posttoday
ว่าด้วยมื้อสายวันอาทิตย์

ว่าด้วยมื้อสายวันอาทิตย์

22 กันยายน 2558

การตื่นสายถือเป็นส่วนหนึ่งของวันอาทิตย์ หากว่าไม่มีงานที่ต้องรีบทำ หรือพาหมาไปวิ่งแต่เช้า

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ Grand Hyatt Erawan

การตื่นสายถือเป็นส่วนหนึ่งของวันอาทิตย์ หากว่าไม่มีงานที่ต้องรีบทำ หรือพาหมาไปวิ่งแต่เช้า ช่วงเวลาแห่งการทำตัวขี้เกียจอยู่บนเตียง คือหนึ่งในช่วงเวลาที่สุดยอดที่สุดของสัปดาห์

และการตื่นสายทำให้กิจกรรมอย่างอื่นๆ ที่ตามมาพลอยจะสายไปด้วย ผมเองก็เป็นอย่างนั้น มื้อเช้าของวันอาทิตย์จึงมักถูกเขยิบให้เป็นมื้อสาย ไม่ก็เที่ยงไปเลย

ช่วงสองสามเดือนมานี้ผมโดนเชิญไปชิมซันเดย์บรันช์ตามโรงแรมต่างๆ หลายแห่ง ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโรงแรมในเขตใจกลางเมือง ดูเหมือนมันจะกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของทุกโรงแรมที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสร้านอาหารเช้าวันอาทิตย์ที่ดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

มาตรฐานของซันเดย์บรันช์ในกรุงเทพฯ ก็คือ แน่นอนต้องมีอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ไว้บริการลูกค้า พร้อมไวน์ แชมเปญ หรือสปาร์กกลิ้ง ที่จัดไว้เสิร์ฟแบบไม่อั้น (บางแห่งมีค็อกเทล ม็อกเทล และรวมไปถึงวิสกี้กับซิงเกิ้ลมอลต์ไว้บริการด้วย) โดยมากเวลาสำหรับการเสิร์ฟบรันช์จะเริ่มตั้งแต่ 11 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 บางแห่งสามารถนั่งยาวไปได้ถึง 5 โมงเย็น แต่เชื่อผมเถอะครับ โดยมากเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วจนคุณนึกไม่ถึง โดยเฉพาะตอนที่คุณมีเพื่อนและแก้วแชมเปญอยู่ในมือ

แล้วซันเดย์บรันช์ จริงๆ เริ่มมาจากไหน ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้

มีข้อสมมติฐานหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการกินมื้อสายในวันอาทิตย์ แต่มีอยู่สมมติฐานหนึ่งที่ดูว่าน่าจะเป็นไปได้ ว่ากันว่าเรื่องการกินมื้อสายเริ่มในอังกฤษ เกี่ยวพันกับพวกคาทอลิก เนื่องจากว่าคนมักไปโบสถ์กันในวันอาทิตย์ นักบวชส่วนมากจะง่วนกับการเตรียมโน่นเตรียมนี่ การกินอาหารมื้อเช้าจึงทำกันแบบง่ายๆ อาจมีแค่ ชา กาแฟ ไข่ ขนมปังนิดหน่อยที่เหลือตั้งแต่เมื่อวาน พวกเขาน่าจะทำอาหารง่ายๆ เช่น ไข่เบเนดิกต์ ไม่ก็ไข่กวน หรือตับไก่กับบีเกิ้ลเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมในช่วงก่อนเที่ยง ตอนที่คนในหมู่บ้านมาทำกิจกรรมกันที่โบสถ์ จากนั้นค่อยกินอาหารมื้อใหญ่ร่วมกันอีกครั้งหลังเสร็จพิธีสวดมนต์

สารานุกรมของสถาบันสมิธโซเนี่ยน อ้างไว้ว่า ได้มีการตีพิมพ์เรื่องของอาหารมื้อสายไว้ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ชื่อ Hunter Weekly ในปี 1895 (ร้อยกว่าปีมาแล้ว) โดยนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ Guy Berringer เขียนไว้ว่า “ตามร้านอาหารเริ่มมีการบริการมื้ออาหารหลังโบสถ์วันอาทิตย์ ด้วยราคาไม่แพงมากนัก เป็นอาหารง่ายๆ ที่ปล่อยให้คนที่มาได้นั่งคุยกันนานๆ พร้อมกินอาหารไปด้วย มันทำให้ผู้คนอารมณ์ดี ขจัดความกังวลของคุณออกไปได้สิ้นจากความยุ่งเหยิงที่ผ่านมาตลอดสัปดาห์” อาหารที่เสิร์ฟจะเสิร์ฟเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ (ในอังกฤษสมัยก่อนเรียกการเสิร์ฟแบบนี้ว่า Smorgasboard) ให้ลูกค้าเดินไปหยิบมารับประทานได้ตามใจชอบ ซึ่งอาหารจะถูกคิดราคาเหมาไว้แล้วเรียบร้อย

น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการจดบันทึกไว้ว่า บริการแบบนี้ หญิงหรือชาย หรือใครที่กินมากกว่ากัน

กว่ามันจะแพร่หลายข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่สหรัฐ ก็ล่วงเลยมาจนถึงทศวรรษที่ 1930 ธรรมเนียมการกินอาหารมื้อสายนี้ริเริ่มโดยโรงแรมในชิคาโก เนื่องจากว่าหลังการเปิดบริการรถไฟที่ขยายไปทั่วประเทศ ผู้โดยสารที่แสนหิวโหยเดินทางมาถึงที่ชิคาโก โดยเฉพาะนักธุรกิจคนดัง และพวกดาราฮอลลีวู้ดไม่มีที่กินข้าวมื้อสาย เนื่องจากร้านอาหารส่วนมากปิดบริการวันอาทิตย์ คงเหลือแต่โรงแรมที่ให้บริการแก่นักเดินทาง จึงเริ่มมีบริการอาหารเช้ามื้อสายขึ้นมา

ความนิยมนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประชาชนต้องการหาที่สังสรรค์พบปะกัน ซันเดย์บรันช์จึงเริ่มเฟื่องฟูมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อชนชั้นกลางขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อและแม่ยุคใหม่ออกไปทำงานพร้อมๆ กันมากขึ้น สังคมเมืองสมัยใหม่ก็ยิ่งทำให้คุณแม่บ้านทั้งหลายขี้เกียจทำอาหารเช้าในวันหยุดสุดสัปดาห์พอๆ กับคุณสามี ก็เป็นตัวกระตุ้นให้ซันเดย์บรันช์มีมากขึ้นเรื่อยๆ และแพร่หลายไปทั่วสหรัฐ

ช่วงทศวรรษ 1980 บทความของ Carl Degler ก็เขียนถึงเรื่องของการเติบโตของวัฒนธรรมการกินอาหารมื้อสายของสหรัฐ (America’s Brunch Culture) ว่ามันบูมมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอยู่ทั่วหัวระแหง ซันเดย์บรันช์ยังเป็นต้นแบบของการบริการร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ในเวลาต่อมาอีกด้วย

น่าเสียดายที่ไม่มีใครบันทึกไว้ว่าในประเทศไทยมีที่ไหนที่ถือว่าเป็นที่แรกที่ให้บริการซันเดย์บรันช์แบบฝรั่ง แต่ผมเดาเอาว่ามันน่าจะมาพร้อมๆ กับการบูมของการเข้ามาทำงานของคนตะวันตกที่เข้ามาทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ในกรุงเทพฯ คิดว่ามันอาจเริ่มบูมจริงๆ จังๆ สมัยท่านนายกฯ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

เดี๋ยวนี้รูปแบบการให้บริการแบบซันเดย์บรันช์เปลี่ยนไปมาก การเสิร์ฟแบบบุฟเฟ่ต์อย่างเดียวอาจไม่ดึงดูดมากพออีกต่อไป เพราะกรุงเทพฯ น่าจะเป็นเมืองที่มีร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์มากที่สุดในโลกไปแล้ว โรงแรมหลายแห่งจึงมีตัวเลือกเช่นว่าเสิร์ฟเป็นคอร์ส บางแห่งมีครัวเปิดที่โชว์ให้เห็นการทำครัวและปรุงสดแล้วเสิร์ฟ นอกเหนือจากอาหารบุฟเฟ่ต์ บางแห่งก็มีอาหารนานาชาติ ตั้งแต่จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไปจนกระทั่งถึงอิตาลี

สำหรับผมเสน่ห์ของการกินอาหารในวันอาทิตย์ ไม่ได้อยู่ที่อาหาร สิ่งที่ดึงดูดผมอยู่ที่เครื่องดื่มหรือเอาให้ชัดๆ ก็คือแชมเปญที่แต่ละโรงแรมเลือกมาเสิร์ฟมากกว่า เพราะด้วยราคาที่รวมทุกอย่างด้วยแล้วคุ้มกว่าซื้อเป็นขวดมานั่งดื่มเอง การไปกินซันเดย์บรันช์ของผมจึงเป็นเหมือนการช่วยโลกอย่างหนึ่ง

ยังไงน่ะเหรอครับ ก็ Save water, drink Champagne ไง!

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย