อำเภอ ใน จ.ยะลา ได้แก่ บันนังสตา ธารโต และเบตง โดยผืนน้้ำอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ส่วนผืนป่าอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา ดั้งเดิมพื้นที่ใต้น้ำเคยเป็นหมู่บ้าน สวนยาง ถนนสู่เบตง และผืนป่าสมบูรณ์ที่วันนี้เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นตายจำนวนนับไม่ถ้วน

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

เรือจะล่องไปตามร่องน้ำที่ไต้ก๋งรู้กันดีว่าอยู่ตรงไหนโดยจุดแรกจะจอดที่เกาะทวด ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวดศักด์สิทธิ์โดยเฉพาะกับชาวมาเลย์และสิงคโปร์ที่ศรัทธามากถึงขนาดเหมาเรือมาไหว้พระแล้วก็กลับ จากนั้นเส้นทางจะเป็นอย่างไรแล้วแต่นักท่องเที่ยวเป็นคนเลือกซึ่งหากให้พี่ดาวแนะนำเธออยากให้นอนเต็นท์บนดาดฟ้าเรือดูดาวกลางทะเลสาบสักคืน แล้วตื่นเช้าไปชมทะเลหมอกบนฮาลาบาลา

กลางป่า

ฮาลาบาลามีจุดเด่น 2 อย่าง คือ กระทิง และนกเงือก การดูกระทิงไม่จำเป็นต้องเข้าป่าหรือนั่งบังไพร แต่สามารถนั่งเรือไปดูได้ที่ลานกระทิง เวลาอันสมควรคือช่วง 8 โมงเช้า และ 5 โมงเย็น กระทิง (ชาวบ้านเรียกว่ากระทิงวัว) จะออกมากินหญ้าบนลานดินบริเวณต้นคลองฮาลาบาลา บางครั้งมาเป็นฝูง บางครั้งหากินตัวเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่การันตีกับนักท่องเที่ยวอย่างฉันเองนั่งเรือไปเฝ้าทั้งเช้าและเย็นแต่ก็เจอเพียงรอยเท้า

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ส่วนขาดูนกต้องแจ้งทางเรือล่วงหน้าเพราะจะได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลาไว้ โดยเรือจะไปเทียบที่ท่าจุฬาภรณ์พัฒนา 7 เพื่อไปพบกับเจ้าหน้าที่นำเดินอย่างวันนั้นได้พบกับพี่โกวิท หวังทวีทรัพย์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษหรือที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้คนอื่นเรียกว่า หัวหน้า นำทางขึ้นไปชมทะเลหมอกที่ผาหินโยก

พี่โกวิท กล่าวว่า ช่วงหน้าฝนจะมีโอกาสเห็นนกเงือกยาก เพราะเป็นช่วงที่มันเข้ารัง ถ้าตั้งใจมาดูนกต้องมาช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงหาคู่และรวมฝูงแต่ถ้าอยากเห็นนกเงือกสร้างรังต้องมาสุ่มดูช่วงเดือนธ.ค.-ม.ค.

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

“เราอยู่ในเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงไม่สามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ดังนั้นคนที่เข้ามาจะมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยและเรียนรู้ธรรมชาติเป็นหลัก” พี่โกวิทเล่าให้ฟังขณะที่กำลังพักเหนื่อยครึ่งทาง

ระยะทางจากตีนเขาไปถึงผาหินโยกไกลเพียงกิโลกว่า แต่ต้องใช้เวลาเดินถึง 2 ชั่วโมง เพราะต้องเผชิญกับความชัน ดินลื่น และคอยหลบทากดูดเลือด ขอกล่าวถึงทากสักนิดเพราะมันเป็นเหตุผลที่คนแขยงไม่อยากเดินป่า

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

วิธีป้องกันทากในอินเทอร์เน็ตมีหลายอย่างทั้งใช้ใบยาสูบทาขา ใส่ถุงน่อง ใส่ถุงเท้ากันทาก ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่เทคนิคหลบทากแบบได้ผลชะงักงันต้องชิงเดินนำหน้า ก่อนที่ทากจะตื่น แต่หากถูกกัดแล้วแนะนำให้ปล่อยมันกัดไปจนหลุดไปเอง ตรงแผลที่ถูกกัดจะมีเลือดไหลบ้างแต่ไม่มากเท่าดึงมันทิ้ง เรื่องนี้ขอคอนเฟิร์มเพราะโดนทากกัดไป 3 จุด จุดที่ดึงมันทิ้งตอนนี้ยังคันและเป็นรอยดำ แต่อีก 2 จุดที่ปล่อยมันกัดเริ่มจางไปแล้ว (ผ่านมา 1 อาทิตย์) จริงๆ แล้วทากไม่มีอะไรน่ากลัว ถ้ามองอีกมุมมันก็ไม่ต่างอะไรจากยุงดูดเลือดเหมือนกัน คันเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้มันดูร้ายกาจคงเป็นเพราะฤทธิ์น้ำลายที่ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ซึ่งป่าฮาลาบาลาไม่ว่าเวลาไหนก็หลีกเลี่ยงทากไม่ได้ แต่เชื่อสิว่ามันคุ้มเมื่อแลกกับการเข้าไปอยู่ใจกลางป่าที่สมบูรณ์ขนาดนั้น

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ผ่านไปสามหอบพี่โกวิทก็ชี้บอกว่าผาหินโยกอยู่ข้างหน้า จุดนี้เป็นจุดชมทะเลหมอกที่เดินใกล้ที่สุด ถ้ามาในช่วงที่นกเงือกหาคู่จะเห็นมันบินว่อนเหนือยอดไม้ ส่วนชื่อผาหินโยกมีหินโยกได้จริงๆ ตอนแรกนึกว่าพี่โกวิทอำ แต่แกทำให้ดูปรากฏว่าหินก้อนยักษ์โยกได้สมชื่อ หลังจากนั่งพักเสพความชุ่มชื้นจนเต็มปอด พี่โกวิทคนเดิมก็พาลงเขาไปอีกทางเป็นทางที่ชันกว่า ลื่นกว่า แต่ระยะทางสั้นกว่ารวมเวลาไป-กลับเกือบ 5 ชั่วโมง ซึ่งก็ถึงเวลาอาหารกลางวันบนเรือพอดี

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

กลับมาเจอพี่ดาวเธอให้เลือกว่าจะเข้าฝั่งหรือไปต่อที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 เธอให้ข้อมูลว่า ที่นั่นเป็นหมู่บ้านอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยและมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องใช้ และอนุสาวรีย์วีรชนผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองโดยเฉพาะชาวพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อ 28 ปีที่แล้ว ซึ่งเชื่อมโยงกับหมู่บ้านปิยะมิตรทั้ง 5 แห่ง ใน จ.ยะลา และสงขลา รวมถึงอุโมงค์ปิยะมิตรใน อ.เบตง ด้วย เราจึงตัดสินใจให้พี่ดาวหันหัวเรือกลับเพื่อเดินทางไปยังอุโมงค์ตามแผนเดิม

ใต้ดิน

ตารางทัวร์ที่ขายนักท่องเที่ยวมาเลเซียจะมีอุโมงค์ปิยะมิตรอยู่ในโปรแกรมเสมอ เพราะที่นี่เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชาวมาเลย์โดยตรง

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ไกด์ตรงปากทางเข้าเป็นอาม่าสัญชาติไทยที่พูดภาษาจีนชัดกว่าไทย เธอและสามีเปิดร้านขายของเล็กๆ และทำหน้าที่บรรยายประวัติศาสตร์อุโมงค์ปิยะมิตร เธอเล่าว่าอุโมงค์ขุดในปี 2519 เพื่อเป็นฐานของกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มลายา (ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย) หรือชาวจีนฝ่ายซ้ายที่ถอยร่นมาจากประเทศมาเลเซีย เหล่าสหาย (เรียกตามอาม่า) จะใช้ชีวิตอยู่ในป่าแต่จะหลบเข้าอุโมงค์เฉพาะยามถูกโจมตีทางอากาศเท่านั้น โดยอุโมงค์มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีทางออก 6 ทางอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 18 เมตร ปัจจุบันสหายกว่า 500 คน แยกย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านปิยะมิตรทั้ง 5 หมู่บ้าน

ภายในอุโมงค์สูงประมาณ 150 ซม. แบ่งเป็นห้องๆ เช่น ห้องครัว ห้องประชุม ที่นั่ง ที่นอน ถ้าใครเคยไปอุโมงค์กู่จีที่ประเทศเวียดนามจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่นี่อุโมงค์จะสูงกว่าและไม่ซับซ้อนเท่า ทั้งนี้ทั้งสองแห่งมีเรื่องเหมือนกันอยู่อย่างคือภูมิปัญญาทำอาหารแบบไร้ควันนั่นคือ การเจาะชั้นดินให้ควันลอยไปออกอีกทางแล้วค่อยรดน้ำบริเวณปากปล่อง เพื่อให้ควันกลายเป็นไอตบตาฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ไม่น่าแปลกที่อุโมงค์ปิยะมิตรมีชาวมาเลย์เข้ามาเยี่ยมชมมากกว่าคนไทย ยิ่งไปกว่านั้นเบตงทั้งอำเภอก็มีชาวมาเลย์มาเที่ยวเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องหลายปีถามชาวมาเลย์ท่านหนึ่งว่ากลัวหรือไม่ เขาตอบ “ไม่”คำเดียว

จ.ยะลา ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยมี ภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นเลขาธิการศูนย์ฯ ซึ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านในประเด็นการท่องเที่ยว ท่านกล่าวว่า “11 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านเสียโอกาสมากโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีนักท่องเที่ยวตกเป็นเป้าหมายเลย และจากสถิติก็ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ความรุนแรงปีนี้ลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2556”

ยะลา-ฮาลาบาลา เหนือน้ำ กลางป่า ใต้ดิน

 

ในหนังสือ ชายแดนใต้วันนี้ดีขึ้นแล้ว ระบุว่า จำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบลดลงร้อยละ 60 จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบลดลงร้อยละ 71 และจำนวนผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่สงบลดลงร้อยละ 57 เก็บข้อมูลระหว่างเดือน ต.ค. 2557-มี.ค. 2558 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2556-2557

ในมิติของการท่องเที่ยวทาง ศอ.บต. กำลังตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวบ้านเรา” ทั้งที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมผสมระหว่างพุทธและมุสลิมที่โดดเด่นในคาบสมุทรมลายู มีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ มีอาหารเอร็ดอร่อย และที่สำคัญคือผู้คนมีน้ำใจและอัธยาศัยไมตรี

“เราต้องแก้ภาพความน่ากลัวกับคนไทยด้วยกันก่อน” ท่านภาณุกล่าวไว้ ซึ่งสิ่งที่พูดมาทั้งหมด อ่านข้อมูลมากแค่ไหนก็ไม่เข้าใจเท่าได้สัมผัสแล้วบอกต่อจากประสบการณ์จริง

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง