
มาเที่ยวไทย กลับไปแล้วสวย
ถ้าเพื่อนอยากสวย ให้ชวนมาเที่ยวเมืองไทย เพราะประเทศไทยเป็นที่ 1 ในอาเซียนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งการแพทย์ เสริมความงาม และสปา
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
ถ้าเพื่อนอยากสวย ให้ชวนมาเที่ยวเมืองไทย เพราะประเทศไทยเป็นที่ 1 ในอาเซียนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งการแพทย์ เสริมความงาม และสปา ซึ่งปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดันให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเสริมความงาม (Anti Aging & Aesthetic) ของโลก ควบคู่ไปกับการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว เรียกได้ว่ามาไทยครั้งเดียวได้สองต่อ ทั้งความสวยติดตัว และความสุขติดใจ
เมื่อพูดถึงการเสริมความงาม คนไทยจะคิดถึงเกาหลี ในขณะที่ชาติอื่นเขาคิดถึงประเทศไทยโดยเฉพาะชื่อเสียงด้านแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยี เครื่องมือ และราคาที่สมเหตุสมผล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะแยกเป็น 2 ด้านหลัก หนึ่ง เชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism คนที่มาใช้บริการจะเดินทางมารักษาตัวที่ประเทศไทยและใช้เวลาพักฟื้นตัวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ด้านที่สอง คือ เชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ประกอบด้วยการเสริมความงาม สปา การออกกำลังกาย หรือบริการใดๆ ที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น ทั้งสองด้านนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เรียกว่า Health & Wellness Tourism ซึ่งมีการโปรโมทในตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออก และอเมริกามานานแล้ว แต่ปีนี้จะรุกหนักโดยมีเป้าหมายสูงสุดให้ไทยเป็นจุดหมายของโลก
เดือน ก.ย. 2558 ททท.จะเชิญตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวด้านสุขภาพจากทั่วโลกมาทำความรู้จักกับสินค้าและบริการของไทย เพื่อสร้างความเชื่อถือและมั่นใจที่จะนำโปรแกรมทัวร์ไปเสนอขายแก่นักท่องเที่ยว โดยจะเน้นไปที่บริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและความงามที่ไทยมีชื่อเสียง
พญ.กนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช หรือหมอเกด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังและเลเซอร์ความงาม และผู้ก่อตั้งเคดี้ โกรว์ (Kediglow Dermatology & Aesthetic Lasers) คลินิกด้านผิวหนังและเลเซอร์ กล่าวถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาเสริมความงาม ว่า มีสัดส่วนเป็น 30-40% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด หรือประมาณ 20-30 ราย/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาที่คลินิกไม่เกิน 4 ชั่วโมง
“ตลาดชาวต่างชาติโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว” หมอเกด กล่าว หัตถการยอดนิยมคือการปรับรูปหน้า ฉีดฟิลเลอร์และยกกระชับใบหน้า ที่ล้วนแต่ทำเสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงและเห็นผลทันที ผู้ใช้บริการมีทั้งชาวออสเตรเลีย อเมริกา รัสเซีย ตะวันกลาง ในเอเชียก็มีอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม ลาว เมียนมา และจีน ซึ่งมีลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำมากถึง 60% โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาวลาวและสาวพม่าที่เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เธอยังกล่าวด้วยว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ที่คลินิกแค่ 1 วัน ส่วนวันที่เหลือพวกเขาจะไปเที่ยวในประเทศไทยซึ่งช่วยกระจายเงินไปยังส่วนอื่นๆ ด้วย
ด้านโรงพยาบาลยันฮี โรงพยาบาลด้านศัลยกรรมความงามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เผยสถิติปี 2557 ว่า มีลูกค้าต่างชาติที่เดินทางมาเสริมความงามประมาณ 1.1 หมื่นคน ประเทศที่เข้ามามากที่สุด 7 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน เมียนมา กัมพูชา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลี และการรักษายอดนิยม คือ เสริมหน้าอก ดูดไขมันและตัดไขมันหน้าท้อง ผ่าตัดแปลงเพศ (ทั้งจากชายเป็นหญิง และจากหญิงเป็นชาย) ดึงหน้า และทำจมูก
จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และมักเดินทางมาพร้อมครอบครัวหรือญาติมิตร รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจึงคิดเจาะจงได้ยากเพราะมันไปพ่วงกับการท่องเที่ยวอื่นๆ เรื่องนี้ ดร.พญ.ประภา วงศ์แพทย์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะกระจายรายได้ไปสู่ส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย หนึ่ง ที่พักอาศัย เมื่อผู้ใช้บริการได้รับการรักษาแล้วบางรายอาจต้องพักฟื้น ทำให้โรงแรมและรีสอร์ทกลายเป็นตัวเลือกหลักแทนโรงพยาบาล และผู้ติดตามก็ต้องใช้บริการด้านนี้ รวมถึงในที่พักส่วนใหญ่จะมีบริการสปาที่ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้
สอง ระบบขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นรถเช่า แท็กซี่ และรวมถึงสายการบินในประเทศ สาม ช็อปปิ้ง เรื่องนี้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตรงที่เมื่อรับบริการแล้ว นักท่องเที่ยวจะซื้อผลิตภัณฑ์กลับไปใช้ด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สปาที่ถือว่าเป็นของฝากยอดฮิตของเมืองไทย และสี่ ร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารในโรงแรมและร้านอาหารสุขภาพที่แน่นอนว่าต้องได้เงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แน่นอน
“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเหมือนเป็นหัวรถจักรให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ มีรายได้” ดร.พญ.ประภา กล่าว “ผู้ประกอบการในแวดวงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี ทั้งร้านอาหาร คลินิก หรือบริษัททัวร์ ดังนั้นเมื่อมีการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นที่รู้จักมากเท่าไร ธุรกิจเล็กๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่เดียวกันก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจุดขายอยู่ที่ความเป็นไทยซึ่งดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาสัมผัส”
สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทยก่อตั้งเมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อเป็นเวทีกลางให้ข้อมูลข่าวสารการบริการด้านสุขภาพ และเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ นอกจากนี้สมาคมฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมแอมแทรค (AMTRAC-Asian Medical Travel Council) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเอเชีย ได้แก่ อินเดีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยมีความเห็นชอบร่วมกันที่จะโปรโมทการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิก
ขณะนี้ประเทศไทยเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากมีข้อได้เปรียบในหลายด้าน เช่น คุณภาพของแพทย์ บริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล มีโรงพยาบาลและสถานประกอบการให้เลือกทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และข้อสำคัญ คือ ราคา เพราะเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกันถือว่าเป็นการบริการที่มีคุณภาพแต่ราคาถูกกว่า
เมื่อปี 2557 ททท.ได้จัดกิจกรรมเมกโอเวอร์ในประเทศไทย เปิดรับสมัครให้คนทั่วโลกเข้ามาร่วมกิจกรรม ซึ่งได้รับความสนใจมากจากประเทศอเมริกาและบราซิล เจ้าของโครงการคือ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกลุ่มสารสนเทศการตลาด ททท. เธอให้ข้อมูลว่าสืบเนื่องจากปีที่แล้วที่โครงการได้รับความสนใจจากทั่วโลก ปีนี้จึงมีกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้ชื่อ ไทยแลนด์เอ็กซ์ตรีมเมกโอเวอร์ ซีซั่น 2 พิเศษตรงที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ใบหน้าแต่จะเปลี่ยนทั้งตัว
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเฟ้นหาผู้เหมาะสม 3 คนที่จะได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยใช้เวลาทำกิจกรรมตลอดเดือน ส.ค. แต่ระยะเวลา 31 วัน ไม่ใช่แค่การเสริมความงามเพียงเท่านั้น ททท.จะพาไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย รวมถึงไปช็อปปิ้ง ทำสปา ตีกอล์ฟ และล่องเรือสุดหรูด้วย ผลการคัดเลือกจะประกาศในวันที่ 15 ก.ค.นี้
ฐาปนีย์ ยังให้ข้อมูลว่า ปีนี้มีผู้สมัครจากทั่วโลกจำนวน 1,950 คน ที่มากที่สุด คือ ชาวจีน สิงคโปร์ อเมริกา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ โดยใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/Thailandextremmakeover ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้าชมมากกว่า 4 ล้านวิว
สำหรับตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เธอ กล่าวว่า “ตลาดมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี คนใช้จ่ายเงินมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์” ในประเทศไทยมีโรงพยาบาลและสถานประกอบการด้านความงามจำนวนมาก เช่นที่เข้าร่วมโครงการกับ ททท.มีจำนวน 406 ราย และรายย่อยอีกมากมาย
นอกจากนี้ สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทยได้เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า จากสถิติมีนักท่องเที่ยวเข้ารับบริการด้านสุขภาพเกินกว่า 1 ล้านคน/ปี และสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งในอนาคตอันใกล้เมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถูกผลักดันให้เป็นจุดหมายของคนทั่วโลกก็จะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศ อีกนัยหนึ่งความก้าวหน้าทางการแพทย์ก็จะรุดหน้าตามดีมานด์ที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เสาะหาสถานที่ที่มีความงามและต้องการความสวยงามแบบสั่งได้กลับไป







