
การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ของครูโยคะนักวิ่ง
คนหนึ่งคนจะมีแรงกำลังเพื่อต่อสู้กับเรื่องร้ายแรงในชีวิตได้สักกี่ครั้ง บางคนล้มแล้วถอดใจและบอกลาโลกนี้
โดย...กองทรัพย์
คนหนึ่งคนจะมีแรงกำลังเพื่อต่อสู้กับเรื่องร้ายแรงในชีวิตได้สักกี่ครั้ง บางคนล้มแล้วถอดใจและบอกลาโลกนี้ไปมีให้เห็นถมเถ หลายคนล้มตึงหลายหนแต่ก็ประคองชีวิตให้เดินต่อได้ และมีคนร่างกายจิตใจเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ก็ยิ้มและเดินไปดึงมือคนที่ล้มให้มีลมหายใจอยู่ เพื่อบอกเล่าเรื่องของตัวเองให้คนล้มคนอื่นๆ ได้ฟัง เพื่อให้เขาเหล่านั้นสู้ต่อ
กุ๊กกี้-พชรมน เนมิราช เป็นอีกคนหนึ่งที่มองจากข้างนอกจะไม่มีใครรู้เลยว่าเธอเคยเจ็บหนักมาก่อน ด้วยรอยยิ้มที่ประดับใบหน้าอยู่เสมอ แต่เมื่อฟังเรื่องราวแล้ว ต้องนับถือความเป็นนักสู้ของเธอ เพราะนอกจากร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลผ่าตัดไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง ด้วยอาการเจ็บป่วยที่โถมเข้าหาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็เผชิญมันอย่างห้าวหาญ ปัจจุบันเธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูโยคะและนักวิ่งมาราธอน เธอใช้สองสิ่งนี้เยียวยาตนเองอย่างไร และก่อนที่เธอจะมารู้จักกับชีวิตที่ดีขึ้น เธอผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการต่อสู้เพื่อมีลมหายใจอยู่
โยคะช่วยชีวิต
ย้อนกลับไปในวันที่ชีวิตของหญิงสาวนักโฆษณาชื่อกุ๊กกี้ยังไม่รู้จักความเจ็บป่วย แม้จะมีน้ำหนักร่วม 100 กก. แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเธอสามารถใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เฮฮาปาร์ตี้ กินนอนผิดรูปแบบจากคนปกติ เธอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความสนุกของการใช้ชีวิต
แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือ อุบัติเหตุที่ทำให้คนที่คล่องแคล่วกลายเป็นคนเดินไม่ได้ “วันนั้นฝนตกปรอยๆ ตอนนั้นเรากำลังถ่ายหนังโฆษณา เราอยู่บนสะพานลอยเพื่อคอยประสานงานกับทีมงานด้านล่าง และเหมือนว่าเรากำลังจะวิ่งลงไปด้านล่างแต่ลื่นตกบันไดสะพานลอย หลังกระแทกกับมุมสะพาน แขนฟาดกับเหล็กราวบันได ตัวบิดเหมือนถูกกระชากตัวออกจากกัน รู้สึกเจ็บเหมือนจะตาย แต่พยายามหัวเราะกลบเกลื่อน จะลุกขึ้นแต่พบว่าตัวเองลุกเดินไม่ได้ พอไปหาคุณหมอ เขาก็ดามหลังให้ก่อน ระหว่างรอผ่าตัด หมออยากให้ลดน้ำหนักเพราะจะทำให้ผลผ่าตัดดีขึ้น แต่คุณหมอก็ไม่การันตีว่าผ่าตัดแล้วเราจะหายเป็นปกติ ก็เลยตัดสินใจว่าไม่ผ่า”
เมื่อตัดสินใจว่าไม่ผ่าตัด กุ๊กกี้จึงศึกษาหาวิธีบำบัดอาการของตนเอง เธอจึงเลือกวิธีฝังเข็ม จัดกระดูก และตัดสินใจจะฝึกโยคะ “ช่วงนั้นต้องออกจากงานเลย ก่อนจะไปฝึกโยคะต้องไปฝังเข็มก่อน ยังเดินไม่ได้ เพื่อนสนิทพาไปฝึกตอนนั้นเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ช่วยให้เราหัดทรงตัว กายภาพบำบัดในน้ำ ฝึกเดิน ตีขา พอมาเริ่มฝึกโยคะร้อน เข้าไปครั้งแรก...สลบค่ะ (หัวเราะ) ทำไม่ได้นอนอืดกลางห้อง (หัวเราะ) รู้สึกเหมือนจะตาย เพราะลมหายใจมันขาดเป็นห้วงๆ แต่เราก็รู้และเชื่อมั่นว่ามันต้องมาถูกทางสิ ที่ไม่เลิกกลางคันเพราะว่าตอนที่สลบเราฝันว่าเห็นตัวเองสอนโยคะ ตลกดีทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ แต่มีภาพว่าตัวเองได้เป็นครู”
ระหว่างหนึ่งปีที่ว่างเว้นจากงาน กุ๊กกี้ใช้เวลาทั้งหมดรักษาตัวเองให้กลับมาเดินได้ เธอไปเรียนโยคะทุกวัน แม้จะต้องทุลักทุเลเพราะมีเฝือกดามที่หลัง เธอฝึกโยคะสลับกับจัดกระดูกและฝังเข็ม จนวันหนึ่งสามารถเดินได้ แม้จะไม่ปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตามที “หนึ่งปีที่ไม่ได้ทำงาน เป็นหนึ่งปีที่ใจค่อนข้างจะสงบ หน้าที่ของเราตอนนั้นแค่ตื่นขึ้นมากินข้าว ไปเรียนโยคะ กลับมากินข้าวและไปเรียนโยคะตอนเย็น ทำอยู่เป็นปีน้ำหนักเริ่มลดลง 30 กก. แล้วจากนั้นก็ไปขอเรียนเป็นครูโยคะ แต่ด้วยสภาพร่างกายของเราไม่พร้อม ครูบอกว่าต้องรอก่อน แต่ครูบอกว่าถ้ามีความตั้งใจก็เป็นได้ ฝึกจนเขาเห็นใจ ยอมเซ็นอนุญาตให้เราไปฝึกเป็นครูได้”
เมื่อจบหลักสูตร เธอพลาดการออดิชั่นด้วยเหตุผลที่ต้องเข้าผ่าตัดไส้ติ่ง แต่หลังจากหายดีแล้วเธอก็เริ่มรับงานสอน และเรียนโยคะเพิ่มเติม “เราคิดว่าตัวเองยังไม่เก่งและต้องฝึกหนักกว่าคนอื่น คนอื่นเขาเรียนครั้งเดียวก็เก่ง แต่เราอาศัยลูกเรียนเยอะๆ หลายๆ ที่ เรียนจนขึ้น YA (Yoga Alliance) ซึ่งการเรียนเยอะก็ทำให้เราได้รับการติดต่อให้ไปสอนหลายที่เหมือนกัน เราหาประสบการณ์สอนประมาณ 5 ปี จนรู้แนวทางว่าเราชอบทางไหน ก็พอถึงระยะเวลาก็ตัดสินใจว่าอยากเปิดสตูดิโอโยคะของตัวเอง”
บำบัดผู้ป่วยจนล้มป่วย
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ครูกุ๊กกี้ออกมาเปิดสตูดิโอของตัวเองตามแนวทางที่อยากทำ คือ โยคะบำบัด เธอไปเรียนฝังเข็มและศาสตร์แพทย์จีน ไปเรียนจัดกระดูกและศึกษาเรื่องพลังลมปราณมาเพิ่มเติม ตามความตั้งใจของเธอก็คือช่วยเหลือคนเจ็บป่วย แต่เหมือนชะตาเล่นตลกอีกครั้ง เธอรักษาคนไข้ได้แค่ 200 คน ก็ทำให้เธอต้องล้มป่วยไปอีก
“วันสุดท้ายที่จัดกระดูกให้คนไข้ ทำให้เราปราณแตก ตกกลางคืนอาเจียนเป็นเลือด เพราะว่าเวลาช่วยคนไข้เราใช้พลังเยอะ หมอบอกว่าเส้นปราณแตกไป 4 เส้น หลังจากนั้นเราก็ล้มป่วย เชื้อโรคโจมตีใหญ่เลย ไวรัสก็เข้าไปที่ตับ แบคทีเรียไปที่กรวยไต เป็นหนักจนซูบ ไม่มีแรงยกมือยกแขน ไม่มีแรงทำงาน ก็หยุดสอนโยคะไปนาน พอเรารักษาร่างกายให้ดีขึ้นได้แล้วก็เลยเปิดเป็นโยคะบำบัดอย่างเดียว ไม่รับจัดกระดูกอีกแล้ว จะช่วยเฉพาะนักเรียนโยคะ ของเราเพราะว่าเขาได้ฝึกหายใจเป็น และได้วอร์มได้ยืดกล้ามเนื้อช่วยครูแล้ว เราไม่ต้องใช้พลังเยอะเหมือนเมื่อก่อน บางคนเป็นหนักก็พอจะฝังเข็มช่วยได้นิดหน่อย”
สิ่งที่ยืนยันคำพูดครูกุ๊กกี้ได้ คืออุปกรณ์การรักษา อุปกรณ์ฝังเข็ม กัวซา แก้วดูดพิษ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบในสตูดิโอโยคะของเธอ นอกจากจะมีรูปการสอนโยคะแล้ว สายตาเราก็ไล่เรื่อยมาเจอกับโถเก็บเหรียญรางวัลของนักวิ่งมาราธอน ซึ่งกะด้วยสายตาแล้ว คงไม่น้อยกว่า 50 เหรียญ และถ้วยรางวัลที่เรียงอยู่บนชั้นอีกล่ะ
แต่ก่อนจะเริ่มเล่าถึงที่มาของเหรียญรางวัลเหล่านั้น ครูกุ๊กกี้บอกว่า หลังจากปราณแตกและก็ล้มป่วยทำยังไงก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายก็เข้าโรงพยาบาล พบว่าเชื้อไวรัสเข้าร่างกาย ตับอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ตรวจเช็กและพบว่ามีก้อนเนื้อในมดลูก ภายในเวลา 3 เดือน ก้อนเนื้อขยายตัวจาก 1 ก้อน เป็น 3 ก้อน แม้ว่าหมอจะไม่แน่ใจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ แต่การขยายตัวที่รวดเร็วนี้ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดี เธอจึงปรึกษาหมอขอตัดไฟแต่ต้นลม
“เราได้ยินคำว่ามะเร็งมาตลอดชีวิตเรา แม่ก็เสียด้วยมะเร็ง พอหมอพูดว่ามีแนวโน้ม เพราะก้อนเนื้อลุกลามรวดเร็วควรตัดมดลูกทิ้งก็ตัดสินใจบอกหมอว่าทำเลย ไม่ต้องรอทำใจ แล้วเลือกเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยขอไม่ทำคีโม 3 วันจากนั้นก็ได้คิวผ่าตัด ระหว่างที่รอผ่าตัด อยู่ๆ ก็นึกถึงแม่ขึ้นมา เราเสียแม่ไปนานมาก เกือบ 40 ปีแล้ว นั่งคิดถึงว่าหลังจากเสียแม่ไป ชีวิตมันพลิกผันไปหลายอย่าง แล้วก็ลืมบางอย่างที่เก็บไว้ฝังใจ และมันผุดขึ้นมาตอนที่ได้ยินคำว่ามะเร็ง สิ่งนั้นคือ...การวิ่ง”
วิ่งมาราธอนทลายกำแพงใจ
“ตอนเด็กๆ เป็นเด็กที่เดินไม่เป็น คือวิ่งตลอด เป็นนักวิ่งรุ่นเล็ก ชนะได้รางวัลตลอด วันที่แม่เสีย เป็นวันที่เราไปวิ่งแข่ง แต่พี่น้องทุกคนไปดูใจแม่ เราไปวิ่งคิดว่าจะเอารางวัลกลับมาให้แม่ แต่ไม่ทัน เพราะแม่เสียไปแล้ว เราก็โกรธตัวเองว่าวิ่งช้า วิ่งมาหาแม่ไม่ทัน ตอนนั้นเกลียดการวิ่งมาก หลังจากนั้นก็วิ่งไม่ได้และไม่วิ่งอีกเลย ตัดหายออกไปจากชีวิต พอแม่เสียเราก็กลายเป็นเด็กที่เรียนอย่างเดียว ด้วยความโกรธหลายๆ อย่าง เราไม่รู้ว่าตอนเด็กพลังมากมายที่จะคั้นให้เราเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ตอนนั้นเรียนจนได้ทุนทุกอย่าง สอบชิงทุนได้ตลอด”
ครูกุ๊กกี้เล่าถึงปมในใจตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จากนักวิ่งกลายเป็นคนวิ่งไม่ได้ เธอใช้ชีวิตหลังจากสูญเสียคุณแม่ชดเชยด้วยการเรียน มีชีวิตเรื่อยมาจนลืมเรื่องที่เคยฝังอยู่ในใจมาแสนนาน “ชีวิตที่ผ่านมาเจออะไรหลายอย่างมาก พอวันที่ได้พักก็มานั่งนึกว่าตอนนี้เรากำลังจะเป็นเหมือนแม่ แล้วถ้าเวลาที่เราเหลืออยู่มันสั้น และมีอะไรที่เราอยากทำและมีอะไรที่อยู่ในใจแล้วยังไม่ได้รับการแก้ไขบ้าง ถ้าต้องถึงวันนั้นจริงๆ มีสิ่งที่เราอยากทำที่อยู่ในใจสองเรื่อง คืออยากบวชและอยากวิ่ง แต่การวิ่งเป็นความทรงจำด้านมืดที่อยู่ในใจ เราก็เลยคิดว่า เวลาที่เหลือจะต้องวิ่งมาราธอนให้ได้”
แม้ว่าเธอจะออกกำลังกายด้วยโยคะ แต่ใช่ว่าเมื่อเธออยากวิ่งเธอจะวิ่งได้เลย เธอฮึดสู้หลังผ่าตัดมดลูกและพักฟื้นจนหายดี แต่ทันทีที่ก้าวขาไม่ถึง 100 เมตร เธอก็แทบขาดใจ “น้ำหนักตอนนั้นลดลงมาเยอะมากแล้ว แต่วิ่งนาทีเดียวก็ยังทำไม่ได้ แต่เพราะว่าเราฮึดทำอะไรทำจริง ก็เริ่มใหม่ เริ่มจากเดิน เดินจนเท้าเป็นแผล ทั้งเจ็บ ตัวร้าว ฝึกเดินในน้ำ ค่อยๆ ออกมาเดินบนบก วิ่งทีละนิดๆ สิบเมตร ร้อยเมตร จนได้มาเจอครูดิน (อาจารย์สถาวร จันทร์ผ่องศรี) โค้ชนักวิ่งมาราธอน ก็เลยขอฝึกกับท่าน ได้ตารางการฝึกมา แล้วก็ฝึกจนสามารถเพิ่มระยะทางได้ แล้วก็เอาโยคะเข้ามาช่วยในการวิ่ง คือการหายใจ”
ครูโยคะมาเป็นนักวิ่ง ใช้เวลาหลายเดือน แต่ก่อนจะมาถึงจุดที่เธอออกวิ่งได้อย่างมีความสุข ชีวิตช่วงนั้นของครูกุ๊กกี้ทำอยู่แค่ 3 อย่าง คือ กินยา พักผ่อน และซ้อมวิ่ง ต้องผ่านความอดทนมาหนัก ต้องถอดเล็บนิ้วเท้า ตื่นตีสี่มาฝึกวิ่ง “ช่วงนั้นงดสอนโยคะปิดสตูดิโอเพื่อพักฟื้นร่างกาย มีชีวิตอยู่เพื่อทำในสิ่งที่ค้างคาใจให้สำเร็จก่อน ตื่นตอนเช้า เดิน วิ่ง กลับบ้าน กินข้าว กินยา แล้วก็นอนหรืออ่านหนังสือ ตอนเย็นก็ออกวิ่ง เป็นแบบนี้ตลอด 3 เดือน หลังจากนั้นก็ออกงานวิ่ง จากวิ่งมินิมาราธอนคือระยะ 10.5 กม. วิ่งได้ดีขึ้น ก็ขึ้นฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. ร่างกายก็ค่อยๆ ดีขึ้น กำลังใจค่อยๆ กลับมาว่าเราไม่ตายแล้วนะ เรามีความสุขมาก วิ่งครั้งแรกน้ำตาไหลดีใจ ตื่นเต้น แล้วจากนั้นก็ติดวิ่ง”
ศึกษาธรรมศึกษาใจ
ถ้วยและเหรียญรางวัลเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เธอออกงานวิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้ทลายกำแพงมืดดำในใจของตัวเองได้แล้ว เธอออกงานวิ่งแทบทุกอาทิตย์ ขณะเดียวกันก็กลับมาสอนโยคะได้ตามปกติ ครูกุ๊กกี้กลายเป็นขวัญใจนักวิ่งจนได้รับการโหวตให้เป็นเทพีชัตเตอร์รันนิ่งในปีแรก แต่หลังจากเวทีนั้นเธอก็ประกาศว่าจะทำตามความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งของตัวเองคือ การออกบวชเป็นสามเณรี
“พอทลายความรู้สึกที่ติดค้างในใจได้แล้วก็อยากบวชโกนผม ห่มเหลือง ที่วัดทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม เราบอกนักเรียนว่าจะบวช 9 วัน แต่ความตั้งใจคือจะบวชให้นานที่สุด เพราะมีความรู้สึกว่าอยากศึกษาพระวินัยให้นานที่สุด ได้เรียนได้อ่านคำสอน ได้เรียนหลายเรื่องที่เราอยากศึกษา เพื่อนที่บวชด้วยกันทยอยลาสิกขาไปทีละคนๆ พอพ้นปีใหม่ ก็ขอลาสิกขาเพื่อมาทำคุณประโยชน์ให้ทางโลก เพราะว่าตอนนั้นสตูดิโอก็ยังเปิดอยู่ นักเรียนก็รออยู่”
“พอสึกออกมาก็ปรึกษากับพี่ๆ นักวิ่งว่าอยากวิ่งระดมทุนเพื่อนำเงินไปสร้างพระวิหารให้กับวัดที่เราไปบวช หลายคนเชียร์และร่วมระดมทุนกับเรา เขาก็มีการอัดฉีดให้กิโลเมตรละเท่าไหร่ก็ตามกำลังศรัทธา เราวิ่งได้เท่าไหร่ก็แจ้งในเฟซบุ๊ก แล้วเพื่อนนักวิ่งก็โอนเงินให้ทางบัญชี ก็รวมกันได้หลักแสนนะคะ หลังจากนั้นก็ประกาศอีกว่าอยากวิ่งให้ได้ 1,000 กม. เพื่อนำเงินไปสร้างวิหาร”
แต่ยังไม่ทันจะได้ทำตามความตั้งใจ เธอก็พบกับบททดสอบที่ต้องต่อสู้ครั้งใหม่...
พบจุดอ่อนที่หัวใจ
ครูกุ๊กกี้วิ่งเพื่อการกุศลหลายรายการ เมื่อ 3 ปีที่แล้วเธอได้วิ่งหาทุนผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจให้เด็กและได้รับสิทธิจากโรงพยาบาลให้ตรวจสุขภาพนักวิ่งฟรี สิ่งที่พบทำให้เธอถึงกับเซ็งชีวิตไปพักใหญ่ เพราะหมอตรวจพบว่าลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (Mitral Valve Prolapse) ทำให้เธออ่อนเพลีย กราฟหัวใจผิดปกติ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“ได้มาเพิ่มอีกแล้ว ตอนนั้นรู้สึกเซ็ง เหมือนกับว่าเราต่อสู้เรื่องนี้จบ เรื่องใหม่ก็มาอีกแล้ว มดลูกก็ตัดทิ้งไปแล้ว ถุงน้ำดีก็ตัดทิ้ง เป็นซีสต์หลายที่ก็ตัดทิ้ง แต่พอเราเป็นที่หัวใจเราตัดทิ้งไม่ได้ จริงๆ เราคงเป็นมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เช็กละเอียด หมอบอกว่าต้องกินยา เพราะผ่าตัดก็ไม่คุ้มเสี่ยง ต้องรู้ว่าตัวเองไหวหรือไม่ไหวแค่ไหน ต้องหยุดพัก หยุดออกงานวิ่งเพราะเริ่มวิ่งไม่ไหว แม้จะยังไม่ได้ทำตามความตั้งใจว่าอยากวิ่ง 42 กม. แต่ก็วิ่งไม่ไหวแล้ว”
พอเรียนรู้ที่จะรับสภาพหัวใจตัวเองได้แล้ว ก็มีเรื่องให้สติแตกตามมาอีก คือ อาการบ้านหมุน และการทรงตัวผิดปกติ (เป็นโรคมีเนีย Meniere’s disease) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของครูสอนโยคะ เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการทรงตัวไม่ได้อีกแล้ว “มันแย่นะ เรารู้สึกว่าชีวิตนี้ทำไมไม่จบไม่สิ้น ตอนนั้นวูบบ่อยทำให้ตกบันไดหัวกระแทกพื้นหมดสติ ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินเข้าเครื่องสแกนสมอง ก็พบว่าเราเสียการทรงตัวไปแล้ว ต้องรักษา ต้องหยุดวิ่ง”
การผ่านเรื่องราวมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนปมชีวิตเกิดใหม่ตลอดเวลา แต่ละปมใหญ่และสร้างบาดแผลให้ไม่น้อย เรายิงคำถามไปว่าครูผ่านมาได้อย่างไร เธอบอกเพียงว่า ก็ค่อยๆ เรียนรู้รักษากันไป แต่บาดแผลเหล่านั้นทำให้เธอได้เจอกับอีกโรคหนึ่งโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ โรคซึมเศร้า
ความเจ็บปวดครั้งใหม่
“มันเกิดอีกอย่างหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ มันมาหนักตอนที่เราเริ่มรู้สึกพอกับชีวิตแล้ว อยากตาย เพราะไม่สามารถทนอยู่กับตัวเอง ทนกับอาการต่างๆ ที่ทรมานได้อีก นั่นคือเราเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ตอนเป็นไม่รู้หรอกค่ะ รู้แต่ว่าตอนนั้นชีวิตเรากำลังจะดีขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำให้เราช่วยคลายปมแล้วก็มาเป็นหัวใจ พอหัวใจเสร็จแล้วก็ตกบันได เป็นบ้านหมุน ทรงตัวไม่ได้ ซึมเศร้า เริ่มจิตตก ไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดอาการคิดแต่เรื่องตาย เป็นหนักขึ้นๆ จนวิจารณญาณของตัวเองแย่มาก ตัดสินใจผิดหลายเรื่อง คิดแต่เรื่องแย่ๆ วันที่เป็นหนักสุดคือกรีดแขนตัวเอง ต่อยกระจก เพราะว่าเห็นเลือดแล้วสบายใจ เหมือนกับว่าความเจ็บปวดมันหายไปกับเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกมา หลังจากนั้นก็เลยเสพติดความเจ็บปวด เห็นเลือดตัวเองแล้วใจจะสงบ บางวันไม่ได้กรีดแขนก็เอาเข็มไปจิ้มตัวเอง มันเป็นการย้ายความเจ็บปวดไปไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่มันไม่ดีนะคะ”
“จากที่ไม่เคยกินเหล้า อยู่ดีๆ ก็ไปซื้อไวน์มานั่งจิบ แต่งตัวแปลกด้วย ไม่ใช่ตัวเอง บางทีก็เศร้า บางทีก็คึกคัก และชอบทำอะไรเสี่ยงๆ เหมือนอีกขั้วหนึ่งเลย เหมือนมาเนีย แล้วก็ไบโพลาร์ เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ไปปีนภูเขาไฟฟูจิก็ยังไป ทั้งที่หัวใจไม่ค่อยดี ลงมาจากเขาก็ซึมเศร้าอีก ก็เลยกลายเป็นว่าต้องหาอะไรตื่นเต้นทำ จนสุดท้ายถึงขนาดที่หมกมุ่นกับวิธีฆ่าตัวตาย รู้สึกตัวเองไร้ค่า อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ และเราไม่รู้ตัวว่าเราอาการหนัก คนรอบข้างเห็นความผิดปกติ ก็ประคับประคองไปหาหมอ คุณหมอบอกว่าเกิดจากสารเคมีในสมองไม่เท่ากัน เลยทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดไปหมด พอหมอวินิจฉัยและให้ยาถูก ช่วยได้เยอะมากเลย ต้องรักษาด้วยการกินยา ต้องห่างจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะช่วงนั้นเราเปราะบางมาก หมอให้ยาต้านอาการซึมเศร้าร่วมกับยานอนหลับ ต้องกินยาทุกวันพบหมอรักษาต่อเนื่องจนกว่าจะหาย ตอนนี้ก็ทำเฉพาะเรื่องที่สำคัญในชีวิต ดูแลนักเรียน ออกกำลังกาย เอาสมาธิเข้าไปในโยคะ ใจสงบขึ้น เริ่มคิดอะไรถูกต้อง ดีที่ได้อยู่กับโยคะตอนนี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้น”
มีชีวิตที่เหลืออย่างมีประโยชน์
ครูกุ๊กกี้ในวันนี้ เธอยังคงเปิดสตูดิโอโยคะอยู่ รับบำบัดนักเรียนที่เจ็บป่วย หรือนักเรียนที่ต้องดูแลผู้ป่วย ตื่นเช้ามาทำอาหารชีวจิตจากผักที่เธอปลูกเองในบ้าน สอนนักเรียน และอยู่กับแมว เธอบอกกับเราว่าอยากมีชีวิตที่มีประโยชน์กับโลกใบนี้ รายได้ของสตูดิโอเธอแบ่งไปทำบุญกับงานจิตอาสา นอกจากนี้เธอยังให้ทุนครูโยคะปีละ 10 ทุน ร่ำเรียนเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อฝึกฝนให้พวกเขาเหล่านั้นกลับไปเป็นผู้ให้แก่สังคมต่อไป
“ทุนครูโยคะมีรุ่นที่หนึ่งไปแล้ว พอเขาเรียนจบแล้วนอกจากเขาจะมีอาชีพมีรายได้ เราก็ต้องการให้เขากลับไปเป็นผู้ให้ต่อไป นำโยคะไปช่วยคนอื่นต่อไป สำหรับรุ่นที่ 2 ก็วางแผนอยู่ แต่ต้องรอให้แข็งแรงกว่านี้ก่อน อยากดึงตัวเองกลับมาให้ได้ ถ้าแข็งแรงแล้วก็จะอยากวิ่งการกุศลตามความตั้งใจเดิม”
โยคะ การวิ่ง เป็นสิ่งที่ให้ชีวิตใหม่ ครูกุ๊กกี้บอกว่าจิตใจจะแข็งแรงได้ ร่างกายต้องแข็งแรงก่อน ทุกวันนี้เธอยังรู้สึกขอบคุณที่ตกบันไดสะพานลอย ยังขอบคุณที่มีโรคมาทดสอบอยู่เป็นระยะ รู้สึกขอบคุณที่ได้เจอการผ่าตัดหลายๆ อย่าง ขอบคุณชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะอุบัติเหตุ
“ถือว่าวันนี้เราได้ใช้ชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะว่าเลือกชีวิตตัวเองแล้วอยู่ได้อย่างสงบ เราได้หายใจเต็มที่ ได้รดน้ำต้นไม้ เล่นกับแมว ได้คุยแต่เรื่องดีๆ กับนักเรียน เหมือนญาติมาเติมกำลังใจให้กัน ได้เจอกัลยาณมิตร เข้าใจธรรมะ ใช้ชีวิตได้กลมกล่อมขึ้น”
ถ้าเปรียบชีวิตของครูกุ๊กกี้ก่อนจะเจอเหตุการณ์ตกสะพานลอยเป็นอาหาร ชีวิตที่หวือหวาก็เหมือนอาหารรสจัดที่มีครบทุกรส แม้อร่อยแต่ก็ทำให้เราร้องไห้ น้ำมูกไหล หรือไม่ก็ท้องเสีย แต่ชีวิตที่ผ่านมาจนถึงจุดที่เฉียดความตายมาหลายครั้ง นี่คือความกลมกล่อมของอาหารจานนี้ แม้จะจืดลงแต่ก็อร่อยไปอีกแบบ...ที่สำคัญคือมันดีขึ้น







