posttoday

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน

22 สิงหาคม 2558

“ช้างก็ควรจะอยู่ในป่า ถ้ามาเดินเตร่ในเมืองคงไม่ใช่ เพราะไม่ใช่บ้านของเขา ไม่ใช่ที่ที่เขาควรจะต้องอยู่”

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

“ช้างก็ควรจะอยู่ในป่า ถ้ามาเดินเตร่ในเมืองคงไม่ใช่ เพราะไม่ใช่บ้านของเขา ไม่ใช่ที่ที่เขาควรจะต้องอยู่”

นิยามถึงช้างของ เบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนถึงการดูแลช้างที่นับเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน

แต่ทุกวันนี้ช้างกลับถูกลิดรอนศักดิ์ศรีจากยุคโบราณ ที่ประเทศไทยใช้เข้าห้ำหั่นต่อสู้กอบกู้เอกราชของชาติเอาไว้ กลายมาเป็นช้างเร่ ควาญช้างพาเดินเตร่แลกเม็ดเงินซื้ออ้อยซื้อแตงกวา แลกความสงสารจากคนเมือง

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน

 

โปรเจกต์พาช้างกลับบ้านจึงผุดขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยในปัญหาช้างเร่ร่อนในเมือง และองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็รับสนองพระราชเสาวนีย์ เพื่อให้ช้างได้อยู่ได้ดำรงอย่างมีศักดิ์ศรีคู่บ้านเมือง

โครงการคชอาณาจักร หรืออาณาจักรของช้างจึงเกิดขึ้น ซึ่งอยู่ภายในศูนย์คชศึกษา บนพื้นที่ใน จ.สุรินทร์ กว่า 3,000 ไร่ ที่พร้อมรองรับช้างทั่วประเทศ โดยเฉพาะควาญช้างที่นำช้างในกรรมสิทธิ์ของตนเองออกไปเร่ร่อน หากมาอยู่ที่แห่งนี้จะดีกว่าไปอยู่ในเมือง การันตีจาก เบญจพล นาคประเสริฐ

ดีกว่าอย่างไร ดีกว่าแบบไหน เบญจพลมีคำตอบ...

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน ภายในคชอาณาจักรจังหวัดสุรินทร์

 

ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ฯ อธิบายว่า หากช้างที่ลงทะเบียนแล้วมาอยู่กับศูนย์คชศึกษา ผลประโยชน์คือช้างมีพื้นที่กว้างขวางให้อยู่อาศัย และควาญช้างก็ไม่ต้องพาช้างออกไปเร่ร่อนอีก และทางศูนย์ก็มีเงินเดือนให้กับควาญช้างอีกเดือนละ 10,800 บาท มีหญ้าให้ช้างกินอีกสัปดาห์ละ 3 วัน และที่เหลือทุกวันจะเป็นหน้าที่ควาญช้างที่จะเลี้ยงดูช้างตัวเอง

นอกจากนั้น ยังมีโรงพยาบาลช้างที่ค่อนข้างจะเสร็จสมบูรณ์แล้วเพื่อไว้ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของช้าง ยังขาดเพียงบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางกับโรคของช้างจริงๆ เท่านั้นที่จะมาประจำการ ซึ่งเบื้องต้นก็มีหมอช้างคอยดูแลอยู่

ปัจจุบันนี้มีช้างอยู่ภายในศูนย์คชอาณาจักร ที่องค์การสวนสัตว์ฯ ทำร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ รวมอยู่ราว 130 เชือก แบ่งเป็นควาญช้างที่นำช้างมาอยู่ในกับองค์การสวนสัตว์ฯ ราว 60 เชือก และของ อบจ.สุรินทร์ อีกราว 70 เชือก ซึ่งเป็นการดูแลในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่แตกต่างกันที่เงื่อนไขบางประการเท่านั้น โดย เบญจพล ยอมรับว่า ช้างในการดูแลขององค์การสวนสัตว์ฯ นั้นจะไม่มีการอนุญาตให้นำช้างออกไปโชว์อย่างเด็ดขาด หรือแม้แต่เตะบอล วาดภาพ อะไรต่างๆ ก็ตาม เพราะนั่นจากมุมมองของผู้ดูแลสัตว์มองว่านี่คือการทรมาน เพียงเงื่อนไขเดียวที่ขอกัน หากควาญช้างไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็ต้องแยกทางกันออกจากศูนย์คชอาณาจักรทันที

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน เบญจพล

 

“เราดูแลเพื่อให้คงวิถีการเลี้ยงช้างเอาไว้ มีพื้นที่ให้ช้างเล่นน้ำ ควาญช้างมีเงินเดือนไม่ต้องออกเร่ ดำรงวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างแบบโบราณเอาไว้ หลักๆ คือ ต้องดูแลสวัสดิภาพของช้างให้ดีที่สุด และต่อยอดไปถึงควาญช้างด้วยเช่นกัน เราก็ดูแล เพราะหากดูแลควาญช้างไม่ดีเท่าที่ควร ก็มีโอกาสที่จะนำช้างออกมาเร่ร่อนอีก” เบญจพล ย้ำ และอธิบายว่า นี่เป็นวิธีการดูแลช้างที่เหมาะสมที่สุด ภาพที่เห็นว่าช้างดูเหมือนมีความสุขที่ได้วาดภาพ ที่ได้เตะบอล ที่ได้พานักท่องเที่ยวสะพายขึ้นหลังและออกเดินท่องเที่ยวนั้น ทุกอย่างล้วนทุกบังคับจากขอเหล็กที่ควาญถืออยู่แทบทั้งนั้น

แน่นอนว่า เงินเดือนเพียงเดือนละ 10,800 บาท ที่เข้ามาช่วยให้ควาญช้างเพื่อแลกกับการให้ช้างมีถิ่นที่อยู่อย่างมีความสุข คงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพสำหรับควาญช้าง ซึ่งเรื่องนี้เบญจพลทราบดี และบ่อยครั้งที่ควาญช้างในศูนย์คชศึกษาก็ต้องการออกไปรับงาน ซึ่งแน่นอนว่าต้องผิดเงื่อนไข

“คือเขาอยากให้ช้างออกไปรับงาน ไปแท็กซี่พานักท่องเที่ยวได้ขึ้นขี่ช้างเพราะมันได้เงิน ซึ่งทาง จ.สุรินทร์ก็ทำกัน แต่ทางผมไม่สนับสนุน คือถ้าคุณขอมาและอยากออกไป ผมให้ออกไปได้ เพราะช้างก็ไม่ใช่ขององค์การสวนสัตว์ฯ แต่หากมีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นทั้งกับช้าง นักท่องเที่ยว เราไม่รับผิดชอบนะ”

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน

 

เบญจพล อธิบายต่อว่า นโยบายก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่ได้เก็บเงินนักท่องเที่ยวให้ขึ้นขี่ช้าง ทุกวันนี้คชอาณาจักรให้เข้าฟรี เพราะพื้นที่ยังไม่สมบูรณ์ อยากเข้าไปดูเข้าไปชมก็เข้าฟรี ชาวบ้านแถวนั้นที่เขาทำเหมือนเป็นรีสอร์ทไว้รองรับนักท่องเที่ยวก็สร้างรายได้ชุมชนไป แต่กรณีเอกชนมาติดต่อช้างในศูนย์เพื่อจัดแสดงในงานต่างๆ ที่ดูแล้วไม่เป็นการทรมาน ผมให้ไป แต่ต้องมาขอกันก่อน เพราะหากฝ่าฝืนผมก็ต้องให้ออกไปจากศูนย์

อย่างไรก็ตาม องค์การสวนสัตว์ฯ เข้าสู่กระบวนการขององค์การสวนสัตว์โลกที่เราเรียกว่า WAZA ตรงนี้ต้องให้ความสำคัญ การที่จะแสดงช้างหรือขี่ช้าง มันถือว่ากึ่งทารุณกรรมสัตว์ ในสวนขององค์การสวนสัตว์ฯ จะไม่มีโชว์อะไรก็ตาม เพราะเราต้องการอนุรักษ์อย่างจริงจัง จุดยืนเราเป็นแบบนี้ เราพยายามเต็มที่เพื่อให้ช้างเร่ร่อนมันลดลง แต่งบประมาณยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็จะทำเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่เพื่อให้ช้างได้อยู่ที่ดี ควาญได้มีความสุข

เมื่อสะท้อนไปถึงปัญหาช้างเร่ร่อนในบ้านเรา ชั่วยามนี้เป็นแบบใดนับแต่มีโครงการนี้ขึ้นมา เบญจพล บอกว่า ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจควาญช้างเช่นกันว่า คงไม่มีใครอยากพาช้างออกมาหากินต่างถิ่นหากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะสุ่มเสี่ยงจะทำให้ช้างบาดเจ็บ และรายได้ก็ไม่รู้จะดีจริงหรือไม่ ดังนั้นโครงการศูนย์คชอาณาจักรจึงเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับตรงนี้ เพราะ จ.สุรินทร์ เป็นเมืองที่ช้างเยอะที่สุดในประเทศไทย และจุดเริ่มต้นการเร่ร่อนอยู่ที่แห่งนี้ ก็อยู่ที่ว่าควาญช้างจะพอใจศูนย์แห่งนี้หรือไม่ เพราะเราก็พยายามเต็มที่ในการแก้ไขปัญหานี้

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน

 

“มันลดลงนะ ผมยังคิดเลยว่าสังคมจะรู้หรือเปล่าว่าช้างเร่ร่อนมันน้อยลงนะ เพราะส่วนหนึ่งก็มาอยู่กับเราที่นี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจที่มี หรือปัญหาตอนนี้ ไม่รู้ว่าเขามีปัญหาเศรษฐกิจกันแค่ไหน จะกดดันให้เขาพาช้างออกมาเร่ร่อน แต่ผมว่า จริงๆ เขาไม่อยากออกมาจากพื้นที่ ช้างออกมาสุขภาพไม่ดี อาหารก็ได้น้อย กินแต่น้ำตาลกินแต่อ้อย อาหารมันต้องมีไฟเบอร์มากกว่านี้ ส่วนใหญ่ที่เราให้จะเป็นหญ้ามากกว่า เราให้อ้อยบ้าง สังเกตได้ช้างที่เร่ร่อนส่วนใหญ่ตัวไม่ใหญ่ นั่นเพราะอาหารไม่เพียงพอ”

โปรเจกต์นี้ถูกผุดขึ้นเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยการของบประมาณ 2,000 ล้านบาท ไว้ดูแลอย่างครอบคลุมทุกอย่างเพื่อให้ช้างได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ แต่ทุกวันนี้งบประมาณดังกล่าวกลับได้ตอบกลับมาเพียงแค่ 200 ล้านบาท จึงทำให้งานหลายอย่างไม่เดินหน้าอย่างผู้ที่ตั้งใจจะทำปรารถนา

“นั่นไง พวกคุณคิดว่าผมจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ก็ต้องค่อยๆ ทำกันไป เพราะงบประมาณมันน้อยมาก ผมก็ต้องเข้าไปของบเพื่อส่วนนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ”

จากเมืองสู่ ‘คชอาณาจักร’ ภารกิจ พาช้างเร่ร่อนกลับบ้าน

 

ฝันของเบญจพลที่อยากจะช่วยช้างให้ “สำเร็จ” ดั่งที่ว่า เขาขยายความเพิ่มว่า ถ้าหากเขาได้งบประมาณดั่งที่ตั้งใจไว้ ความฝันที่ว่าจะขอซื้อช้างเร่ร่อนทั้งหมดที่มีอยู่ในราคาเชือกละ 2 ล้านบาท ปลูกป่าให้เต็มพื้นที่ และ “ปล่อย” ให้ช้างอยู่กันเองภายในศูนย์คชศึกษา ไม่ต้องล่ามโซ่ ไม่ต้องมีควาญช้าง ช้างได้ใช้ชีวิตของมันอย่างที่ควรเป็น ไล่แรงบังคับ ไล่ขอเหล็กแหลมที่เห็นก็ต้องกลัว มีแม่น้ำชีอยู่ใกล้ๆ ไว้ลงอาบ มีหญ้าที่ทางศูนย์จะปลูกเอาไว้ให้ ให้ช้างเร่ร่อนกลับมามีชีวิต มีศักดิ์ศรี และมีความสุขอีกครั้ง

“ผมก็ไม่ต้องดูแลไปตลอด ซื้อทีเดียวปล่อยไปเลย ให้เขา (ช้าง) ขยายเผ่าพันธุ์ออกไปอย่างไม่สิ้นสุด อยู่กับธรรมชาติน่าจะดีที่สุดแล้วสำหรับช้างในเมืองไทย” เบญจพล พูดถึงความฝันกับงานเกี่ยวกับช้างในบ้านเรา

จะเป็นจริงดั่งฝันได้หรือไม่ หรืออาจจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณ ก็อยู่ที่บุคคลที่มีอำนาจจะเมตตาเล็งเห็นสัตว์ที่ครั้งหนึ่งเราเคยใช้มันเพื่อกอบกู้บ้านเมือง

ทว่าลูกหลานของมันกำลังต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หวังว่าคงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อไป

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง