
ธีรวัฒน์ เจริญทวีสิทธิ์ สุขใจที่ได้สะสมของเล่น
โดย...ภาดนุ ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์
โดย...ภาดนุ ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์
กอล์ฟ-ธีรวัฒน์ เจริญทวีสิทธิ์ หนุ่มวัย 28 ปี เติบโตและผูกพันมากับของเล่นเพราะเห็นคุณพ่อรักและชอบสะสมมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ ซึ่งของเล่นแต่ละยุคก็ล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกัน
“การที่ผมได้เห็นคุณพ่อเก็บสะสมของเล่นหรือของเก่ามาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ทำให้ผมซึมซับความชอบในการสะสมมาด้วย ซึ่งเมื่อโตขึ้นและได้ศึกษาข้อมูลก็ทำให้รู้ว่าของเล่นแต่ละยุคนั้นมีที่มาที่ไป อย่างของเล่นในยุคหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นก็เกิดขึ้นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงคราม ญี่ปุ่นจึงต้องผลิตของเล่นออกมาขายเพื่อหาเงินมาชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้กับชาติอื่น
แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ไอเดียที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นและใส่ลงไปในของเล่นแต่ละชิ้น ซึ่งมีทั้งแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์เพื่อสอนให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการที่ก้าวล้ำไปในอนาคตจนถึงยุคยานอวกาศ หรือการคิดที่จะใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ ญี่ปุ่นก็คิดมาตั้งแต่ 30-40 ปีก่อนนู้นแล้ว”
กอล์ฟ บอกว่า ของเล่นที่คุณพ่อเขาสะสมส่วนใหญ่จะเป็นรถโบราณ ปืน และตัวสัตว์ต่างๆ และเมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มสะสมของเล่นจากญี่ปุ่นบ้าง ซึ่งโชคดีว่าคนญี่ปุ่นเวลาทำของเล่นยุคไหนออกมาขาย ก็มักจะทำหนังสือคู่มือเกี่ยวกับของเล่นในยุคนั้นออกมาด้วย เช่น หนังสือรวมของเล่นหายาก 1,000 ชิ้น ที่มีทั้งหุ่นยนต์ ยานอวกาศ และของเล่นสังกะสี เป็นต้น
“เมื่อผมหาคู่มือเกี่ยวกับของเล่นมาศึกษา ก็ทำให้รู้ว่าของเล่นแต่ละยุคมีวิวัฒนาการของมันมาตามลำดับ เริ่มจากยุคที่ของเล่นทำจากพิลเตอร์ ทำจากเซลลูลอยด์ ทำจากสังกะสี และยุคปัจจุบันที่ทำจากซอฟต์ไวนิล ซึ่งจากศึกษาแล้วทำให้รู้ว่าของเล่นที่ทำจากเซลลูลอยด์มักจะไม่ทนทานและแตกหักเสียหายได้ง่าย แถมเมื่อโดนไฟก็ละลายได้ด้วย
คนญี่ปุ่นจึงพัฒนาไปสู่ยุคของเล่นที่ทำจากสังกะสีที่เน้นการขึ้นรูปพับได้แบบโอริกามิหรือการพับกระดาษของญี่ปุ่น มีทั้งรถยนต์ หุ่นยนต์ และตัวสัตว์ ซึ่งเพิ่มลูกเล่นเข้าไปโดยใส่แบตเตอรี่ให้หุ่นยนต์เดินได้หรือใส่เอฟเฟกต์เข้าไปในตัวก๊อดซิลล่าให้สามารถพ่นควันได้ เป็นต้น พอเด็กๆ ได้เห็นหรือเล่นก็จะรู้สึกชอบและคนทั่วโลกก็ยอมรับด้วย
ผมเองก็ชอบของเล่นสังกะสีเหมือนกัน ซึ่งถือเป็นของเล่นยุค ’90 ที่ผมสะสมและชอบมากที่สุด เพราะของเล่นสังกะสีที่ญี่ปุ่นทำส่วนใหญ่หน้าตาจะดูอินเตอร์จึงสามารถขายได้ในทุกประเทศทั่วโลก แม้หลังๆ เยอรมนีจะทำของเล่นสังกะสีออกมาขายบ้าง แต่ก็มีราคาแพงเกินไป แถมพัฒนาการยังสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ด้วยครับ”
กอล์ฟ เสริมว่า ของเล่นที่เขาสะสมส่วนใหญ่จะเป็นตัวคาแรกเตอร์ เช่น อุลตร้าแมน มาส์กไรเดอร์ มิลเลอร์แมน นินจาอาราชิ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของเก่าในปี 1940-1950 อย่างอุลตร้าแมนเขาก็จะสะสมเฉพาะในยุคคลาสสิกจนครบเซตเป็นซีรี่ส์ ซึ่งพอนำมาเรียงใส่ตู่โชว์เป็นเซตแล้วมันก็ดูสวยดี นอกนั้นก็มีไอ้มดแดงรุ่นคลาสสิก V1-V10 และอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับของเล่นและของสะสมที่คุณพ่อเก็บไว้นั่นคือยุค 1920-1930 และช่วยกันเก็บเรื่อยมาถึงยุค 1990 จนกลายมาเป็นวิวัฒนาการของเล่นและเปิดเป็น “พิพิธภัณฑ์สุขสะสม” หรือพิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในที่สุด
“ที่จริงแล้วผมเรียนจบทางด้านการเงินและทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารอยู่พักใหญ่ๆ แต่เมื่อคิดว่าต้องทำอะไรเพื่อคุณพ่อคุณแม่ที่ตอนนี้อายุ 60 ปีแล้วจะได้ไม่เหงา ผมจึงปิ๊งไอเดียในการเปิดพิพิธภัณฑ์สุขสะสมขึ้นมา โดยนำของเล่นของสะสมที่คุณพ่อและผมเก็บไว้มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
เพราะนอกจากพวกท่านจะไม่เหงาแล้ว พวกท่านยังได้ต้อนรับผู้คนมากมายที่พากันแวะเวียนเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย ผมมองว่าความสุขที่ได้จากการสะสมของเล่น นอกจากจะได้กับตัวเราแล้ว เมื่อเราเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์และมีคนมาเข้าชม เรายังได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับของเล่นให้พวกเขาฟัง ซึ่งถือว่าเป็นความสุขที่สุดของครอบครัวเราแล้วล่ะครับ”
ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์สุขสะสม (อาคารสีเหลือง) ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 2 (ฝั่งทวีวัฒนา) ดูข้อมูลได้ที่ FB : พิพิธภัณฑ์สุขสะสม Suksasom Museum







