
ไม่มีความฝันที่แตกสลาย
รายการโทรทัศน์ชื่อดังได้ไปเยี่ยมบ้านของศิลปินท่านหนึ่ง ช่วงของการสัมภาษณ์พิธีกรถามเจ้าของบ้านว่า
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
รายการโทรทัศน์ชื่อดังได้ไปเยี่ยมบ้านของศิลปินท่านหนึ่ง ช่วงของการสัมภาษณ์พิธีกรถามเจ้าของบ้านว่าเคยมีความฝันอะไรบ้างกับบ้านหลังนี้
ศิลปินท่านนั้นตอบว่า เคยฝันไว้ว่าอยากให้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ทำงานเพลง มีห้องอัดเสียง มีที่พักสำหรับศิลปิน และมีลานเล็กๆ สำหรับการแสดงคอนเสิร์ตเฉพาะกลุ่มแฟนเพลง แต่ทำไม่ได้เพราะพิษเศรษฐกิจในปี 2540 จึงทำให้ความฝันนี้ทำไม่สำเร็จ
พิธีกรถามศิลปินท่านนี้ต่อว่า แสดงว่าความฝันแตกสลายใช่มั้ย
ศิลปินท่านนี้ตอบว่า ไม่มีความฝันที่แตกสลาย มีแค่ความจริงที่แตกสลายเท่านั้น เพราะความฝันนั้นยังอยู่...
ในห้วงสัปดาห์นี้มีข่าวมูลนิธิที่ให้การสงเคราะห์เด็กกำลังปิดตัวลงในปลายเดือนนี้ เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่ไหว ในขณะที่มีข้อคิดเห็นในทางสังคมออนไลน์จำนวนมากถึงศักยภาพในการดูแลเด็กๆ ตลอดจนเรื่องการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย
ผมไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงแก่นลึกของเรื่องนี้ได้ เพียงแต่ในฐานะคนทำงานภาคสังคมด้วยกัน พอจะสัมผัสได้ว่าปัญหาด้านการสนับสนุนทางการเงินถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลายหน่วยงานทางสังคมล้มหายตายจากและปิดตัวลง เพราะขาดเงินในการดำเนินกิจกรรม
แม้ว่าประเทศเราจะมีสถานสงเคราะห์เด็กของหน่วยงานราชการอยู่แล้วก็ตาม แต่นั่นไม่เพียงพอในการดูแลเด็กๆ จำนวนมากที่มีปัญหาและปัจจัยพื้นฐานแตกต่างกันออกไป เช่น การไม่มีสัญชาติ การติดโรคติดต่อ ครอบครัวต้องการให้อุปการะในพื้นที่แถวบ้านเพื่อมาเยี่ยมเยียน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดสถานสงเคราะห์เด็กของภาคเอกชนมาช่วยอุปการะเด็กไว้ ซึ่งผมมองว่า เป็นเรื่องอุดมการณ์และความห่วงใยต่อเด็ก แต่ในขณะที่มีคนมองว่าหากไม่มีศักยภาพเพียงพอก็ไม่ควรมาทำสิ่งนี้ แต่ผมกลับมองว่าปัญหาทางสังคมบางเรื่องคนส่วนใหญ่มองไม่เห็น เพราะเป็นปัญหาที่กระจัดกระจายในพื้นที่ต่างๆ ไม่มีการรับรู้จากสังคมและจากสื่อ พอมีคนมาสนใจและเข้ามาจัดการปัญหานี้ จากการอุปการะเด็กเพียงไม่กี่คน กลายเป็นมีปัญหาจากทุกสารทิศ มุ่งตรงเข้ามาเพื่อให้หน่วยงานนี้ช่วยเหลือ กลายเป็นปัญหาสุมทับจนบริหารจัดการได้ยากเพราะมีข้อจำกัดจำนวนมาก โดยเฉพาะงบประมาณ นี่คือสัจธรรมของโลกแห่งความเป็นจริง ที่ความฝันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แม้จะมีความตั้งใจดีเป็นที่ตั้งก็ตาม
หลายปีก่อนผมเหมือนเซลส์แมน ถือกระเป๋าเอกสารไว้ข้างกายตลอดช่วงเวลาหลายเดือน ภายในบรรจุโครงการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ผมเดินเข้าออกแหล่งทุนและประสานงานสถานทูตหลายแห่ง เพื่อนำโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายไปนำเสนอแหล่งทุนเพื่อหาเงินมาทำงานติดตามหาเด็กหาย ตอนนั้นไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ ผมไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใดๆ ผมจำได้ว่ามีบางช่วง ผมกลับบ้านมาด้วยความท้อ จนร้องไห้ออกมา มันเหมือนว่าสิ่งที่เราทำ ไม่มีคนมองเห็นและไม่มีคนสนับสนุน หรือว่าสังคมไม่ต้องการเราในการมาทำหน้าที่ตามหาเด็กหาย ช่วงเวลานั้น หลังจากดูตัวเลขในบัญชีโครงการที่น่าจะเหลืออยู่ตอนปลายเดือนนั้น ผมตัดสินใจที่จะปิดโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายลง ทั้งๆ ในความฝันของพวกเรา เราตั้งใจที่จะตั้งศูนย์ข้อมูลคนหายมาเพื่อสนับสนุนกลไกติดตามเด็กหายและผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐมีศูนย์ติดตามเด็กหายโดยตรง และเมื่อรัฐมีความพร้อมในการบริหารจัดการปัญหานี้ เราพร้อมที่จะปิดตัวลงในทันที แต่ทว่าความฝันมักสวนทางกับความจริง เมื่อเราไม่มีทุนบริหารจัดการโครงการ ผมจึงตัดสินใจปิดตัวเองลงก่อนที่ความฝันจะสำเร็จ
โชคดีที่ทุกวันนี้ความฝันผมยังเดินต่อไป เพราะหลังจากปิดศูนย์ข้อมูลคนหายไปไม่นาน ยังคงมีสายโทรศัพท์โทรแจ้งเรื่องเด็กหายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายประตูแห่งความฝันยังคงเปิดรับภารกิจตามหาเด็กหายอยู่ มีนิตยสารฉบับหนึ่งได้ระดมทุนก่อนผมตัดสินใจปิดตัว และรวบรวมเงินมาให้ภายหลังจากการระดมทุนมาตลอดปี จนเราสามารถที่จะกลับมาเปิดดำเนินการศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อติดตามเด็กหายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ความฝันผมยังดำเนินการต่อไป...
เมื่อปี 2545 หรือเกือบ 14 ปีที่แล้ว เด็กชายอายุ 8 ขวบ คนหนึ่งหายออกจากบ้านที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของเขาว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ผมรับแจ้งเคสเด็กหายรายนี้มาภายหลังจากเขาหายออกจากบ้านได้เกือบ 3 ปี เพราะเขาหายตัวไปตั้งแต่มูลนิธิกระจกเงา ยังไม่มีโครงการศูนย์ข้อมูลคนหาย ตอนที่รับแจ้งเหตุมาแทบจะไม่มีแนวทางอื่นในการติดตาม เพราะเบาะแสและหลักฐานต่างๆ ไม่มีเหลืออยู่แล้ว ทำได้เพียงการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อหวังให้ได้รับเบาะแสจากคนที่เคยพบเห็นเด็กคนนี้ช่วงที่เด็กหายไปเป็นช่วงที่เด็กไปอยู่บ้านพ่อ ซึ่งพ่อแม่เด็กแยกทางกัน แม่เด็กอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าในกรุงเทพฯ ส่วนเด็กอยู่บ้านพ่อที่สมุทรสาคร ตอนนั้นแม่เด็กหายลำบากมาก เป็นคนหาเช้ากินค่ำทำงานรับจ้างทั่วไป
ส่วนตัวผมประเมินจากประสบการณ์ว่าเด็กมีแนวโน้มในการหนีออกจากบ้าน เนื่องจากปัญหาครอบครัว ตัวเด็กเองไม่รู้ว่าบ้านเช่าของแม่อยู่ที่ไหน เขาน่าจะออกเร่ร่อนไปเรื่อยๆ เด็กหลายคนตามท้องถนนก็อาจออกจากบ้านด้วยสาเหตุจากความรุนแรงและความอบอุ่นในครอบครัว สุดท้ายมีปลายทางกลายเป็นเด็กเร่ร่อนไร้บ้านอยู่ที่ข้างถนน
วันนี้เด็กชายคนนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีอายุครบ 21 ปี เขาอาจจะได้เห็นตัวเองผ่านสื่อต่างๆ ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ตามหาตัวเขาอยู่ในขณะนี้ ผมพาตำรวจไปลงพื้นที่ เพื่อจัดทำภาพจำลองเทียบเท่าอายุปัจจุบันของเด็กหาย ว่าตอนอายุ 21 ปี เด็กคนนี้น่าจะมีหน้าตาอย่างไร เป็นแนวทางให้กับครอบครัวและคนในสังคมช่วยกันสังเกต ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการติดตามหาเด็กที่หายไปเป็นระยะเวลานานแบบในต่างประเทศ
วันก่อนผมกลับไปพบแม่เด็กหายรายนี้อีกครั้ง พบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายอย่าง เธอฝ่าฟันทำงานจากสิบกว่าปีก่อนที่ต้องอยู่บ้านเช่า ขยับขยายมาซื้อตึกแถวริมถนนเปิดร้านขายสเต๊ก พากเพียรทำงานปรับปรุงพัฒนาตัวเอง จนขายแฟรนไชส์ร้านสเต๊กของเธอได้มากกว่า 100 สาขา
เธอบอกผมว่า ตอนนี้เธอมีพร้อมทุกอย่างแล้ว เหลือแต่เพียงลูกชายที่หายไป ตอนนี้เธอทำทุกอย่างไว้รอรับการกลับมาของลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ
14 ปีแห่งความเป็นจริง เป็นเวลาอันทรมานและโหดร้ายกว่า 5,000 ค่ำคืนที่เธอหลับตาไม่สนิทรอการกลับมาของลูก แต่เชื่อเหลือเกินว่า ความฝันของเธอไม่มีวันแตกสลาย เธอรอมา 14 ปีแล้ว และยังจะรอต่อไปจนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตเธอ ถึงจะเป็นวันที่สิ้นสุดความฝันนั้น







