posttoday
เยอรมนี สร้างคน เพื่ออนาคตของชาติ

เยอรมนี สร้างคน เพื่ออนาคตของชาติ

27 มิถุนายน 2558

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการเดินหน้าแก้ไขปัญหา และสร้างการพัฒนาในหลายด้าน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว

โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการเดินหน้าแก้ไขปัญหา และสร้างการพัฒนาในหลายด้าน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะไปสู่จุดไหน ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่แอบคาดหวังว่า ประเด็นหนึ่งที่จะถูกให้ความสำคัญคือเรื่องของคน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา หรือปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนา ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับ “คน” แทบทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ทุกๆ ประเทศต่างตระหนักดีว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่เขามีอยู่ นับวันก็ยิ่งจะร่อยหรอไป และนั่นหมายถึงว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจะคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่สิ่งที่จะสร้างโอกาสของความมั่งคั่งและมั่นคงได้อย่างยั่งยืน แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะหมดไป นั่นก็คือ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ”

การศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาคน โดยมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้คนเก่ง ในขณะที่ “คุณธรรมและจริยธรรม” ถูกให้ความสำคัญควบคู่กันไปเพื่อหล่อหลอมคนดี ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันนี้เราจะหยิบยกเอาประเทศเยอรมนีมาเป็นกรณีศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการสร้างคน ซึ่งวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติดังกล่าวนี้ ทำให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในสหภาพยุโรป และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราคนว่างงานต่ำที่สุดในโลก

เยอรมนี สร้างคน เพื่ออนาคตของชาติ การเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเสมอไป

 

มีอยู่สองปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของเยอรมนี ปัจจัยแรก ก็คงจะเป็นวิธีคิดและวิถีในการดำเนินชีวิตของคนเยอรมันเอง ส่วนอีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือ ระบบการศึกษาที่สร้างคนให้ตรงกับงาน และหล่อหลอมคนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ในแง่ของวิธีคิดและวิถีในการดำเนินชีวิตของคนเยอรมันนั้น เชื่อว่าได้สร้างประโยชน์อย่างมาก เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ที่เรียกกันว่า Euro zone crisis ซึ่งครั้งนั้นหลายต่อหลายประเทศก็ถึงกับย่ำแย่ ในขณะที่เยอรมนีเป็นชาติเดียวที่ยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงที่สุด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เยอรมนีทำได้  ก็เพราะว่าเยอรมนีมีภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และมีการเมืองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง ก็คือ วินัยในการใช้จ่ายของคนเยอรมันที่ไม่นิยมก่อหนี้ ไม่นิยมใช้บัตรเครดิต ในขณะที่ธนาคารเองก็ไม่ได้อนุมัติบัตรเครดิตหรือวงเงินสินเชื่อได้อย่างง่ายดาย เหมือนที่โฆษณาอยู่ตามโทรทัศน์ในบ้านเรา ณ เวลานี้

คนเยอรมันไม่ใช่คนตระหนี่ แต่เป็นคนรู้จักใช้ และความรู้จักใช้จ่ายนี่แหละที่เป็นภูมิคุ้มกันหนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องบอกว่า มาจากวิธีคิดแบบตรรกะ ที่เขาได้มาจากระบบการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคม

นอกจากวิธีคิดในการดำเนินชีวิตแล้ว ระบบการศึกษาของเยอรมนีนี่แหละที่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจ นั้นก็เป็นเพราะว่า เยอรมนีจะเน้นการสร้างคนให้ตรงกับงาน เขาก็เลยแทบจะไม่มีคนตกงาน ซึ่งอันนี้ต้องบอกว่าเป็นตรรกะสุดคลาสสิกที่ทุกประเทศรู้ดี และทุกประเทศอยากทำให้เกิดขึ้นจริง แต่หลายประเทศก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะอุปสรรคใหญ่คือเรื่อง “ค่านิยมแห่งปริญญา”

การศึกษาของเยอรมนีแตกต่างจากระบบของไทยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเด็นนี้เราได้ความเห็นเพิ่มเติมจากทูตนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ท่านถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า “คือระบบการศึกษาของเขาเนี่ย เด็กจะไม่ได้เรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว อาจมีกิจกรรม อาจมีภาคปฏิบัตินอกห้องเรียน ส่วนระดับอนุบาล เขาก็ไม่ได้บังคับว่าเด็กจะต้องเร่งเข้าโรงเรียน ทุกคนสามารถเริ่มที่เกรด 1 ได้ ถ้ามีความพร้อม เขาไม่ได้อัดให้เด็กเรียนตั้งแต่ยังเล็ก แต่ว่าจะเน้นให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี เพื่อที่จะมีความพร้อม ที่จะเข้าสู่การเรียนในชั้นประถมได้ ถ้าเป็นโรงเรียนเยอรมันทั่วๆ ไป เกรด 1 ถึง เกรด 6 ของเขาเนี่ย เด็กจะเลิกเรียนตอนบ่ายสองนะคะ ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กมีเวลาไปเล่นกีฬา ไปทำกิจกรรมโน่นนี่ ซึ่งเป็นการเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก”

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม การที่เด็กเยอรมันเรียนไม่หนักมาก แล้วผลการเรียนออกมาดี ก็เพราะเด็กจะถูกสอนให้รับผิดชอบ ให้ตั้งใจเรียนในเวลาเรียน  ซึ่งชั่วโมงเรียนที่เยอรมนีนั้นไม่จำเป็นต้องเรียนนาน แต่จะเรียนให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

วิธีคิดแบบนี้ ได้ฝังลึกไปจนถึงวัยทำงาน เลยทำให้คนเยอรมันได้รับการยอมรับว่า ทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่นๆ แต่กลับได้ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าชาติอื่นๆ

เราคงไม่สามารถเลียนแบบพฤติกรรมของคนเยอรมัน เแล้วคาดหวังว่าเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนเขา เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ยังไกลเกินฝัน แต่เราลองมาดูกันว่า เขาทำได้อย่างไร แล้วเราจะเอามาประยุกต์กับบ้านเราได้อย่างไรบ้าง

ไม่ค่อยมีคนจะพูดว่า เกิดเป็นคนเยอรมันดีที่สุดในโลก แต่เราแอบรู้มาว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเลย อยากไปให้ลูกเกิดที่เยอรมนี

ทันทีที่เด็กเยอรมันเกิดมา ก็จะได้รับของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือการมีแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ที่เปรียบเช่นนี้ ก็เพราะว่า รัฐบาลเยอรมนีพยายามส่งเสริมให้คุณแม่อยู่บ้าน เพื่อดูแลลูกน้อย ซึ่งวิธีการของเขาก็คือ การที่รัฐบาลช่วยรับผิดชอบภาระด้านการเงิน คุณแม่จะได้ไม่ต้องกังวล และสามารถเลี้ยงลูกได้อย่างหมดห่วง ตัวอย่างเช่น เด็กเยอรมันที่เกิดมาใหม่ จะได้รับเงินเดือนทันที เดือนละประมาณ 250 ยูโร และคุณแม่ก็จะได้รับค่าเงินเดือนอีก 250 ยูโรเช่นกัน แถมคุณแม่ที่มีภาระเช่าบ้านอยู่ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านอีกต่างหาก ส่วนเรื่องรักษาพยาบาลก็ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเขารักษาพยาบาลฟรีอยู่แล้ว

เรื่องเล่าเรียนของลูกหลาน ก็ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะมี 2 ปัจจัยหลัก ที่ช่วยการันตีอนาคตทางการศึกษาของลูก หนึ่งคือ เรื่องค่าเทอมที่รัฐบาลช่วยจ่ายให้ จนถึงอายุประมาณ 18 ปี และสองคือ เรื่องของระบบการศึกษาที่เน้นการสร้างคนให้ตรงงาน จึงไม่ต้องกังวลว่าลูกหลานเรียนออกมาแล้วจะตกงานในอนาคต

แม้การศึกษาก่อนวัยเรียนนั้น จะไม่ใช่ภาคบังคับ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ก็จะนิยมเตรียมความพร้อมให้ลูก โดยเด็กที่อายุตั้งแต่ 2-6 ขวบ มักจะได้เข้าโรงเรียนอนุบาล ซึ่งที่เยอรมนีก็มีทั้งที่เป็นของเทศบาลรัฐ เทศบาลเมือง โบสถ์ หรือสมาคมต่างๆ ส่วนค่าใช้จ่ายก็มีตั้งแต่ฟรีทุกอย่าง ไปจนถึงจ่ายบ้างบางส่วน

เยอรมนี สร้างคน เพื่ออนาคตของชาติ นงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

 

เด็กในวัยนี้ถือเป็นช่วงสำคัญมาก ที่ทั้งโรงเรียนและพ่อแม่ต้องช่วยกันหล่อหลอมให้พวกเขามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะเข้าสังคม และพร้อมที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ดังนั้น ทั้งครูและพ่อแม่จะทำงานร่วมกัน เพื่อคอยสังเกตพัฒนาการของเด็กน้อย และส่งเสริมให้ถูกทาง

ส่วนเรื่องที่ว่าเด็กเรียนที่เยอรมนีแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน ก็เพราะว่าเขามีหลักสูตรการศึกษาที่เน้นสร้างคนให้ตรงงาน และส่งเสริมเด็กให้สอดคล้องกับความชอบและความถนัด ซึ่งเรื่องนี้เขาทำกันตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงมัธยม เมื่อเด็กอายุประมาณ 12 ปี ก็จะเริ่มเห็นทางเดินชีวิตแล้วว่าตัวเองจะไปทางไหน ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาคนตกงานแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไปในตัวด้วยเช่นกัน เพราะภาคอุตสาหกรรมก็จะได้คนที่มีความสามารถ ทำงานเป็น ไม่ใช่เพียงแค่จบปริญญา

ทูตนงนุชฯ ได้เสริมในประเด็นนี้ว่า “ระบบการศึกษาของเยอรมนี นอกจากจะสร้างคนให้ตรงงานแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก คือเขาจะมองถึงข้อเท็จจริงนะคะ ว่าถ้าเด็กที่เรียนดี เรียนเก่ง ชอบเนื้อหาวิชาการ ก็จะถูกส่งเสริมให้ไปอยู่ในโรงเรียนสายสามัญ ส่วนไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบวิชาการ แต่ชอบลงมือปฏิบัติ ก็จะให้เข้าโรงเรียนสายอาชีวศึกษา พอเขาแยกเด็กได้แบบนี้ปุ๊บ เด็กก็จะเห็น Career Path ของตัวเองชัดเจน สายสามัญก็จะเรียนเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าสายอาชีวะเด็กก็จะรู้แล้วว่า โอเคนะ อีก 3 ปีคุณทำงานนะ!!!

แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่าง 2 สายเนี่ยเด็กยังสลับกันได้อยู่ ถ้าเด็กจากโรงเรียนสายสามัญเนี่ย อยากจะมาทำงานเลยในสายวิชาชีพ ก็ไปสมัครได้ตอนจบเกรด 10 บริษัทก็จะรับเข้าทำงานและฝึกงานเพิ่มเติมให้ ในขณะเดียวกัน เด็กที่เรียนสายอาชีวะ ถ้าเรียนไปแล้ว ก่อนถึงเกรด 10 เนี่ย มีคะแนนดี อยากขอเปลี่ยนมาอยู่สายสามัญ เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ทำได้เช่นเดียวกัน”

ตรงจุดนี้คงต้องอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เด็กๆ เขาจะมีทางเลือกอะไรได้บ้าง ในช่วงอายุ 10-12 ปี (ซึ่งก็แล้วแต่ระบบของแต่ละรัฐ) ช่วงนี้เด็กจะเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางชีวิต เด็กบางคนอยากเรียนรู้เนื้อหาวิชาการในสายสามัญก็จะไปเข้าโรงเรียนที่เรียกว่า Gymnasium (กึมนาเซี่ยม) หรืออยากสนุกกับวิชาที่เน้นปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเรียนสายเทคนิค ก็ไปเข้าโรงเรียนที่เรียกว่า Hauptschule (ฮ๊อบชูเล่อ) หรือจะเป็นโรงเรียนที่เตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพที่ไม่เน้นเทคนิคมาก ซึ่งเรียกว่า Realschule (รีอัลชูเล่อ) แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีบางโรงเรียนที่รวมทั้งสามอย่างนี้เข้าไว้ด้วยกัน ภาษาเยอรมัน เขาเรียกโรงเรียนแบบนี้ว่า Gesamtschule (เกซั๊มชูเล่อ)

อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ต้องอธิบายกันอีกยาวเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่าถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจ คุณผู้อ่านก็มี 2 ทางเลือก คือ  ติดตามชมสารคดี​โลก 360 องศาคืนวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.นี้ เวลา  21.15-22.00 น. ทางททบ.5 หรือว่าอีกทางเลือกหนึ่งก็ต้องรออ่านฉบับวันเสาร์หน้าก็ได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69