
ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ บทแม่คือหนังเรื่องยาว
โดย...กองทรัพย์
โดย...กองทรัพย์
“ความฝันของคนเป็นแม่ คือ อยากให้ลูกเป็นคนดีและคนเก่ง เป็นคนโอบอ้อมอารี ใจดี กตัญญู และฉลาดพอสมควร ถ้าเลือกได้ก็ขอเลือกคุณสมบัติด้านสังคมก่อนฉลาด เพราะถ้าฉลาดมากๆ แล้วเป็นคนไม่ดี หยิบโหย่ง จับจดก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ และอยู่ในสังคมลำบาก ไม่อยากให้เขาเปราะบางเกินไป อยากให้เขาโตมามีภูมิคุ้มกันที่ดี” ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ผู้บริหารเสนาดีเวลลอปเม้นท์ บอกถึงความตั้งใจของตนเอง กับการเลี้ยงดูลูกสาว 2 คน ซึ่งปกติแล้วเธอบอกว่า โอกาสจะพูดคุยเรื่องลูกมีน้อยมาก เมื่อมีโอกาสแล้วจึงน่าฟังว่าคุณแม่นักบริหารเมื่ออยู่กับลูกๆ แล้วจะเป็นอย่างไร
ดร.เกษรา เล่าว่า ลูกสาวทั้งสองคน (น้องธัญ 5 ขวบ น้องธีร์ 1 ขวบ) เกิดจากการทำกิฟต์ เพราะเธอประสบปัญหามีบุตรยาก จึงไปปรึกษาคุณหมออยู่หลายครั้งกว่าจะสำเร็จ ดังนั้นเมื่อถามถึงน้องธัญลูกสาววัย 5 ขวบ หลานคนแรกของบ้าน จึงได้คำตอบว่า “เขาค่อนข้างเลี้ยงยาก จะดื้อมาก เอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ ทุกคนตามใจและโอ๋สุดๆ แต่อีกมุมหนึ่งของเขาคือเป็นเด็กผู้หญิงมากๆ ชอบแสดงออกและชอบเป็นเจ้าหญิง ส่วนคนเล็กยังดูไม่ออกขนาดนั้น แต่เลี้ยงง่ายกว่า เขายิ้มง่ายและอารมณ์ดี น่ารักไปคนละแบบ (ยิ้ม)”
วิธีกำราบเด็กดื้อของคุณแม่นักบริหาร คือ การเล่นกีฬาทั้งว่ายน้ำ บาสเกตบอล ขี่จักรยาน และต่อยมวย ซึ่งกีฬาจะทำให้เด็กๆ รู้จักการพ่ายแพ้ และแบ่งหน้าที่กับคุณพ่อชัดเจนว่าใครดุ ใครโอ๋ “เราไม่รู้ว่าการเป็นแม่ที่ดีจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งก็คิดว่ายังทำได้ไม่ดี แต่คิดว่าจะพยายามพาเขาไปในทิศทางที่เหมาะที่ควร เช่น การให้เวลา การใช้เวลาว่างร่วมกัน สอนหนังสือ พาไปเรียนดนตรี และเล่นกีฬา คุณพ่อเขาจะดุกว่าเรา ต่อให้โอ๋แต่ก็สอนเขาด้วยกิจกรรมประจำวัน แรกๆ เขาจะไม่ยอมแพ้ ผิดหวังไม่ได้เลย พยายามเอาชนะทุกวิธี แม้จะไม่โปร่งใสก็ทำ เราก็ใช้โอกาสนี้สอนเขาว่าคนเราแพ้ได้ ผิดหวังได้ ให้เขารู้สึกว่าการแพ้ไม่ใช่เรื่องแย่เกินไป ตอนนี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”
การเป็นทั้งนักบริหาร เป็นอาจารย์สอนหนังสือ และกับบทบาทแม่ ดร.เกษรา มองว่าทั้งสามบทบาทนี้ เป็นงานชิ้นเดียวกัน เพียงแต่เป็นงานขนาดใหญ่และเกิดต่างช่วงเวลากัน บางช่วงก็ซ้อนทับกันได้พอดิบพอดี “ทั้งสามบทบาทเกื้อหนุนกันอยู่ เราเป็นอาจารย์มาก่อนก็มีทักษะวิชาการอย่างเดียว พอมาเป็นนักธุรกิจก็ใช้กรณีศึกษาไปในงานวิชาการได้ ส่วนบทบาทแม่เพิ่มมาทีหลัง แต่ทำให้เราเป็นคนรอบคอบในการตัดสินใจและเป็นคนคิดการณ์ไกลมากขึ้นตั้งแต่มีลูก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เป็นหนังที่ยาวขึ้น แม้มันอาจจะเหนื่อยหน่อยกับสามบทบาทแต่ก็เป็นเรื่องสนุก”
“ยกตัวอย่างเช่น การเลือกโรงเรียนให้ลูก เราเอาข้อดีด้านวิชาการมาเทรวมกัน แล้วก็พบว่าหลายๆ ที่มีความเหมือนกัน ดังนั้นเราจะเลือกโรงเรียนที่ถ้าหากเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกเรา เขามีปัญหาหรือไม่สบายใจ โรงเรียนไหนจะสามารถจัดการได้ดีที่สุด จริงๆ แล้วหลักการนี้คือการทำธุรกิจ และวิธีคิดแบบนี้ก็มาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ นี่คือเรื่องเดียวกัน” ดร.เกษรา เล่าออกรส
อย่างไรก็ตาม เมื่อสามบทบาทกลายเป็นงานชิ้นเดียวกัน การแบ่งเวลาเพื่อจะมาดูแลลูกๆ อย่างไร “ในความตั้งใจ คือ เราอยากให้ลูกได้รับการดูแลจากเราอย่างสม่ำเสมอ แม้เขาจะมีพี่เลี้ยงประกบ แต่พ่อกับแม่ก็ต้องส่งไม้ต่อให้กันไม่ให้ขาด คุณพ่อมีหน้าไปรับไปส่งไปเรียน สอนหนังสือบ้าง คุณแม่พาไปเล่นกีฬา กลางวันไปอยู่กับคุณยาย พอเราจัดตารางเวลาก็มั่นใจได้ว่าเรามีเวลาให้ลูกแน่นอน ถ้าไม่จัดตารางเวลาก็จะถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนต้องให้ลูกๆ ถามหา เราจะพยายามไม่เป็นแบบนั้น”
“พยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นเพื่อนกับลูก แต่ต้องเป็นเพื่อนที่เขาเกรงใจ เพราะคุณพ่อเขาดุ ลูกก็จะเกรง ส่วนกับพี่เลี้ยงเขาเห็นเป็นเพื่อน บอกอะไรก็ไม่ฟัง แต่เขาไม่มีความลับต่อกัน แม่จึงพยายามอยู่ตรงกลาง ให้ตัวเองมีทั้งสองอย่าง ให้เขากล้าบอกความลับ ขณะเดียวกันก็มีความน่าเกรงใจอยู่ด้วย เพราะเมื่อเขาโตขึ้น คิดว่าสิ่งเร้านอกบ้านจะเยอะขึ้น เราต้องมั่นใจว่าเขามีเกราะของ
ตัวเองพอที่จะต้านทานสิ่งที่จะมากระทบได้โดยมีเราเป็นที่ปรึกษา ส่วนอนาคตเขาจะเป็นอะไรก็คงไม่ห้าม แต่อยากให้เขาเป็นเด็กที่รักคณิตศาสตร์ เพราะโลกขับเคลื่อนโดยคณิตศาสตร์ ส่วนภาษาคือเครื่องมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ้าเขาชอบเลขแล้ว เขาจะไปได้ไกล อยากเป็นอะไรก็ได้”
สำหรับ ดร.เกษรา แล้ว ลูกคือโลกใบใหม่อีกหนึ่งใบ ลูกมาเขย่าโลกใบเดิม และแบ่งสัดส่วนของทุกอย่างในชีวิตให้ใหม่ “เมื่อก่อนโลกของเราคือพ่อแม่ เรียน เพื่อน ดีกรีของแต่ละช่วงจะเปลี่ยนตามช่วงอายุ พอพ้นเรื่องเรียนก็เปลี่ยนเป็นทำงาน ดีกรีของเพื่อนจะลดลงเมื่อเราแต่งงาน ทีนี้พอมีลูกทุกอย่างจะถูกเขย่าใหม่ ดีกรีของทุกอย่างจะลดลง และมีลูกเป็นสัดส่วนใหญ่ขึ้น เป็นโลกใบใหม่ ก็เหมือนการเดินทางใหม่ที่ช่วยเติมเต็มเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่”







