
ความสุข คือการได้ค้นพบโลกใหม่
ตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของแอน คือการนั่งในรถ พ่อขับ แม่นั่งข้างๆ ภายในห้องโดยสารรถยนต์
โดย...นันท์นภัส ศรีตะกูลรัตน์ หรือ แอนดารีน เจ้าของงานเขียน “ยากแค่ไหนให้รักอีกครั้ง” เรียบเรียง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
ตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของแอน คือการนั่งในรถ พ่อขับ แม่นั่งข้างๆ ภายในห้องโดยสารรถยนต์ มีเพียงเสียงเพลงจากเทปคาสเซตเปิดคลอเบาๆ สองข้างทางที่รถวิ่งไปมืดสนิท การโคลงเคลงเบาๆ ของรถทำให้แอนอยู่ในภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น หากมีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจเสมอคือเมื่อเวลาเช้ามาถึง รถจะพาเราไปเจอสถานที่ใหม่ๆ เจอสิ่งที่แปลกตา เจอประสบการณ์และผู้คนใหม่ๆ ความสนุกรออยู่ทุกครั้งที่ปลายทางของการเดินทาง
ด้วยคุณพ่อและคุณแม่รับราชการ จึงทำให้ต้องโยกย้ายที่อยู่บ่อยๆ กว่าจะเรียนจบอนุบาลก็ย้ายโรงเรียนถึง 7 ครั้ง การเดินทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่แปลกที่เมื่อโตขึ้น สิ่งที่แอนทำเสมอคือการเดินทางท่องเที่ยว ทุกทริปมีดีมีร้าย แต่ก็ทำให้เราเรียนรู้ การท่องเที่ยวยังทำให้รู้จักวางแผน ยิ่งเที่ยวคนเดียวยิ่งต้องวางแผนอย่างดี เปรียบเทียบกันระหว่างการไปออสเตรเลีย 2 ครั้ง ครั้งแรกมีเพื่อนเป็นไกด์ให้ แอนไม่ได้สนใจอะไรเลย เดินถ่ายรูปอย่างเดียว ผลคือทำอะไรไม่เป็น จำทางไม่ได้ ซื้อตั๋วรถไฟไม่เป็นด้วยซ้ำ
แต่ในการไปครั้งที่สอง ครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียว ต้องทำอะไรด้วยตัวเองทั้งหมด มันคือการได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้ทำอะไรด้วยตัวเองจริงๆ ที่สำคัญมันได้สะท้อนให้เราเห็นตัวเองอย่างแจ่มชัด ถ้าจะทำอะไรพลาดก็โกหกความไม่เอาไหนของตัวเองไม่ได้ และถ้าจะทำอะไรได้ดีเยี่ยม มันก็เต็มที่เลยที่จะชื่นชมตัวเอง (ฮา)
สำหรับแอนแล้วทริปที่ดีคือทริปที่เปิดให้เราได้เจอสิ่งใหม่ๆ และทริปที่สร้างความประหลาดใจให้ไม่หยุดหย่อนก็นับรวมด้วย อย่างตอนไปเมลเบิร์นได้เข้าพักที่โฮสเทลเล็กๆ กลางเมือง แหล่งรวมของแบ็กแพ็กเกอร์แท้ๆ ข้างล่างเป็นบาร์ ด้านหน้าจะมีคนเมาเหล้าหรือมึนๆ นั่งอยู่ ส่วนข้างในสภาพเก่ามาก ห้องพักไม่มีพัดลม ไม่มีแอร์ เห็นแล้วอยากทิ้งเงินจองเปลี่ยนที่พัก แต่ฮึดสู้ว่าคนอื่นอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้
ห้องที่พักเป็นห้องหญิงรวม 8 คน เตียง 2 ชั้นวางเบียดกันในห้องแคบๆ กลางดึกคืนหนึ่งตื่นขึ้นมาหัวชนเตียงชั้นบนจนหัวแตก น้ำตาไหลอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่พออยู่ไป มันก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด เพื่อนร่วมห้องอยู่แบบเงียบๆ เกรงใจกัน และไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ละวันไปเที่ยวเหนื่อยมาก กลับมาดึกดื่นเที่ยงคืน อาบน้ำได้ก็หลับแล้ว จึงไม่เดือดร้อน แถมได้เพื่อนใหม่ในห้องนั้น เป็นคนที่ในชีวิตประจำวันเราจะไม่มีโอกาสมาเจอกันได้เลย
ลิเดียเป็นสาวบราซิล อาศัยอยู่ที่เซาเปาโล เธอมาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน เราเจอกันที่ทัวร์ไปเกรดโอเชี่ยนโรด ไม่รู้ทำไมถูกชะตา มานั่งด้วยกัน คุยกัน ตกลงเป็นบัดดี้กันในทริป ถามไปถามมาถึงรู้ว่า เราอยู่โฮสเทลเดียวกัน แถมยังห้องเดียวกันอีก ที่เพิ่งรู้เพราะเธอเพิ่งนั่งเครื่องมาถึงตอนตี 1 และภายในห้องมืดมาก จึงไม่เห็นหน้ากัน
อาจเป็นเพราะเราต่างเป็นคนแปลกหน้า เธอจึงผ่อนคลายที่จะเล่าสิ่งที่อาจไม่กล้าเล่าให้คนใกล้ชิดฟัง แม่ลิเดียเพิ่งตายด้วยอุบัติเหตุ แม้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่เธอสนิทกับแม่มาก จึงเสียศูนย์ไปเลย ไม่รู้จะระบายกับใคร รู้สึกซึมเศร้าเหมือนเป็นโรคประสาท ทำงานไม่ได้ ต้องลาออก นอนซมอยู่ที่บ้านเป็นเดือนๆ สามีสนับสนุนให้เธอเดินทางท่องเที่ยวเผื่อว่าจะดีขึ้น จากกันมาแต่ยังติดต่อทางเฟซบุ๊ก ลิเดียเพิ่งมีลูกชายน่ารักน่าชัง ก็อดดีใจกับเธอไม่ได้ เหมือนเราเคยได้แบ่งปันความรู้สึกร่วมกันมา สามีของเธอพูดถูก การเดินทางช่วยเยียวยาจิตใจได้จริงๆ
สิ่งที่ได้จากการท่องเที่ยว คือความสุข ความรู้ แถมประสบการณ์ที่แอบนำมาใส่ในนวนิยายที่เขียนได้อีก ความสุขสำหรับแอนแล้ว ถ้าเจอสิ่งที่ชอบและทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ขอให้ยึดไว้ เพราะจุดหมายปลายทางย่อมมีอะไรดีๆ รอเราอยู่แน่นอน







