
จริงใจในการทำภาพยนตร์ สุรัสวดี เชื้อชาติ
โดย...แจนยูอารี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
โดย...แจนยูอารี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
นักร้องดังเมื่อครั้งอดีต “มาม่า บลูส์” เจ้าของเพลงฮิต “ควายเท่านั้น” และผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา กลับมาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ยาวเรื่องที่ 2 “ฟ.ฮีแลร์” (เจสัน ยัง กับ ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม แสดงนำ)
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2554 “สุรัสวดี เชื้อชาติ” หรือ “แหม่ม มาม่า บลูส์” เคยมีภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก “ขุนรองปลัดชู” (แสดงนำ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ กับ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม) ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและโรงภาพยนตร์สกาล่าแบบจำกัดรอบ ซึ่งผลลัพธ์ด้านรายได้ แป้ก!!!
ถึงอย่างนั้น กระแสเสียงวิจารณ์เชิงบวกจากผู้ชมและนักวิจารณ์ที่มีต่อภาพยนตร์ขาวดำอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ไทยและครูดาบแห่งแขวงเมืองวิเศษไชยชาญก็ทำเอาเธอยิ้มหน้าบานจนถึงป่านนี้
“จริตของคนทำโฆษณามักจะมีรหัสเรื่องสีที่ค่อนข้างชัดมาก เพราะตอนที่ทำโฆษณาจะอยู่กับอาร์ตไดเรกชั่นสุดขั้ว ไม่ว่าจะเรื่องสี หรือกระทั่งเรื่องแสงก็ตาม มันเลยเป็นมรดกติดตัวคนทำโฆษณามาจนถึงทุกวันนี้ พอมาทำหนังยาวดิฉันก็ยังเอามาใช้อยู่เสมอ โดยไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เมื่อมองมันออกและถอดรหัสสีเรียบร้อย มันเลยได้อาร์ตไดเรกชั่นในเฟรมของเรา แต่มันต้องเป็นอาร์ตไดเรกชั่นที่ตอบคอนเซ็ปต์ได้ชัดเจน อย่างขุนรองฯ ดิฉันยืนยันว่าต้องทำเป็นขาวดำ เพราะอยากให้เกิดความเชื่อกับความรับรู้กับคนดู ซึ่งในความเป็นขาวดำมันก็มีความเป็นสีซ่อนอยู่ด้วย”
ผ่านงานกำกับภาพยนตร์โฆษณามาอย่างโชกโชน เมื่อมาทำภาพยนตร์ยาว ถือเป็นข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นหรือไม่ สุรัสวดีอมยิ้มแล้วหันมาบอกว่าไม่เลย ขณะเดียวกันการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต่างหากที่จะช่วยให้ได้ผลงานที่น่าประทับใจ
“ไม่ว่าใครจะทำอาชีพอะไรมาก่อน ความได้เปรียบนั้นดิฉันว่ามันคือการไม่ปล่อยผ่านงานไปแบบง่ายๆ หรือการไม่ฉาบฉวยกับงานที่ทำ แต่มันคือการอยู่กับงานอย่างลุ่มลึก นั่นล่ะคือข้อได้เปรียบของคนทำงานจริงๆ อย่าลืมว่าคนทำโฆษณามาก่อนก็แป้กมาแล้วนะคะ (หัวเราะ) ซึ่งอันนี้ก็มีคนวิเคราะห์กันว่า เพราะการทำหนังทำโฆษณามันสั้นและไม่ต้องต่อเนื่อง พอมาทำหนังยาวความเข้าใจในบทก็อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำโฆษณา ฉะนั้นไม่ว่าใครจะแป้ก หรือดิฉันอาจจะแป้ก มันอาจไม่สำคัญเท่ากับว่าเราลืมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือเปล่า อย่าจำเฉพาะข้อดีของเรา แต่จงมองถึงข้อเสียของเราด้วย เพราะการทำหนังยาวมันก็มีมุมมอง มีองศา มีอะไรที่ต่างไปจากการทำหนังโฆษณา”
สำหรับภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่ 2 นั้น สเกลเล็กกว่าและไม่หนักเท่าภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก สุรัสวดีว่าอย่างนั้น ซึ่งในการทำงานเธอพอใจกับเนื้อหาและการนำเสนอ ตลอดจนอาร์ตไดเรกชั่นที่สื่ออารมณ์ถึงอารมณ์ตัวละครหลัก “ภราดา ฟ.ฮีแลร์” ปราชญ์แห่งอัสสัมชัญและเป็นผู้แต่งหนังสือเรียน “ดรุณศึกษา”
“สเกลเล็กกว่าค่ะ เพราะขุนรองฯ มีฉากรบ แถมยังเป็นพีเรียดด้วย ก็เลยไปหนักกับฉากการรบพุ่งกันซะเยอะ ส่วน ฟ.ฮีแลร์ก็มีฉากพีเรียดนะคะ แต่คนละแบบ ฉากรบไม่มี แต่จะไปหนักเรื่องบทมากกว่า ซึ่งดิฉันก็ช่วยดู แต่คนที่เขียนบทจริงๆ คือคุณเอก เอี่ยมชื่น กับคุณพงศธร โกศลโพธิทรัพย์ โดยพวกเราได้รับโจทย์จากโรงเรียนอัสสัมชัญและมูลนิธิ ฟ.ฮีแลร์ ความน่าสนใจดิฉันว่ามันคือเรื่องราวของบุคคลที่คนทั่วไปยังไม่รู้จัก มันคือการเรียนรู้จากคนที่เราไม่รู้จัก ส่วนตัวดิฉัน ถ้าเอาตัวเองออกมาจากการเป็นคนทำหนัง ในฐานะคนนอก ดิฉันอยากดูนะคะ เพราะอย่างหนึ่งคือหนังไทยแบบนี้ไม่ค่อยทำกัน ส่วนว่าจะโดนใจหรือไม่ ดิฉันว่าสิ่งสำคัญคือหน้าหนังและเนื้อหนัง
คนไทยถ้าไม่คาดหวังอะไรมาก ไปดูหนังแล้วหัวเราะแฮปปี้กลับบ้าน ก็ถือว่าหนังเรื่องนั้นโดนแล้วนะคะ แต่ถ้าเข้าไปดูแล้ว ไม่ได้ความขำเลย ก็ถือว่าแป้ก พอแป้กคนก็จะบอกต่อ โซเชียลนี่ล่ะค่ะ ไวมาก แป๊บเดียวทั่วถึงกันหมดเลย คนที่ยังไม่ไปดู ก็อาจจะเปลี่ยนแผนไม่ไปดู หรือไปดูเรื่องอื่นแทน อีกอย่าง ราคาตั๋ว ว่าคนดูไม่ได้เหมือนกันนะคะ ถ้าหน้าหนังไม่ขาย ถ้าเนื้อหนังไม่ใช่ คนดูที่มีเงินเดือนสูงดูหนังไม่บ่อย เขาก็ต้องเลือกดูอะไรที่เขามองว่ามันคุ้มค่ากว่าแน่นนอน”
นอกจากนี้ ในฐานะผู้กำกับที่เคยลิ้มรสกับคำว่าแป้ก (ด้านรายได้) มาแล้ว เธอยอมรับว่าการจะทำภาพยนตร์ให้ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ล้วนมาจากหลายองค์ประกอบ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่เท่า “ความจริงใจ” ของคนทำภาพยนตร์ มีมากน้อยแค่ไหน ที่จะทำให้ผู้ชมเชื่อในสิ่งที่กำลังนำเสนอ
“อย่าหลอกคนดูค่ะ โดยเฉพาะหน้าหนัง ที่เห็นในหน้าหนังแต่ปรากฏว่าไม่มีในหนัง อันนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ คนดูออกจากโรงแล้วจะรู้สึกเจ็บใจ ที่สำคัญจำด้วยค่ะ (หัวเราะ) จำแม่นเลยว่าหนังเรื่องนี้ๆ หลอกคนดู เลยเถิดไปถึงทีมงานและผู้กำกับด้วย ดิฉันว่าถ้าคนทำหนังจริงใจในทุกกระบวนการทำงาน ทุกอย่างก็จบค่ะ”
ถามถึงโปรเจกต์ต่อจากนี้ ผู้กำกับวัย 50 เปรยให้ฟังว่ามีในใจประมาณ 2-3 เรื่อง อาจจะใช้วิธีขอทุนจากต่างประเทศ ส่วนจะเดินเข้าไปหานายทุนไทยหรือไม่ ยังไม่มีอยู่ในความคิด ส่วนการกลับมาถือไมค์ร้องเพลง เธอว่ามีความเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเธอล้างเวทีมานาน อีกอย่างเธอไม่ใช่นักร้องอาชีพ
“คนอื่นที่กลับมาร้องเพลงได้ เพราะคนเหล่านั้นคือนักร้องอาชีพ ส่วนดิฉันน่ะเหรอคะ นักร้องสมัครเล่นค่ะ (หัวเราะ) ก็เคยได้รับการเทียบเชิญประมาณว่าคอนเสิร์ตผู้หญิงล้วน แต่ดิฉันก็พยายามจะปฏิเสธตลอด เพราะดิฉันรู้ตัวดีว่าจะต้องซ้อมหนักแน่ๆ แล้วใครล่ะจะมาซ้อมหนักกับดิฉัน ยุ่งยากพอสมควรค่ะ ก็เลยขอไม่รับและไม่กลับมาดีกว่า
เรื่องโปรเจกต์ใหม่นี่มีหลายแนวมากค่ะที่อยากทำ เรื่องแรกประมาณว่าอยู่ในน้ำ เรื่องที่สองเป็นหนังพีเรียดยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เรื่องสุดท้ายเป็นหนังครอบครัวเล็กๆ ซึ่งบทค่อนข้างยาก เพราะมันมีรายละเอียดเยอะ ทุกเรื่องก็กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาบทค่ะ ถ้าบทเสร็จมันจะเห็นภาพชัด ภายใน 3 ปี มันน่าจะเป็นรูปเป็นร่างนะคะ”







