posttoday

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

22 มิถุนายน 2558

ข่าวคดีอุกฉกรรจ์ที่ก่อขึ้นโดยเยาวชนเป็นความสะเทือนและหดหู่ใจมากกว่าปกติ เพราะเท่ากับการหมดสิ้นอนาคตที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมปกติได้ยากยิ่งนัก

โดย...พริบพันดาว

ข่าวคดีอุกฉกรรจ์ที่ก่อขึ้นโดยเยาวชนเป็นความสะเทือนและหดหู่ใจมากกว่าปกติ เพราะเท่ากับการหมดสิ้นอนาคตที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมปกติได้ยากยิ่งนัก

ปัจจุบันเด็กและเยาวชนที่ก่อคดีเกินกว่าความเป็นเด็ก ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรรมนับวันจะเพิ่มขึ้น และลักษณะการก่อเหตุก็มีความรุนแรงขึ้น อาทิ การประทุษร้ายร่างกายจนถึงชีวิตระหว่างนักเรียนต่างสถาบัน การฆาตกรรมบุพการี การใช้กำลังประทุษร้ายผู้สูงอายุ ยังไม่รวมการใช้อาวุธปืนยิงกันบนรถประจำทางจนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ฯลฯ ซึ่งในขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาก็มีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นด้วย

เด็กและเยาวชนกลายเป็นกลุ่มที่นิยมการใช้ความรุนแรง และกำลังเป็นสิ่งที่น่าวิตกสำหรับสังคมไทย วิธีการแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กระบวนการแก้ไขเด็กแต่ละคนต้องใช้เวลาและบุคลากรมากมาย เพราะหากเป็นพฤติกรรมที่โหดร้ายเกินวัยก็จะต้องใช้ปัจจัยแก้ไขทั้งสภาพจิต ครอบครัว สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม ควรได้รับการบำบัดฟื้นฟูที่จุดใด

ในปี 2555 ประเทศไทยยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้พิการทางสมอง/สติปัญญา และห้ามบังคับใช้โทษดังกล่าวกับหญิงขณะมีครรภ์ นอกจากนี้ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีที่มีโทษประหารชีวิตสิทธิจะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ด้วยการยอมรับภาคีพิธีสารเลือกรับของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)

มาตรวจสอบดูว่าผ่านไป 3 ปี กับการยกเลิกโทษประหารเด็กและเยาวชน คนรุ่นใหม่ในสังคมไทยเดินสู่ความดำมืดลดน้อยลงหรือไม่?

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

ไม่มีความตายในนักโทษเยาวชนไทย

การกระทำผิดของเด็กและเยาวชน (Juvenile Delinquency) ตามตำราวิชาอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม เช่น การกระทำผิดของผู้ใหญ่ และไม่เรียกเด็กและเยาวชนว่า อาชญากร ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชน นั่นคือ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เอมอร เสียงใหญ่ บอกว่า มีการยกเลิกโทษประหารในเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ว่าจะก่อคดีอาชญากรรมขั้นอุกฉกรรจ์แค่ไหนก็ตามมาประมาณ 3 ปีแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับภาคีพิธีสารเลือกรับของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ไทยทำไว้ แต่ยังไม่ได้ผลสรุปว่ามีผลแค่ไหนที่จะป้องปรามยุติความรุนแรงในการก่อคดีของเยาวชน

“เปรียบเทียบลำบากกับตอนมีโทษประหารและยกเลิกไปสำหรับนักโทษเยาวชน เพราะตอนที่ผู้กระทำผิดได้ก่อเหตุนั้นจะไม่คำนึงถึงโทษที่จะได้รับ และส่วนมากจะคิดว่าหนีรอดไม่ถูกจับกุม แต่คดีส่วนมากของไทยที่เกิดกับเยาวชนเกินครึ่งหนึ่งจะเป็นคดียาเสพติด เพราะฉะนั้นจะมีโทษประหารหรือไม่มี ดูจะไม่มีผลต่อการก่อคดีของเยาวชน ถ้าจะให้ได้ผลถึงคดีที่ลดลงสำหรับเด็กในคดีอุกฉกรรจ์ ต้องมีการลงโทษที่รุนแรงและรวดเร็ว แต่ในกระบวนการยุติธรรมนั้นทำไม่ได้”

สำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาจกระทำไปเพราะขาดความสำนึกเท่าผู้ใหญ่ การนับอายุเด็กและเยาวชนกฎหมายกำหนดให้นับในวันที่การกระทำผิดได้เกิดขึ้น อายุขั้นต่ำที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือ เกินกว่า 10 ปี ถ้ายังไม่เกิน 10 ปี ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่จะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

 

อายุขั้นสูงที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน คือ ยังไม่ถึง 18 ปี และหากครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้วในวันกระทำความผิด ต้องถูกดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาในความผิดเล็กน้อยที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี และผู้อำนวยการสถานพินิจฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง อาจได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา

ในความผิดที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน โทษดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกไม่เกิน 50 ปี ดังนั้นจึงไม่มีการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแก่เด็กหรือเยาวชนผู้ที่อายุเกิน 10 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี กฎหมายกำหนดว่าไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลอาจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน คุมประพฤติ หรือฝึกอบรม

ส่วนผู้ที่อายุเกิน 15 ปี ศาลอาจลงโทษหรือจะเปลี่ยนโทษมาใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนก็ได้ ระยะเวลาฝึกอบรมที่ศาลกำหนดจะมีขั้นต่ำและขั้นสูง ซึ่งอาจปล่อยเมื่อครบขั้นต่ำหรือเมื่อครบขั้นสูงก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเด็กหรือเยาวชนที่รับการฝึกอบรม รวมทั้งอาจปล่อยก่อนระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้หากมีเหตุอันสมควร

สำหรับศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน คือ ศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเอมอร บอกว่า ได้เปิดการดำเนินการครบทุกจังหวัดแล้ว ระหว่างสอบสวนหรือการพิจารณาคดี เด็กและเยาวชนอาจได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรือถูกควบคุมตัวในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และหากศาลพิพากษาให้รับการฝึกอบรมก็จะได้รับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

ภาพเยาวชนต้องโทษประหารในสหรัฐ

จากหนังสือ “กล้าฝันเพื่อมนุษยชาติ” (Imagine All the People) ว่าด้วยเรื่องเงิน การเมือง และชีวิตที่ควรจะเป็น ซึ่ง เฟเบียน โอเอกิ สัมภาษณ์ ดาไล ลามะ มาเรียบเรียง และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดย วิศิษฐ์ วังวิญญู กับ ณัฐฬส วังวิญญู ซึ่ง ดาไล ลามะ ได้กล่าวถึงประเด็นเยาวชนกับการก่ออาชญากรรมไว้น่าสนใจมากว่า

“...ถ้าหากคนหนุ่มสาวประกอบอาชญากรรม เพราะชีวิตของพวกเขาขาดความรักใคร่ ความเกลียดชังที่เพิ่มเข้ามาก็คงจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ถ้าหากมีอาชญากรเยาว์วัยที่เราแน่ใจว่าจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะโดยวิถีทางแห่งจิตวิญญาณ สมาธิ หรือวิธีอื่นใดก็ตาม และโดยที่เราแน่ใจจริงๆ ว่า ถ้าเขาหรือเธอยังคงมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องฆ่าคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก ในกรณีนี้เราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องโทษประหาร แต่กระนั้นฉันก็ยังไม่เชื่อว่าโทษประหารจะช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้ คงจะต้องมีหนทางและวิธีการอื่นๆ ที่ดีกว่า ฉันคิดว่าคุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทัศนคติสาธารณชนต่อคนคุกจะต้องเปลี่ยนไป ควรจะต้องเป็นไปในทางบวกกว่าเดิม อย่างน้อยก็ไม่ควรปฏิเสธหรือกีดกันคนคุกหรือคนเคยติดคุก

แน่นอน ถ้าโทษของเยาวชนนั้นเป็นโทษเบาที่เยียวยาแก้ไขได้ และถ้าหากว่าการเอาเขาไปใส่คุกจะเป็นการทำลายความหวังทั้งมวลที่จะนำเขากลับคืนสู่สังคม ก็น่าจะเป็นการดีกว่าแน่นอนถ้าจะจัดให้เขาทำงานบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม”

ในแนวทางเดียวกัน ไม่จำเพาะเด็กและเยาวชน ความพยายามที่จะยกเลิกโทษประหารในประเทศไทยและทั่วโลกขององค์การนิรโทษกรรมสากลก็ยังเป็นไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง คัดค้านการใช้โทษประหารชีวิตในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำจะมีสถานะหรือบุคลิกแบบใด และไม่ว่ารัฐจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใดก็ตาม โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

 

โทชิ คาซามะ ช่างภาพมืออาชีพชาวญี่ปุ่น ได้แสดงภาพถ่ายของเขาพร้อมกับปาฐกถาเกี่ยวกับเยาวชนที่รอรับโทษประหารชีวิตในชื่อ “เยาวชนแดนประหาร” นับเป็นเวลานานกว่า 8 ปี ที่เขาได้ใส่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจลงบนภาพถ่ายเยาวชนที่ถูกลงโทษให้ตาย ภาพนั้นมีความเรียบง่ายอย่างที่สุด เป็นภาพขาวดำไม่มีการโพสท่า

“ผมอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก มีลูก 3 คน อยากทำให้สังคมดีขึ้นกว่านี้ เพื่อให้ลูกๆ ได้เติบโตในที่ซึ่งดีกว่าที่เป็นอยู่ มีเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นมากมายในสังคม ทั้งการฆาตกรรมและยาเสพติด ในฐานะที่เป็นคนในสังคมก็พยายามหาทางออก แต่ทางออกด้วยรูปแบบการฆ่าหรือประหารชีวิตในนามของความยุติธรรม ผมว่าคงไม่ใช่”

โทชิทุ่มเทให้กับงานศิลปะภาพถ่ายของเขาอย่างมาก เพื่อรวบรวมภาพถ่ายสำหรับ “เยาวชนที่รอรับโทษประหาร : การสำรวจเชิงสารคดี” เขาเข้าหานักโทษประหารทีละคน ไม่เพียงแต่ทำความรู้จักกับครอบครัวของพวกเขา แต่ยังทำความรู้จักกับครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย และเจ้าหน้าที่เรือนจำอีกด้วย อธิบายว่า พวกเขาเป็น “มนุษย์ที่มีค่า” จากนั้นเขาได้ไปเยี่ยมสถานที่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหลายๆ มหาวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชมเกี่ยวกับความจริงของโทษประหารชีวิต และได้ยกตัวอย่างกรณีของนักโทษเยาวชนที่ชื่อ ไมเคิล ที่ได้รับโทษประหารชีวิตในรัฐอลาบามา

“เขาเป็นนักโทษประหารอายุ 16 ปี เมื่อเขามายืนต่อหน้าผม ทำเอาผมช็อกไปเลย เขาถูกตัดสินว่าก่อคดีฆาตกรรม แต่หน้าตาเขาไม่เหมือนฆาตกร ผมเข้าไปกอดและจับมือเขา นักโทษเยาวชนคนนั้นตอบผมว่า ‘ผมเป็นคนเลวที่ต้องติดคุก’ และเขาก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศในคุกด้วย เพราะอายุขนาดนี้ต้องตกเป็นเป้าอย่างสมบูรณ์ เขาบอกว่ากลัว 1 ชั่วโมง ที่ได้รับอนุญาตให้อาบน้ำและออกกำลังกายในแต่ละวัน มันน่ากลัวมาก เพราะเป็นเวลาที่ต้องออกไปพบนักโทษคนอื่นๆ”

ระบบราชทัณฑ์ไม่ได้สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนักโทษเวลาอยู่ในคุก ไมเคิลมีไอคิวแค่ 69 พ่อแม่ติดยา เขาอาศัยอยู่กับปู่ย่า และถูกจับกุมด้วยข้อหาฆาตกรรม 2 คดี ฆ่าข่มขืนและเผาหญิงชราวัย 76 ปี และฆ่าหั่นศพหญิงชราวัย 70 ปี โทชิ บอกว่า ไมเคิลถูกตัดสินประหารชีวิต

3 ปีผ่านไป ปิดพรมแดนความตาย นักโทษเยาวชน

“ตำรวจน่าจะหาผู้ร้ายตัวจริง แทนที่จะจับเด็กทึ่มมาเป็นเหยื่อ อัยการก็ไม่ได้ค้นหาความจริง เพียงอยากเอาชนะคดีเพื่อการเลื่อนตำแหน่งด้วยการเอาหลักฐานที่ดีที่สุดไปเก็บไว้ เมื่อทุกอย่างไปถึงศาลสื่อมวลชนก็วาดภาพให้ไมเคิลเป็นปีศาจไปเสียแล้ว ในที่สุดก็ถูกพิพากษาประหารชีวิต”

อีกนักโทษเยาวชนในแดนประหารที่เศร้ายิ่งกว่า ก็คือ โรเจอร์ ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งถูกตำรวจหญิงที่มายิงตำรวจชายคู่ปรับและครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนามที่เป็นเจ้าของร้าน เธอเรียกโรเจอร์ที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นมาช่วยถือปืนที่ฆ่าหมู่ด้ามนั้น

“โรเจอร์ถูกตัดสินประหารชีวิต เพียงเพราะบทบัญญัติทางกฎหมายของรัฐนี้ คนที่รู้เห็นและมีส่วนร่วมแม้ไม่ใช่ฆาตกรก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน เขาจึงถูกพิพากษาประหารชีวิต”

สิ่งสำคัญที่ทำให้โทชิคัดค้านโทษประหารชีวิต คือ ความเชื่อของเขาที่ว่า โทษประหารชีวิตนั้นมีความไม่เป็นธรรมเป็นพื้นฐาน เพราะถ้าเป็นคนยากจนในประเทศ ชีวิตของคุณแทบไม่มีราคา ไม่มีเงินจ้างทนายความดีๆ แต่ถ้าหากคุณร่ำรวย คุณจะไม่ได้รับพิพากษาให้ตาย ยิ่งถ้าคุณเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยากจน ชีวิตของคุณด้อยราคาลงอีก

“ผมสอนลูกๆ ของผมว่า จงเกลียดชังความรุนแรงและอาชญากรรม แต่จงอย่าเกลียดอาชญากรที่ก่อเหตุ เพราะจะทำให้มีจิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท ผมสามารถพูดอย่างนี้ได้ เพราะได้เห็นเหยื่อและบรรดาญาติๆ ของเหยื่อที่ข้ามพ้นจุดนี้ไปได้ ไม่ติดอยู่กับวังวนของความอาฆาตพยาบาท แน่นอนหลังจากเกิดเหตุอาชญากรรม ครอบครัวของเหยื่อและคนรอบข้างจะโกรธและอาฆาตแค้น แต่อย่าลืมว่าทุกคนต้องใช้ชีวิตต่อไป หากอยู่กับความโกรธเกลียดชังก็ไม่สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้”

โทชิ บอกว่า ญาติของผู้ถูกกระทำต้องการให้อาชญากรถูกประหารชีวิต เพราะคิดว่าเป็นความยุติธรรมและเฉลิมฉลอง แต่การส่งคนไปประหารชีวิต ไม่สามารถช่วยชีวิตเหยื่อให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่การประหารชีวิตคือพิธีกรรมที่ฆ่าคนในนามของความยุติธรรม และมองว่าเป็นการล้างแค้นแทนเหยื่อ เราไม่ควรสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยศพและการฆ่า

เขาจึงออกมารณรงค์ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไม่จำเพาะแต่เยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปี แต่เป็นนักโทษทั้งหมด ด้วยความเชื่อที่ว่า การลงโทษอย่างเดียวไม่ช่วยให้การก่อคดีอาชญากรรมลดลง แต่ควรเน้นไปที่การป้องปรามและกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสตรวจสอบได้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ดันงบ 152 ล้านเหรียญ หวังฟื้นเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง