
เบื้องหลังของเทศกาลหนัง ครั้งแรกของ Elle Men
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
อังคารที่แล้ว เราเล่าเรื่องราวที่มาของเทศกาลหนังครั้งแรกของ Elle Men ไปแล้วนิดหน่อยว่า ทำไมหนังถึงมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนเรา คราวนี้ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่เราคัดเลือกมาฉายและที่มาของมัน
กระบวนการของการจัดเทศกาลหนังนั้นถือว่ามีความยุ่งยากพอดู ตั้งแต่การติดต่อโปรดิวเซอร์เพื่อช่วยเราในการคัดเลือกหนังจากผู้จัดจำหน่าย บางส่วนต้องไปคัดเลือกหนังจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ในกรณีของเราซึ่งยังไม่เคยจัดเทศกาลหนังมาก่อน ก็ต้องหาหน่วยงานราชการมารับรอง และต้องนำหนังเข้ากระบวนการการขออนุญาตต่างๆ นานา แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น เราได้หนังมาประมาณ 20 เรื่อง ที่เข้าข่ายการเป็นภาพยนตร์ที่เราเรียกว่า 18+
20 เรื่องที่เราได้มา มีทั้งหนังจากฝรั่งเศส อเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี ประเทศเล็กๆ ในยุโรป ในสแกนดิเนเวีย และทั้งหมดคือหน้าที่ของคณะกรรมการ 8 คน ที่จะต้องทำหน้าที่ดูหนังทั้งหมดกว่า 20 เรื่องนี้ โดยกลั่นกรองและพิจารณาจนได้ออกมาเป็น 6 เรื่องที่คุณจะได้ดูในเทศกาลนี้
คณะกรรมการของเรานอกเหนือจากคณะบรรณาธิการในกอง Elle Men แล้ว ยังมีพี่น้องเพื่อนฝูงของเรา ทั้งคุณเป็นเอก รัตนเรือง (ผู้กำกับ) คุณยุทธนา บุญอ้อม (ป๋าเต็ดจากบริษัท เกเร) คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ (จาก Playhound by Greyhound) คุณก้อง ฤทธิ์ดี (นักวิจารณ์หนังจากเพื่อนบ้าน Bangkok Post) และคุณสรรพาทิตย์ ทวีเจริญ (ครีเอทีฟจากลีโอเบอร์เนทท์) มาช่วยกันเลือกหนัง เราถกเถียงกันไปมากว่าสามเดือนจนกระทั่งได้ออกมาเป็นภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องที่คุณจะได้ดูในปลายเดือน ก.ย.นี้
และด้วยความอยู่ไม่สุข ขอแพลมๆ บางเรื่องที่น่าสนใจมาแชร์เป็นการเรียกน้ำย่อย
เรื่องแรกชื่อ The Tribe เป็นเรื่องราวของเซอเก หนุ่มน้อยที่ย้ายมาใหม่เข้าสู่โรงเรียนประจำของคนพิการหูหนวก ได้เข้าร่วมแก๊งอาชญากรรม “The Tribe” ซึ่งเป็นแหล่งค้ายาและค้าประเวณี หลังจากเซอเกได้ไต่เต้าภายในแก๊งขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้พบกับแอนนา ผู้หญิงในสังกัดของหัวหน้าแก๊ง และหลงรักเธอจนเซอเกพร้อมที่จะทำลายกฎของ “The Tribe” เพื่อครอบครองเธอแต่เพียงผู้เดียว หนังเรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากคณะกรรมการของเราว่ามีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เพราะไม่มีทั้งเพลง ไม่มีเสียงพูด ทั้งเรื่องสื่อสารผ่านภาษามือ และนักแสดงทั้งหมดก็เป็นคนใบ้จริงๆ
อีกเรื่องที่หลายคนน่าจะรออยู่ก็คือ Nymphomaniac Volume I และ Volume II จากผู้กำกับ Lars Von Trier เรื่องราวของผู้หญิงที่ติดเซ็กซ์จนถอนตัวไม่ขึ้น วันหนึ่งเธอได้มีโอกาสพบกับชายโสดวัยกลางคน และได้เล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ รวมถึงผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ หนังเล่าเรื่องเซ็กซ์อย่างโจ่งแจ้ง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องหยาบโลน ตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้ทำให้เรามองเซ็กซ์ในมุมที่เหมือนกับว่ามันมีชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของเรา
หนังที่โดดเด่นอีกเรื่องคือหนังสารคดีของผู้กำกับชื่อดัง วิม เวนเดอร์ส ที่มีแฟนอยู่ทั่วโลก เราได้หนังเรื่อง The Salt of The Earth มาฉายในเทศกาลนี้ด้วย หนังสารคดีที่พูดถึงความเป็นไปของโลกและมนุษย์ ผ่านการทำงานของช่างภาพสารคดีชาวบราซิล เซบาสซาว ซาวคาโก้ เล่าเรื่องตลอด 40 ปีของการทำงานและการเดินทางไปทั่วโลก ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ ทั้งความขัดแย้ง ความอดอยาก และการหนีเอาตัวรอด ผ่านเลนส์ของช่างภาพผู้นี้ หนังสวยงาม นิ่ง และเนื้อหาหนักแน่นไม่แพ้กัน
White God ก็เป็นอีกเรื่องที่มีคนรอดูเยอะมากจริงๆ เกี่ยวกับสุนัขที่ถูกทิ้ง และตอนหลังกลายเป็นหัวโจกสุนัขและลุกฮือขึ้นปฏิวัติ หนังเรื่องนี้ชนะเลิศจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Un Certain Regard Award)
การดูหนังมาราธอนครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังของผู้กำกับคนหนึ่ง สแตนลีย์ คูบริก และพานนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ว่า หนังเป็นมากกว่าเพลง มากกว่านิยาย มันเป็นศิลปะขั้นกว่าของการแสดงความรู้สึกและอารมณ์ และหากหนังทำถึง ความหมายของมันจะตามมา
เทศกาลนี้อาจทำให้คุณเข้าใจความเป็นหนังได้อีกขั้นหนึ่งก็เป็นได้







