
ความรุนแรงจากความรู้
ในวันที่ปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และเสนาธิการทหารบกให้สัมภาษณ์ในคีย์เดียวกันว่า
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
ในวันที่ปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และเสนาธิการทหารบกให้สัมภาษณ์ในคีย์เดียวกันว่า สื่อมวลชนไม่ต้องเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาลก็ได้แต่ขอให้เสนอข่าวให้เป็นกลางมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว เท่านั้นพอ เป็นวันเดียวกับที่กองทัพนักข่าวแห่กันไปสัมภาษณ์โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ถึงมูลเหตุชีวิตรักต้องอับปาง
ทั้งสองกรณีในวันนั้นทำให้เคลิ้มไปว่า พลานุภาพของสื่อมวลชนยังอยู่เหมือนเดิมและออกจะสำคัญแต่ก่อนมาก แต่พอรู้สึกตัวแล้ว ผมว่า ใครที่คิดอย่างนั้นอยู่หรือ แม้แต่ทั้งนายกฯ และเสนาธิการทหารบกคงเข้าใจอะไรผิดๆ ไปแน่เลย
ภูมิศาสตร์ทางสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และภูมิศาสตร์ทางการสื่อสารก็กำลังเปลี่ยนแปลงมโหฬาร
นี่เป็นวาระแห่งชาติที่ “เรา” ไม่ว่าจะเป็นนักการสื่อสาร คนที่ทำงานในวงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ศิลปินดารา นักการเมือง นักปกครอง ครูบาอาจารย์ นักเทศน์นักบวช ฯลฯ ต้องเข้าใจ ตระหนักและรับมือให้ดี
เรื่องแบบนี้คนรากหญ้าทั้งหลายไม่น่าห่วง แต่พวกที่อยู่บนหอคอยนั้นน่าวิตกยิ่งนัก
ถ้าใครว่างๆ ไปเดินแถวท่าช้างจะพบว่า บรรดาแม่ค้าแผงเล็กแผงน้อยแถวนั้นตะโกนเชื้อเชิญลูกค้าเป็นภาษาจีนได้คล่องปรื๋อ เช่นเดียวกับคนงานในแคมป์คนงาน พวกพูดได้หลายภาษา ถูกผิดอีกเรื่องแต่เอาเป็นว่า สื่อสารกันได้ อยู่ร่วมกันได้ ซื้อขายกันได้เลยทีเดียวล่ะ
ในทางกลับกัน ปัญญาชน นักปกครอง คนมีอำนาจ หรือคนที่พยายามจะกำหนดวาระทางสังคม หลายคนไม่ได้เข้าใจเลยว่าภูมิศาสตร์การสื่อสารได้เปลี่ยนไปอย่างมโหฬารจริงๆ
หลายคนเสียผู้เสียคนไปแล้วอย่างเงียบๆ เพราะคึกคะนองและเพลิดเพลินกับใช้สื่อใหม่โดยไม่ระมัดระวัง เช่นเดียวกับสื่อหลายแห่งและสถาบันหลายสถาบันสูญเสียคุณค่าและความน่าเชื่อถือไปมากเพราะไม่เข้าใจว่า เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน โลกเปลี่ยน
ในมิติทางการเมืองคนบางกลุ่มอาจจะรู้สึกได้ว่า การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มประชาธิปไตยจะใหม่หรือเก่าก็สุดแต่จะปรุงแต่งนั้นเป็นเรื่องที่กำลังเข้าสู่จุดไคลแมกซ์ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจจะกำลังจิ้นไปว่าตัวเองกำลังจะได้เปรียบแต่ประทานโทษ ผมเองนั้นเชื่อว่า ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วทั้งสองฝ่ายอาจจะต้องตกใจพอๆ กัน
เพราะผู้ที่ทำงานเพื่อเชิดชูอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือนักต่อสู้เพื่อจำหลักภาพจำของความเป็นวีรบุรุษของนักปฏิวัติเมื่อ พ.ศ. 2475 นั้น ล้วนต้องทำงานหนัก เพราะภาพความทรงจำของคนกำลังพร่าเลือนไปกับการเปลี่ยนรุ่นของคนในสังคม
สื่อมวลชนเองก็ต้องทำงานหนักมาก แข่งขันกันสูงขนาดดาราเลิกกันต้องถ่ายทอดกันแล้วล่ะครับ นักข่าวไม่ต้องมารายงานให้เมื่อยเพราะคนดูจากภาพสด หรือ YOUTUBE ก็ได้ว่า ถ้อยคำที่แถลงจริงๆ จากปากเขานั้นคืออะไร ไม่นับว่า ถ้าคนเหล่านั้นออกถ้อยแถลงตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย นักข่าวก็ทำได้แค่ลอกข่าวมาลงเท่านั้นเอง
หนังสือ “คิด” ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ได้ตีพิมพ์ถ้อยคำที่น่าคิดของ Daniel J.Boorstin นักประวัติศาสตร์ไว้ว่า The greatest enemy of knowledge is not ignorance, it is the illusion of knowledge. หรือถอดเป็นภาษาไทยไว้ว่า ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรู้ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือ ความไม่รู้จริง
ความจริงของวันนี้ก็คือ คนที่มีพลังและมีความสามารถและมีเวลาพอที่เสพสื่อจำนวนหนึ่งไม่ได้เปิดใจจะเสพสื่ออีกต่อไป ต่อให้สื่อไปสืบเสาะหาข่าวดีมาอย่างไร รายงานสองด้านอย่างไร พวกเขาก็เลือกที่จะเชื่อตามที่ตัวเองเชื่อเท่านั้น หนักๆ เข้า ใครเอาความจริงมาเสนอให้อย่างไรก็ไม่รับเพราะเลือกจะเอาสิ่งที่ตนคิดว่ามีอยู่และสูงส่งกว่าคนอื่นไม่ว่าความถูกต้อง ศีลธรรม หรืออุดมการณ์ต่างๆ ไปประเมินและตัดสินคนอื่นแทน
เพื่อนเสียเพื่อน พี่เสียน้อง ศิษย์เสียครูอาจารย์และต่างเสียผู้เสียคนกันไปมากต่อมากเพราะเหตุนี้และปรากฏการณ์นี้นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้น
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป สักวันคนจำนวนหนึ่งที่ซุกซ่อนความรุนแรงเอาไว้อาจจะลุกขึ้นมาฆ่าแกงคนอื่น ได้ง่ายๆ ในนามของความรัก ความถูกต้อง และความปรารถนาดี ต่อสิ่งที่ตนเองเชื่อและสมาทานไว้
สังคมเราใกล้เข้าไปถึงความเปราะบางนั้นเต็มที
ท่านนายกฯ เลิกบ่นเรื่องสื่อกับจรรยาบรรณ หรือใครที่อยากให้คนคิดเหมือนๆ กันก็เลิกพยายามได้แล้วครับ มันมีอะไรที่ใหญ่โตกว่านั้นและมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องจัดการและล้อมคอก เช่น ต้องออกพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างกติกาใหม่ในสังคม เป็นต้น
ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรู้ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือ ความไม่รู้จริง เป็นสัจจะแน่แต่สมัยนี้ ปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้คือ ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรู้ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือ ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองรู้คือความจริง จึงไม่เปิดใจเปิดรับความเห็นต่างๆ นี่คือ ปัญหาที่จะกลายเป็นความรุนแรง
ประเทศและสังคมที่เต็มไปด้วยผู้รู้นั้น น่ากลัวกว่าประเทศและสังคมที่คิดว่าตัวเองยังไม่รู้มากนัก
อ้อ...ที่พูดนี่ พูดด้วยความไม่รู้นะครับ อิๆ







