
ระวังในที่พลุกพล่าน ไม่ไปไหนคนเดียว
เฟรนส์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา
เฟรนส์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา
มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015
ผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดแยกราชประสงค์ที่เฟรนส์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา ได้รับแทบไม่มี ยังไปไหนมาไหนได้เหมือนเดิม ใช้ชีวิตปกติ งานอีเวนต์ เดินสายโชว์ ขอบคุณสื่อ ก็ไม่มีการยกเลิก โดยทางกองประกวดได้ดูแลเป็นอย่างดีและไม่มีข้อห้ามใดๆ
ขณะที่ความห่วงใยเป็นพิเศษนั้น ก็มาจากครอบครัวที่ จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์มาอัพเดทความเป็นอยู่ในแต่ละวัน อีกทั้งก็ยังฝากเตือนให้ลูกสาวคนสวยเลี่ยงไปในสถานที่สุ่มเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
“คือวันแรกๆ พอรู้ข่าวก็รู้สึกเสียใจมากๆ นะคะ และอยากจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฐานะล่าม แต่ทางกองประกวดห้ามไว้ ถ้าไม่ห้าม เฟรนส์ฟรายคงรีบมาทันทีแล้วค่ะ (หัวเราะ) พ่อแม่ที่เชียงใหม่ก็โทรหาว่าให้ระวังตัวอย่าเข้าใกล้ที่เกิดเหตุ แค่นั้นค่ะ”
หลังจากเหตุการณ์สงบ สาวสวยระดับประเทศยังมีโอกาสไปที่เกิดเหตุ เธอบอกไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่เหลือไว้คือความรู้สึกเสียใจและสงสารผู้ที่ได้รับบาดเจ็บยังคงอยู่ เป็นแผลทางร่างกายรักษาหายได้ แต่แผลทางจิตใจอาจจะต้องใช้เวลาเยียวยานานหน่อย ซึ่งในฐานะเจ้าของประเทศ เธอว่าต้องร่วมด้วยช่วยกันกอบกู้และฟื้นฟูความรู้สึกที่สูญเสียไปให้กับมาเร็วที่สุด
“เฟรนส์ฟรายว่าใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป อย่างเฟรนส์ฟรายก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ตื่นตระหนก หรือหวาดระแวงอะไรเกินกว่าเหตุ คอยติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน ถ้ามีอะไรที่ช่วยรัฐได้ก็พร้อมช่วยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับโอกาส จังหวะ สถานที่ และช่วงเวลาที่เหมาะสม เรื่องแบบนี้เฟรนส์ฟรายมองว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อมันเกิดไปแล้ว ทางเดียวที่จะทำได้คือ เราต้องหนักแน่นและเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะคลี่คลายได้”
เซฟฟานี่ อาวะนิค
นางเอกช่อง 7 สี เจ้าของผลงานละคร ‘เพลิงตะวัน’
“สิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือ เรื่องความปลอดภัยค่ะตอนนี้จะให้ความสำคัญกับการติดตาม ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อโซเชียล เพราะเป็นสื่อที่รวดเร็วเข้าถึงเราได้สะดวก แต่ก็ต้องดูความน่าเชื่อถือว่ามาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และใช้สติในการพิจารณาข้อมูลด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุยกับเพื่อนและคนในครอบครัว ก่อนจะตัดสินใจเชื่อข้อมูลในแต่ละครั้ง และจะไม่พยายามไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนเรื่องความพร้อมหรือการใช้ชีวิต ก็ค่อนข้างเป็นปกติ แต่ด้วยเศรษฐกิจในยุคนี้ทำให้ต้องมีการวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบที่สุดจะเป็นการดีค่ะ”
มด-ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ
นักแสดงละคร ‘มงกุฎริษยา’ ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 8 ดิจิทัลทีวี
ณปภัช เล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นความสูญเสียที่มีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบหลายด้านต่อคนไทย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวไม่เข้าประเทศ ค้าขายไม่ดี นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ทำให้กระทบกันเป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวเธอเองก็มีผลกับงานอีเวนต์ งานโชว์ตัว งานจ้างต่างๆ ก็ต้องเลื่อน หรือยกเลิกกันไป เพราะกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย
“แม้จะเป็นเรื่องเลวร้ายก็ต้องขอบคุณและให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่รีบเข้ามาจัดการกับสถานการณ์นี้แบบเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยให้คืนกลับมา ในฐานะคนไทยมดเองหรือทุกคนก็ควรต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาช่วยกันสังเกต ถ้าเห็นอะไรที่ผิดปกติก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สำคัญเราต้องอยู่แบบมีสติอย่าตื่นตระหนก รับฟังข่าวสารด้วยสติ ฟังข้อมูลจากหลายๆ ทาง และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ
“รวมถึงต้องช่วยกันระมัดระวังตัวเอง และอยากให้พวกมือป่วน พวกชอบสร้างสถานการณ์ ก่อความวุ่นวาย สร้างข่าวลือต่างๆ นานา หยุดการกระทำแบบนี้นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำลายประเทศไทยอีกด้วย ความคึกคะนองของคุณอาจสร้างความวุ่นวายในวงกว้าง เราคนไทยต้องรู้รัก สามัคคี ถ้าเรามีน้ำใจเป็นหนึ่งเดียว ช่วยเหลือกันในยามลำบาก มีปัญหา เราจะประคองกันผ่านช่วงร้ายไปได้และอยู่รอดค่ะ”
อุทิศ เหมะมูล
นักเขียนรางวัลซีไรต์จากนวนิยายเรื่อง ‘ลับแล, แก่งคอย’
อุทิศ เหมะมูล ผู้ซึ่งพักอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ใจกลางเมือง และมักเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟฟ้าสาธารณะหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ เขาก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น เป็นหูเป็นตาให้กับตัวเองและสังคมมากขึ้นอีกด้วย
“ปกติผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติและระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เราจะไม่นำพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เด่นหรือเป็นจุดสำคัญของชุมชน หรือถึงแม้เราจะต้องไปอยู่ในจุดจุดนั้น เราก็จะคอยเป็นนักสังเกตที่ดี ที่เมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอม เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า เห็นกระเป๋าวางไว้หรือมีกล่องน่าสงสัย เราก็จะรีบตั้งข้อสงสัย ไม่มองผ่านไปเฉยๆ จะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่อย่างไรก็ดี เราต้องไม่หวาดวิตกหรือแตกตื่นมากจนเกินไปเพราะยังไงเราก็หนีไปไหนไม่พ้น ก็ยังต้องใช้ชีวิตไปตามปกติ เดินทางไปไหนมาไหนตามปกติ เพียงแค่เพิ่มการเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมมากขึ้น มันจะดีและปลอดภัยกับทั้งตัวเราและสังคมครับ"







