
ความเข้าใจเริ่มต้นที่ครอบครัว
โดย...ธวัชชัย ดีพัฒนา บรรณาธิการ นิตยสารแอตติจูด
โดย...ธวัชชัย ดีพัฒนา บรรณาธิการ นิตยสารแอตติจูด
เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 เพิ่งจบไปหมาดๆ ในฐานะผู้จัดงานเทศกาลนี้ ทำให้มีโอกาสชมภาพยนตร์เกือบทุกเรื่อง ผมสังเกตว่าภาพยนตร์ LGBT ยุคนี้มีข้อแตกต่างจากอดีตมากทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นการนำเสนอที่ไม่ได้วนเวียนอยู่กับเรื่องตัวตน (Self) อัตลักษณ์ทางเพศ (Identity) และ การเปิดตัวต่อสาธารณะ (Coming Out) อีกทั้งพฤติกรรมของตัวละครก็ไม่ได้มาแสดงอาการสาวแตกแหกทุกโค้งเหมือนที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งอันนี้เป็นข้อดีที่น่าจะช่วยลบภาพภาพยนตร์เกย์แบบเก่าไปได้มาก นอกจากประเด็นการนำเสนอภาพของตัวละครที่ไม่วนเวียนซ้ำซากแล้ว หลายเรื่องยังนำเสนอแง่มุมใหม่ๆ ที่หากคนทั่วไปได้มีโอกาสได้ชมจะประทับใจมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่ผมอยากจะเอ่ยมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่คุณอาจเรียกว่าปัญหาระดับจุลภาค แต่ก็มีอานุภาพทำให้คนทั่วไปและเกย์มีปัญหาชีวิตระดับรุนแรงได้เลยทีเดียว "ครอบครัว" คือคำตอบนั้น ทำไมถึงต้องกล่าวเช่นนี้ ถึงท่านผู้อ่านจะไม่เป็นเกย์ แต่ถ้าลองพื้นฐานครอบครัวคุณมีปัญหาที่เป็นปมในใจมาแต่เด็ก เมื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่คุณก็จะมีปัญหาชีวิตลึกๆ ฝังอยู่ในใจคุณนั่นแหละ (แต่คุณจะยอมรับหรือไม่ คนเดียวที่ตอบได้คือคุณ) ฉะนั้น การเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง จะดีจะชั่ว ครอบครัวมีผลส่งแรงขับเคลื่อนให้ปรากฏแทบทั้งนั้น ในเทศกาลครั้งนี้มีภาพยนตร์ 3 เรื่องที่พูดถึงครอบครัวในแง่มุมที่หลากหลายจนต้องขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟังสักหน่อย
ผมประทับใจสารคดีเรื่อง Finding Phong จากเวียดนามมากเป็นพิเศษ เล่าเรื่องราว "ฟ็อง" สาวประเภทสองที่เพิ่งค้นพบตัวเองในวัยที่ใกล้เลข 3 เธอค้นพบว่าเพศสภาพโดยกำเนิดของเธอ (ชาย) นั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา เธอจึงมีความมุ่งมั่นที่จะแปลงเพศให้ได้สักวันหนึ่ง นอกจากเธอจะทำการสำรวจตรวจค้นว่ากระบวนการแปลงเพศต้องทำอย่างไรบ้างแล้ว เธอยังปรึกษาจิตแพทย์ ปรึกษาเพื่อนสาวที่เคยแปลงเพศมาก่อนว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร รวมทั้งปรึกษาครอบครัวเธอ คนเป็นแม่นั้นค่อนข้างจะมีปฏิกิริยาที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็บ่นไปตามประสา สุดท้ายก็ยอมให้ลูกแปลงเพศด้วยเหตุผลว่า "ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ทำเถอะ" แต่กลายเป็นพ่อเสียอีกที่นอกจากจะสนับสนุนแล้ว ยังมีคำพูดที่น่าจะทับใจว่า "ไม่ว่าเขาจะเป็นเพศไหน เขาก็เป็นลูกผม" ประโยคนี้ทำเอาผู้ชมน้ำตาแตกไปตามๆ กัน และที่น่าประทับใจไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือคนพาฟ็องมาแปลงเพศที่ประเทศไทยเป็นพี่ชายและพี่สาวของเธอนั่นเอง
เช่นเดียวกับ My Fair Wedding สารคดีจากเกาหลีใต้ เล่าถึงการจัดงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันคู่แรกของเกาหลี ที่ไม่ง่ายนะที่จะทำสำเร็จ เพราะสังคมเกาหลีนั้นไม่เปิดรับเรื่องพวกนี้เอาเสียเลย ถามว่าเกาหลีไม่มีเกย์ ใช่หรือไม่ ผิดครับ เกาหลีมีเกย์เยอะมาก แต่พวกเขาต้องยืนหลบๆ ซ่อนๆ ในที่เฉพาะของตัวเอง จะมาเปิดตัวมากแบบในไทยอาจจะโดนกระทืบได้ง่ายๆ ทั้งข้อจำกัดทางสังคมวัฒนธรรมดั้งเดิม ตลอดจนกรอบแบบคริสเตียนเคร่งศาสนาก็ทำให้เกย์เกาหลีอึดอัด ครั้นพอมีผู้รักเพศเดียวกันหาญกล้าจะจัดงานแต่งงานในที่สาธารณะกลางกรุงโซล คุณคิดว่ามันง่ายหรือไม่ล่ะ แม้องค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมกันทางเพศในเกาหลีจะออกมาสนับสนุนงานนี้อย่างเต็มที่ แต่การจัดงานก็เต็มไปด้วยอุปสรรค ยิ่งวันที่มีงานพิธีด้วยแล้ว อย่าให้บอกเลยครับว่ามีคนออกมาต่อต้านมากแค่ไหน
แต่ใครจะออกมาต้าน ออกมาค้านก็ช่าง(หัว)เขาเถอะ เพราะคนแค่คนสองคนที่สนับสนุนกลับทำให้งานทรงคุณค่าได้มาก คนคนนั้นก็คือพ่อแม่ของคู่แต่งงานคู่นั้นแหละ ไม่ต้องใช้บาทหลวงมาเป็นสักขีพยาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก แค่ให้แม่มากล่าวอวยพรก็ทำให้ "เดฟ คิม" และ "โจควาน-ซู" คู่แต่งงานและแขกเหรื่อรอบนอกตบมือกันเกลียวแล้ว นับเป็นความหาญกล้าของคู่รักชาย-ชายเกาหลีคู่นี้ยิ่งนัก
แต่ในขณะที่สารคดีจากเกาหลีใต้และเวียดนาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นสังคมที่คร่ำครึและไม่เปิดกว้างเรื่องเกย์มากนัก (อันนี้เน้นระดับครอบครัวนะครับ อย่าหลงเอาภาพที่เราเห็นมาเป็นข้อสรุป) ประเทศที่ดูน่าจะก้าวไกลกว่าอย่างฟิลิปปินส์กลับนำเสนอประเด็นที่ตรงกันข้าม (แม้ตัวหนังจริงๆ จะมีฉากเซ็กซ์ที่ล้ำไปกว่าทุกประเทศในเออีซีก็ตาม)
ภาพยนตร์เรื่อง The Commitment (Kasal) คือเรื่องที่ผมจะพูดถึง ตัวหนังพูดถึง "เชอร์วิน" และ "เปาโล" คู่รักที่มีอาชีพต่างกันสุดขั้ว เชอร์วินเป็นทนายอนาคตไกลที่มักจะได้รับเคสการหย่าร้างของคู่รักอยู่เป็นประจำ เขาโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เคร่งศาสนาและยึดมั่นในคำสอนของพระเจ้าว่าการแต่งงาน เป็นเรื่องระหว่างชายและหญิงเท่านั้น ส่วนเปาโลเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่แม้จะไม่มีการกล่าวถึงพื้นฐานครอบครัว แต่ความมั่นใจสไตล์ผู้กำกับภาพยนตร์ก็พอเดาได้ว่าเขาไม่แคร์กับสิ่งเหล่านี้หรอกนะ ศาสนงศาสนาอะไรเนี่ย เปาโลอยู่กับเชอร์วินมา 3 ปี และมันก็ถึงจุดที่เขาขอเชอร์วินแต่งงาน แต่เรื่องมันไม่ง่าย เพราะเชอร์วินต้องพาเปาโลไปงานแต่งงานน้องสาวที่บ้านนอกกรุงมะนิลา และถือโอกาสพบครอบครัวเพื่อหยั่งเสียงไปในตัว แต่ทุกอย่างต้องจบลงทันที เมื่อแม่และคุณตากระทำการบางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองขาดสะบั้น
ดูๆ ไป ภาพยนตร์ไทยที่เราเลือกนำมาฉายเปิดเทศกาลอย่าง พี่ชาย My Hero นั้น ยังเป็นภาพยนตร์โพสต์เกย์ที่ดีกว่ามาก เพราะ "อั้ม" กับ "จ๋าย" เป็นคู่รักเกย์ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนทราบว่าทั้งคู่เป็นเกย์และเป็นแฟนกัน ไม่มีปฏิกิริยาจากบุคคลแวดล้อมที่แสดงอาการรังเกียจ แต่สิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญก็คือปัญหาทั่วไปที่ชายไทยทุกคนต้องเจอ นั่นก็คือการเกณฑ์ทหาร ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะเข้ากลางเดือนหน้า และเป็นภาพยนตร์ที่เกย์ไทยควรชมเป็นอย่างยิ่ง







