
ชีวิตหลังบึ้ม...อย่าจิตตกเลิกจมอยู่กับข่าวโซเชียล
แม้ใบหน้าของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และที่ท่าเรือสาทร
โดย... กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
แม้ใบหน้าของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และที่ท่าเรือสาทร จะถูกเปิดเผยออกมาให้สังคมได้เห็นกันบ้างแล้ว แต่ความหวาดวิตกว่ากรุงเทพมหานครอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งความรุนแรงที่มีสิทธิจะเกิดเหตุสะพรึงกลัวได้ทุกเมื่อ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงระเบิดที่ดังกลางเมืองเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ยังคงตรึงอยู่ในใจคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ อยู่ไม่น้อย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน แม้ความหวาดกลัวจะเกาะกินภายในจิตใจมากเท่าใด แต่แรงขับเพื่อหาเลี้ยงชีพและเพื่ออยู่รอดในสังคมยังคงต้องดำเนินต่อไป
แม้จะหวาดกลัวปานใดก็ตาม...
เสียงจากคนหลากหลายสังคมที่ต้องอยู่ในภาวะที่อาจเรียกว่า “อยู่กับระเบิด” จะสะท้อนเรื่องราวใดบ้าง ก็น่าสนใจไม่น้อย
ตามคำบอกเล่าจากนายตำรวจที่รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม ระบุว่า ประเทศไทยนั้นระบบการตรวจสอบและคัดกรองบุคคลแปลกปลอมยังด้อยอยู่นัก อาจจะด้วยว่าเป็นเพราะความอะลุ้มอล่วยตามแบบฉบับคนไทย เลยไม่คิดระแวงว่าใครจะประสงค์ร้ายหรือไม่
“สมมตินะ ถ้าหากมีคนถือกระเป๋าใส่ระเบิด ปิดมิดชิดอำพรางเอาไว้ แล้วเข้าไปยังพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งระบบขนส่ง หรืออาคารสำนักงาน แม้แต่พื้นที่จัดงานต่างๆ แล้วคนตรวจขาดองค์ความรู้ในการดู หรืออุปกรณ์การตรวจสอบก็ไม่อำนวย จะเกิดอะไรขึ้นลองคิดดู เพราะฉะนั้นเมืองไทยมันง่ายมาก”
นายตำรวจคนเดิมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ที่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีถังขยะอยู่ภายในพื้นที่เลย เพราะป้องกันเรื่องการแอบหย่อนวัตถุต้องสงสัยในถังขยะ แต่ขณะเดียวกันการสแกนกระเป๋าของผู้โดยสารก่อนเข้ามายังพื้นที่สถานี จะเห็นได้ว่าหละหลวมมาก ผู้โดยสารก็ไม่สนใจจะช่วยเหลือร่วมมือในการตรวจตรา ดังนั้น ช่องโหว่ตรงนี้อันตรายมาก
“หรือแม้แต่งานคอนเสิร์ตเองก็ตาม การตรวจตรามันยังไม่ดีพอ หากคนร้ายประสงค์ไม่ดีจะก่อเหตุ ยิ่งคอนเสิร์ตแสงสว่างก็น้อย วางกระเป๋าไว้จุดอับผู้คนก็ไม่ทันจะสังเกตหรือสนใจ มันเกิดเหตุไม่ดีได้ง่ายมาก” นายตำรวจคนเดิม ย้ำ
กระนั้น แม้กำลังตำรวจสายตรวจจะออกตรวจตรามากขึ้นและถี่ขึ้นกว่าเดิมก็ตาม แต่คนที่จ้องจะก่อเหตุก็ย่อมได้เปรียบกับผู้คนที่จ้องจะเฝ้าระวังแน่นอน ดังนั้น ความร่วมมือจากภาคประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องช่วยเหลือให้สังคมอยู่ได้อย่างปลอดภัย
ข้อสังเกตจากตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือหน่วยอีโอดีที่ระยะหลังได้ยินชื่อบ่อยครั้งขึ้น มี 4 ข้อให้ช่วยจดจำว่าวัตถุนั้นเป็นวัตถุต้องสงสัยหรือไม่ คือ
1.ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เมื่อสอบถามประชาชนหรือคนในพื้นที่ใกล้เคียงแล้วไม่พบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นของผู้ใด ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
2.ไม่เคยเห็น ตัวอย่างเช่น ที่ตู้เอทีเอ็มพบถังดับเพลิงวางอยู่ข้างตู้ โดยปกติแล้วไม่เคยมีถังดับเพลิงลักษณะดังกล่าววางอยู่เลย
3.ดูไม่เรียบร้อย วัตถุสิ่งนั้นมีสภาพที่ไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เช่น มีสายไฟโผล่ มีน้ำมัน มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบนซิน เป็นต้น
และ 4.ไม่ใช่ที่ที่ควรจะอยู่ของวัตถุบริเวณสถานที่ตรงนั้น เช่น สถานที่ราชการหรือสถานที่เชิงสัญลักษณ์สำคัญๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ หากพบว่าเป็นวัตถุที่ต้องสงสัย ควรจะปิดกั้นบริเวณ อาจนำกรวยยางหรือเชือกกั้นล้อมรอบบริเวณ กำหนดทางเข้า-ออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ที่สำคัญคือห้ามจับ หยิบยก เคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ทำให้สั่นสะเทือน และเหนืออื่นใดคือโทรแจ้งตำรวจทันที โดยจดจำรูปพรรณของวัตถุนั้น
การกันคนออกก็เป็นเรื่องสำคัญ ระยะอย่างน้อยที่ต้องกันคนออกจากวัตถุนั้นๆ คือระยะ 100 เมตรเป็นอย่างน้อย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จะเอื้ออำนวย
อีกมุมหนึ่งของผู้คนที่ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ ในมุมมองทางการแพทย์ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกอาจเกิดอาการฝันร้าย จิตตก ผวา เพราะเป็นเรื่องปกติที่สภาพจิตใจอาจปรับตัวไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากเลย 2 สัปดาห์มาแล้ว จะถือเป็นอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) ที่ต้องปรึกษากับจิตแพทย์ เพราะเหตุการณ์ได้ทำให้เกิดความหวาดกลัว ฝังลึกลงไปในจิตใจ ลึกเกินกว่าที่ระบบจิตใจจะสามารถจัดการได้ ทำให้เกิดอาการหวาดผวาอยู่ในระบบความทรงจำของจิต
“หลังเกิดเหตุ กรมสุขภาพจิตได้เข้าไปดูแลสุขภาพจิตของผู้บาดเจ็บทั้งหมด รวมถึงญาติผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามคนกลุ่มที่เรายังเข้าไม่ถึงคือกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เช่น คนที่เดินผ่านไปผ่านมา หรือคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ว่ายังมีอาการหวาดกลัวหรือไม่ ซึ่งถ้ามีอาการฝันร้าย หวาดผวา หรือกลัวเสียงดัง เช่น เสียงจุดประทัด ก็ขอให้รีบมาปรึกษาทันที และรับการรักษาทันที ซึ่งอาการนี้สามารถรักษาได้ทั้งด้วยการบำบัดทางจิตเวช รวมถึงการให้ยา”
คุณหมอยงยุทธ บอกอีกว่า โดยปกติผู้ที่มีอาการดังกล่าวจะอยู่ที่ราว 5-10% ของผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ทั้งหมด จากเหตุโศกนาฏกรรมใหญ่ๆ หรือจากการก่อการร้าย เช่น คนที่อยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสุขภาพจิต ก็ได้เข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ตื่นตระหนกจากการเสพข่าวหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ขอให้แบ่งเวลาในการเสพข่าวสารหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยอย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์
นอกจากนี้ ในกลุ่มคนที่หวาดระแวงเหตุการณ์ว่าอาจเกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกนั้น เป็นความหวาดระแวงโดยความเชื่อส่วนตัว แต่อยากให้เข้าใจว่าระบบสังคม เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถเข้ามาจัดการโดยการเฝ้าระวังมากขึ้นเพื่อดูแลความปลอดภัย เพราะฉะนั้นควรกลับมาใช้ชีวิตปกติ
ทั้งนี้ อยากให้เข้าใจว่าในต่างประเทศหลังเกิดเหตุการณ์ ระบบความมั่นคงก็จะเข้ามาดูแลชีวิตประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันคดีก็มีความคืบหน้าตามลำดับ จึงอยากขอให้ใช้ชีวิตอย่างปกติได้แล้ว
“ถ้าหวาดระแวงกลัวว่าจะเกิดเหตุขึ้นอีก ขอให้เข้าใจว่ามีคนที่หวาดระแวงกว่าเราเยอะ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่รัฐ-ตำรวจ-ทหาร-ฝ่ายความมั่นคง ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชน เพราะฉะนั้นไม่ควรจิตตกไปเอง” นพ.ยงยุทธ ระบุ
แน่นอนว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในย่านราชประสงค์ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้ไม่คึกคักเท่าที่ควร ซึ่ง ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว คือ ผู้บริโภคต้องใช้จ่ายเป็นปกติ เพราะยิ่งไม่จับจ่าย ยิ่งทำร้ายระบบเศรษฐกิจ
“ใครมีกำลังซื้อ ใช้จ่ายได้ ก็ใช้ไป อยากเที่ยวก็ท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ในภาวะเช่นนี้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง คือ อย่าผลีผลามในการลงทุน หรือใช้จ่ายเงินจำนวนมาก การก่อหนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมไม่โดดเด่น ทั้งปัจจัยเสี่ยงภายนอก และเหตุระเบิดยิ่งมาเติมปัจจัยเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการลงทุนต้องระมัดระวังและศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด นอกจากนี้ สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการควรอาศัยจังหวะนี้เตรียมตัวให้พร้อม รอรับเศรษฐกิจที่จะกลับมาฟื้นตัว ด้วยการพัฒนาตัวเอง การหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น
ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนี้อยากแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการศึกษาไม่มากพอ และกลุ่มที่มีการศึกษามากพอ เพราะในสังคมที่เจริญแล้ว การรายงานข่าวถือเป็นการสะท้อนภาพความเป็นจริงให้สังคมได้เห็น เพื่อให้คนที่อยู่ในสังคมได้ระวังตัว แต่เนื่องจากสังคมไทยมีระดับการศึกษาที่ต่างกัน
การรับสื่อในสังคมออนไลน์หากไม่มีวิจารณญาณในการรับสื่อที่ดีพออาจทำให้หลงเชื่อได้ง่าย
“ผมมองเรื่องดังกล่าวออกเป็น 2 มุม คือ ภาพข่าวที่เห็นในเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้โลกกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าปิดข่าวสังคมก็จะไม่รู้ว่าตอนนี้โลกกำลังมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะสื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ในการเตือนให้คนในสังคมได้รับทราบ”
อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรมีการปลูกฝังค่านิยมและความรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่เด็กเพราะเด็กคือ อนาคตของชาติ และสามารถปลูกฝังค่านิยมที่ดีได้ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันการนำเสนอรายการ ละคร หรือภาพยนตร์ผ่านสื่อก็ควรมีวิจารณญาณ เพราะปัญหาความรุนแรงหรืออาชญากรรมที่เกิดขึ้น เกิดจากการนำละครหรือหนังแอ็กชั่นเกี่ยวกับความรุนแรงมาออกอากาศ ทำให้คนดูเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม
ชลิต กล่าวต่อว่า การปฏิรูปที่ดีที่สุดของประเทศไทยในตอนนี้ คือ การปฏิรูปคนและการศึกษา ซึ่งทั้งสองเรื่องคงต้องใช้เวลา และเริ่มการปลูกฝังตั้งแต่อนุบาล โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่น่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งระบบเพื่อสร้างวินัยและการศึกษาที่ดี
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นควรนำเสนอเพียงข้อเท็จจริง ส่วนภาพความรุนแรงที่นำมาประกอบควรมีการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่จะนำมาเสนอหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณแยกราชประสงค์ เพราะบางภาพอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของญาติที่ประสบเหตุ ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติก็ได้ออกกฎควบคุมเกี่ยวกับการนำเสนอภาพความรุนแรง
ปัจจุบันที่น่าเป็นห่วง คือ สื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์ เพราะบางครั้งมีการนำเสนอเร็วเกินไปโดยไม่มีการคัดกรองอาจทำให้มีการนำเสนอภาพความรุนแรงมากเกินไป จนกลายเป็นการเสพความรุนแรงจนเคยชิน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบเด็กและเยาวชนอย่างน่าเป็นห่วงมาก และเพื่อป้องกันปัญหาการเสพความรุนแรงผ่านสื่อ สื่อมวลชนควรมีวิจารณญาณในการให้ข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันผู้รับสารก็ควรจะมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเช่นกัน







