
ไม่มีพรวิเศษจากเทวดา มีแต่โฆษณาใน Facebook
ผมตั้งกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งในการทำงาน คือเราจะไม่รับเงินสนับสนุนจากครอบครัวคนหายโดยเด็ดขาด
โดย...อกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
ผมตั้งกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งในการทำงาน คือเราจะไม่รับเงินสนับสนุนจากครอบครัวคนหายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสนับสนุนการทำงานหรือช่วยค่าน้ำมันรถของพวกเราในการลงพื้นที่ช่วยเหลือเขาในการติดตามหาบุตรหลานที่หายไป
ผมตั้งกฎข้อนี้มาจากประสบการณ์หลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะกับครอบครัวคนหายที่ยากจน เขามักถามผมอย่างเกรงใจว่า ต้องเสียเงินค่าดำเนินการมั้ย ซึ่งผมรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเงินทองมากมายอะไร หนำซ้ำการที่ลูกหายตัวออกจากบ้านไป พ่อแม่ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานรับจ้างหรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆต้องขาดงาน ซึ่งเท่ากับการขาดรายได้บางรายต้องกู้หนี้ยืมสินเขามาเพื่อออกติดตามหาลูก แม้ว่ามีบางครอบครัวที่อาจมีศักยภาพในการสนับสนุนพวกเราได้ แต่ผมตัดปัญหาทางความรู้สึกเดี๋ยวจะมีการเปรียบเทียบว่าเราช่วยเฉพาะคนที่บริจาคเงินหรือเปล่า ช่วยเฉพาะคนรวยหรือเปล่า เลยเอาเป็นว่าช่วยครอบครัวคนหายทุกครอบครัวในบรรทัดฐานเดียวกัน คือช่วยฟรี และไม่รับการสนับสนุนเงินจากเขาเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว เอาให้ชัดๆ แบบนี้ไป
พูดถึงครอบครัวที่ให้การสนับสนุนเป็นตัวเงินแล้ว ผมเจอมาทุกรูปแบบบางครอบครัวเป็นแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน พอเราพาลูกเขาไปส่งกลับบ้าน เขาหยิบเงินที่เตรียมไว้มาให้ผม เงินจำนวนนั้นเขาอาจต้องทำงานมากกว่าสิบวันขึ้นไป และเขาคงเรียนรู้ว่า กระบวนการต่างๆ ในประเทศไทยอาจจะต้องใช้เงินเป็นตัวเดินเรื่อง ผมปฏิเสธและอธิบายให้เขาฟัง พวกเขารีบพนมมือยกมือท่วมหัว
บางครอบครัวยังไม่ทันเจอลูกก็ยื่นเงินให้เรามานับหมื่นบาท บอกว่าเป็นค่าน้ำมันค่าลงพื้นที่ ซึ่งผมก็ปฏิเสธและอธิบายเขากลับไป ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจเป็นอย่างดี
ผมไม่ปฏิเสธว่าการติดตามหาเด็กหายต้องใช้เงิน แต่ละเคสใช้งบประมาณจำนวนมากในการติดตามหาเด็กหาย เด็กหายบางรายใช้เงินในการติดตามหามากกว่า 1 แสนบาทแล้วก็มี แต่ผมอธิบายกับครอบครัวคนหายที่อยากสนับสนุนพวกเราว่า พวกเราพอจะมีผู้สนับสนุน แม้จะไม่มากนัก แต่เราไม่ยอมรับเงินจากครอบครัวคนหาย ซึ่งลำบากอยู่แล้วแน่นอน
หลังจากประกาศภาพเด็กหายไปในโลกออนไลน์แล้ว ผมมักได้รับคอมเมนต์เสนอแนะว่า ทำไมไม่ไปหาเหล่าอาจารย์ญาณทิพย์ หรือจิตสัมผัส ช่วยดูให้ว่าเด็กหายไปไหน บ้างก็บอกว่ามีอาจารย์มีพระช่วยนั่งทางในดูให้แล้วบอกว่าเด็กอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง บางรายก็เกินเลยไปถึงว่าเด็กเสียชีวิตแล้วถูกตัดแขนตัดขา ถูกจับกดน้ำ ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความทุกข์ใจให้กับครอบครัวคนหาย
หลายครอบครัวเผชิญกับคำทำนายทายทัก แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้ไปดูหมอทรงเจ้ากันแค่เจ้าเดียวหรอก บางครอบครัวไปดูมาหลายเจ้าเพื่อให้เกิดความแน่ใจและสบายใจ กลายเป็นว่าแต่ละเจ้าทำนายทายทักไม่เหมือนกันแม้ว่าจะไม่ได้เรียกรับเงินเป็นอัตราที่ชัดเจน แต่การบอกว่าจ่ายเงินเป็นค่าครูเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่พอใจ ก็ยิ่งทำให้ครอบครัวคนหายเสียทั้งเงินค่าเดินทางและค่าบูชาหมอดูหมอเดาไม่รู้เป็นเงินเท่าไหร่
บางเจ้ายิ่งเลวร้ายหนัก อาศัยความคาดหวังมาหลอกลวงครอบครัวคนหาย อ้างว่าเห็นเด็กแล้วให้โอนเงินมาเป็นค่าทำพิธีเปิดดวงตา พ่อแม่เด็กหายรู้ทั้งรู้ว่าอาจถูกหลอก แต่ด้วยความหวังอันน้อยนิด ก็ยอมโอนเงินไปให้พวกมิจฉาชีพเหล่านั้น ท้ายที่สุดพวกนั้นก็เงียบหายปิดโทรศัพท์หนีไปในที่สุด
เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือ เราอยู่ในโลกของยุคไอที ภาพประกาศเด็กหายถูกเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์ที่เป็นขั้นสูงสุดของการสื่อสารในโลกปัจจุบันในทางเทคโนโลยี แต่ปรากฏว่าคนที่ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเหล่านี้กลับให้น้ำหนักและความคาดหวังในไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองกำลังใช้เครื่องมือนี้อยู่
ผมมักบอกกับคนที่มาแนะนำอาจารย์หรือหมอดูที่อวดอ้างว่าแม่นยำหรือมีญาณทิพย์ว่า ถ้าพวกเขามั่นใจว่าเด็กอยู่ที่ไหน พวกเรายินดีที่จะรับฟังข้อมูลจากเขา แต่ขอให้เขาไปร่วมลงพื้นที่กับเราด้วย สุดท้ายพอบอกให้พวกเขาไปลงพื้นที่ร่วมกับเรา ทุกคนกลับเงียบหายไป บ้างก็หาว่าผมลบหลู่ดูหมิ่น
ประวัติศาสตร์ในการติดตามหาเด็กหาย หากต้องจารึกไว้ ก็ต้องบอกว่า การติดตามหาเด็กหายจนพบตัวและติดตามกลับคืนสู่ครอบครัวได้ ก็เกิดจากกระบวนการทำงานหลายอย่าง ที่สำคัญที่สุด ประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อข้อมูล จนกระทั่งสามารถแจ้งเบาะแสอันนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กกลับคืนสู่ครอบครัวได้
การติดตามหาเด็กหายจึงเกิดจากการลงพื้นที่ ลงมือทำ หาใช่นั่งญาณทิพย์แล้วมองเห็นไม่
เมื่อเกือบ 14 ปีที่แล้ว เด็กชายวัย 8 ขวบ คนหนึ่งหายออกจากบ้านไป ตอนนี้เขาจะอายุครบ 22 ปีเต็ม มีความพยายามในการติดตามหาเขาในหลายรูปแบบ แต่เนื่องจากเคสนี้เด็กหายตัวไปก่อนที่มูลนิธิกระจกเงาจะตั้งศูนย์ข้อมูลคนหายมาซะอีก ดังนั้นจึงเป็นการติดตามหาเด็กหายที่ไม่ได้ทำการสืบสวนมากนัก เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานมากแล้วกว่าจะได้รับแจ้งเรื่องจากคุณแม่ของเด็ก
สิ่งที่เป็นความหวังอยู่ทุกวันนี้คือเด็กโตพอที่จะรับรู้ได้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน และเขาอาจมีโอกาสได้เห็นภาพประกาศติดตามหาตัวเขาผ่านสื่อมวลชนต่างๆ
ดังนั้น กระบวนการในการติดตามหาเขา ผมจึงมุ่งเน้นที่กิจกรรมในการสาธารณะเพื่อให้สื่อมาสนใจติดตามและกลายเป็นข่าวในที่สุด ด้วยหวังว่าเขาจะเห็นแม่ตัวเองในทีวีแล้วอาจจะจำได้
กรณีนี้มีการทำภาพจำลองเทียบเท่าอายุปัจจุบันของเขา มีการทำรถรณรงค์ตามหาเด็กหายที่รถยนต์ของคุณแม่นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ จำนวนมาก
หลังจากทำกิจกรรมรณรงค์หลายกิจกรรม คุณแม่เด็กหายท่านนี้ได้รับเชิญไปสัมภาษณ์ในรายการทีวีมาหลายช่องเธอได้รับค่าเดินทางจากรายการต่างๆรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แต่เธอเก็บมันไว้ ไม่ได้นำมาใช้จ่าย เพราะเธอพอจะมีอาชีพในปัจจุบันที่มั่นคงอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้เธอมักถามผมเสมอถึงเรื่องการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ ในฐานะที่ช่วยเธอติดตามหาลูก แต่ผมปฏิเสธมาโดยตลอด แต่แม่เด็กหายท่านนี้ก็สอบถามมาอีกหลายครั้งถึงการบริจาคเงินและยืนยันว่านี่ไม่ใช่เงินส่วนตัว แต่เป็นเงินจากรายการต่างๆ ที่ให้ค่าเดินทางมา จนผมยอมแพ้ และพยายามคิดว่าจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไร
สุดท้ายผมคิดถึงเรื่องการทำประกาศเด็กหาย หลายครอบครัวคนหายเริ่มต้นจากการนำรูปไปถ่ายเอกสาร เอาภาพไปอัดตามร้านถ่ายรูป บางครอบครัวพัฒนาไปจนถึงซื้อเครื่องพรินต์มาพรินต์ประกาศเองเพื่อลดต้นทุน
ในที่สุดผมตัดสินใจว่า เราเดินทางมาถึงจุดที่ครอบครัวเด็กหายที่มีศักยภาพใช้วิธีซื้อโฆษณาใน Facebook เพื่อให้ภาพประกาศของลูกเขามีคนเข้าถึงมากขึ้น ผมตัดสินใจใช้เงินที่แม่เด็กหายคนนี้มอบมาซื้อโฆษณาประกาศตามหาลูกของเธอใน Facebook ทั้งหมด
ผมไม่เชื่อเรื่องอำนาจพิเศษใดๆจะมาช่วยในการติดตามหาเด็กหายผมเชื่อพลังของคนในสังคมว่าจะเป็นผู้พาเด็กหายกลับคืนสู่ครอบครัว...







