
เม็กซิกันเรอเนสซองส์ รูฟิโน ตามาโย
ถ้าพูดถึงศิลปะเม็กซิกัน หลายคนก็คงจะนึกถึง ดิเอโก ริเวรา หรือไม่ก็ ฟรีด้า คาห์โล
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
ถ้าพูดถึงศิลปะเม็กซิกัน หลายคนก็คงจะนึกถึง ดิเอโก ริเวรา หรือไม่ก็ ฟรีด้า คาห์โล หากอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญต้องพูดถึง นั่นก็คือ รูฟิโน ตามาโย ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงศิลปะเม็กซิกันสมัยใหม่มาเป็นเวลากว่า 60 ปี ซึ่งทุกคนขนานนามให้เขาว่าเป็นบิดาแห่งเม็กซิกันเรอเนสซองส์เลยทีเดียว
สำหรับชาวเม็กซิกัน โดยเฉพาะคนในแวดวงศิลปะที่เม็กซิโก ชื่อเสียงของเขาเคียงคู่มากับดิเอโก ริเวรา โฮเซ่ เคลเมนเต โอรอซโก รวมถึง ดาวิด อัลฟาโร ซิเกอิรอส ที่ล้วนมีความสำคัญในฐานะที่ได้ปลุกกระแสศิลปะสมัยใหม่ให้พัฒนาขึ้นมาในศตวรรษที่ 20 โดยก่อนหน้านั้น ศิลปจิตรกรรมในเม็กซิโกมักเกี่ยวเนื่องอิงแอบกับเรื่องศาสนา ยังมีน้อยมากที่สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อศิลปะอย่างแท้จริง กระทั่งมาถึงยุคสมัยของเขา จึงเริ่มมีการสร้างสรรค์ศิลปะที่กลั่นออกมาจากมุมมองความรู้สึกของศิลปินเอง
ตลอด 60 ปีในอาชีพของรูฟิโน เขาสร้างสรรค์ผลงานเอาไว้อย่างขยันขันแข็ง โดยศิลปะของเขาเกิดจากแรงบันดาลใจจากภาพพิมพ์ เขาเชื่อว่าทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่องานที่จะออกมา ดังนั้นจึงเริ่มตั้งแต่การทำกระดาษเอง รวมถึงการใส่ใจทุกขั้นตอนในการสร้างสรรค์อย่างละเอียดลออ ก่อนที่ในช่วงเวลา 10 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาจะเริ่มหันมาทุ่มเทให้กับงานประติมากรรมดูบ้าง
ภาพเขียนของรูฟิโนดูแปลกประหลาด เหมือนผสมผสานคำหยาบๆ เอาไว้กับบทกวี รูปทรงแปลกตา โฉมหน้าปีศาจ ผูกติดไว้กับการให้สีสุดละเมียดละไม โดยส่วนใหญ่จะมีกลิ่นอายของเสียงดนตรีและธรรมชาติ สิ่งที่มักปรากฏบนผลงานของเขา ได้แก่ ผลไม้และสัตว์ต่างๆ ซึ่งเขาเห็นว่าล้วนมีชีวิตชีวา และสามารถเสกสรรให้เต้นตามดนตรีได้!
รูฟิโนเชื่อในความเป็นสากล ในผลงานของเขาจึงนำเอารูปทรงที่นิยมในภาพเขียนสมัยใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะแนวคิวบิสม์ เซอร์เรียลิสม์ หรือเอ็กซ์เพรสชันนิสม์มาใช้ ท่ามกลางสีสันและโทนที่เป็นสไตล์ส่วนตัว
การนำเอาศิลปะสไตล์โมเดิร์นนิสม์มาใช้ในผลงานของเขา ช่วยให้ศิลปะบอกเล่าเรื่องราว คล้ายเป็นทูตวัฒนธรรมของเม็กซิโกผ่านทางภาพเขียน ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้ทิ้งกลิ่นอายความเป็นเม็กซิกันเอาไว้นอกเฟรม นอกจากสีและโทนที่บ่งบอกความเป็นเม็กซิกันอย่างชัดเจนแล้ว ในผลงานของเขายังมีรูปแบบของหน้าตาแบบหน้ากาก รูปทรงสไตล์รูปปั้นท้องถิ่น ส่วนหนึ่งก็ด้วยความที่เขามีเชื้อสายอินเดียน ทั้งยังศึกษาศิลปะพื้นบ้านของเม็กซิกัน กับรูปปั้นสไตล์โบราณของโคลอมเบียนด้วยนั่นเอง
รูฟิโน ตามาโย (มีชีวิตระหว่างปี 1899-1991) เขามีเชื้อสายซาโปเทค หรือโคลอมเบียโบราณ เขาเกิดที่โออาซากา เด ฮัวเรซ ประเทศเม็กซิโก หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิต รูฟิโนเดินทางเข้ามาอยู่กับป้าในเม็กซิโก ซิตี้ เขาช่วยงานที่บ้านของเธอได้ไม่นาน ป้าก็ได้ส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะ Escuela Nacional de Artes Plasticas ที่ซาน คาร์ลอส ในปี 1917 ซึ่งในช่วงนั้นอิทธิพลของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์
คิวบิสม์ และโฟวิสม์ กำลังเบ่งบาน
อย่างไรก็ตาม รูฟิโนรู้สึกว่าสถาบันศิลปะไม่สามารถตอบโจทย์ที่เขาต้องการได้เท่ากับการเรียนด้วยตัวเอง เขาจึงไปช่วยงานโฮเซ่ วาสคอนเซลอส ที่กำลังทำงานวาดภาพอยู่ในแผนกชนเผ่า ซึ่งภายหลังโฮเซ่ตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าโครงการวาดภาพชนเผ่านั้นด้วย
เช่นเดียวกับจิตรกรคนสำคัญคนอื่นๆ ในเม็กซิโก หลังเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ของชาติ รูฟิโนเองก็อุทิศตัวในการสร้างสรรค์ศิลปะที่มีลายเซ็นส่วนตัว โดยได้ถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นเม็กซิกันในผลงาน ทว่าเขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองเช่นศิลปินร่วมสมัยคนอื่นๆ
รูฟิโน เชื่อว่า ควรมีการปฏิวัติในเม็กซิโก ทว่าขณะเดียวกันก็เห็นว่ามีส่วนทำร้ายประเทศอยู่บ้าง ในผลงาน Ninos Jugando con Fuego (Children Playing with Fire) ปี 1947 แสดงให้เห็นภาพเด็กสองคนกำลังถูกไฟที่พวกเขาจุดเองลวกเอา มีนัยว่าชาวเม็กซิกันอาจจะเจ็บปวดได้จากเส้นทางที่พวกเขาเลือกเอง เนื้อหาประมาณนี้ ทำให้เขาถูกประณามว่าเป็นศิลปินขบถทางการเมือง
ในปี 1926 หลังจากโชว์งานเดี่ยวส่งท้าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นศิลปินอิสระไม่ยึดติดกับกลุ่มไหนแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางไปหาประสบการณ์ในนิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาในอีก 3 ปีให้หลัง และเริ่มดังเป็นพลุในเม็กซิโก
เอกลักษณ์ของเขาคือการผสมผสานงานภาพพิมพ์ทั้งหมดทั้งมวลเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่อื่นๆ ทั้งภาพพิมพ์หิน ภาพพิมพ์ไม้ อีกทั้งโลหะ จนมีคนเรียกว่าเป็นจิตรกรรมกราฟฟิกผสมภาพพิมพ์ (Mixografia) โดยเขาร่วมพัฒนาเทคนิคนี้กับ ลูอิส เรมบา ซึ่งภายหลังสามารถพิมพ์ออกมาเป็นพื้นผิวแบบภาพสามมิติ
ในปี 1935 รูฟิโนเข้าร่วมกับเลียร์ หรือ Liga de Escritores y Artistas Revolucionarios (LEAR) องค์กรที่เปิดโอกาสให้กลุ่มศิลปินทั้งนักวาดและนักเขียนแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อรัฐบาลและการปฏิวัติเม็กซิโก ออกมาในผลงานของพวกเขา แม้ว่าเขาจะไม่ลงรอยกับโฮเซ่ เคลเมนเต โอรอซโก และดาวิด อัลฟาโร ซิเกอิรอส แต่พวกเขาก็ต้องร่วมกันเป็นตัวแทนประเทศไปแสดงงานที่กรุงนิวยอร์ก ซึ่งหลังจากนั้นเขาและโอลกา ภรรยา ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่นั่นอย่างถาวร
เขากลับมายังเม็กซิโกในปี 1948 ทว่ารู้สึกไม่สะดวกใจที่จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองขณะนั้น รูฟิโนและภรรยาจึงย้ายไปอยู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1949 เพราะตอนอยู่นิวยอร์กได้เคยพบปะพูดคุยกับศิลปินดังๆ อย่าง อองรี มาติสส์ อยู่บ้าง
แม้จะใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ศิลปะของเขาไม่เคยทิ้งกลิ่นอายแบบเม็กซิกันที่เขาสุดแสนจะภูมิใจและเห็นว่ายิ่งใหญ่ที่สุด







