
สายแข็งต้องมา เส้นทางกิ๋น ณ ลับแล
ทริปนี้ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ขอแค่ฟิตขากับพุงมาก็พอ
โดย...กาญจน์ อายุ
ทริปนี้ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ขอแค่ฟิตขากับพุงมาก็พอ
เมืองลับแล เป็นอำเภอเล็กๆ ใน จ.อุตรดิตถ์ ตำนานของเมืองนี้มีมากมาย บ้างก็ว่าเป็นเมืองแม่ม่าย ห้ามพูดโกหก แต่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เชื่อว่าแต่เดิมเคยเป็นสถานที่หลบภัยของชาวแพร่และน่าน เนื่องจากพื้นที่เป็นป่าทึบ มีภูเขาสลับกับที่ต่ำซึ่งหากใครไม่ชำนาญจะหลงทางได้ง่ายๆ อีกกระแสหนึ่งเชื่อว่า คนลับแลแต่เดิมคือคนเชียงแสนที่เดินลงมาทางช่องเขาพลึงเพราะปัจจุบันยังมีหมู่บ้านเชียงแสนอยู่ในลับแล นอกจากนี้ชาวลับแลยังภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ คือเป็นภาษาล้านนา ห้วนสั้นใกล้เคียงกับสำเนียงทางแพร่ น่าน และออกกลิ่นสุโขทัยนิดๆ คำส่วนมากจะออกเสียงจัตวา เช่น กิ๋น (กิน) ตั๋ง (เงิน) เตี๋ยง (เตียงนอน) เป็นต้น
ทว่า ทุกวันนี้เมืองลับแลไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ทำให้คนต่างถิ่นหลงได้เช่นเดิม
เมืองจักรยาน
ชาวลับแลนำเทรนด์จักรยานมาตั้งแต่ปี 2555 เมื่อเทศบาลตำบลศรีพนมมาศแจกรถจักรยานฟรีให้ชาวบ้านหลายร้อยคัน เป็นจักรยานสีเขียว-เหลือง (สีประจำจังหวัด) มีป้ายทะเบียนที่ย่อมาจากชื่อชุมชนและเลขที่บ้าน เช่น เมืองลับแล ยน 556 หมายความว่า จักรยานคันนี้เป็นของบ้านเลขที่ 556 ชุมชนยางกะไดเหนือ ซึ่งมีสัญญากันว่า ชาวบ้านจะต้องปั่นจักรยานหากไปทำธุระในเขตเทศบาล ห้ามขายต่อหรือมอบให้คนอื่น และห้ามดัดแปลงหรือเปลี่ยนสี ภายในเมืองยังมีป้ายบอกทางให้รถยนต์ได้ระวัง และมีกิจกรรมปั่นเที่ยวลับแล ทำให้จักรยานกลายเป็นยานพาหนะของชาวบ้านแทนที่มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ไปได้มาก
ในวาระปัจจุบัน นายอำเภอลับแล ธาตรี บุญมาก ก็ได้สานต่อนโยบายจักรยานโดยในอนาคตอันใกล้จะมีเลนจักรยานทั่วอำเภอ โดยจะเริ่มที่ ต.ศรีพนมมาศ ก่อน ซึ่งนักปั่นสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยัง อ.เมือง ได้ ห่างกันเพียง 8 กม.
ปั่นเนิบเนิบ กินแบบสายแข็ง
ไม่เพียงภาครัฐเท่านั้นที่สนับสนุนเรื่องจักรยาน ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ที่ดูแลพื้นที่แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ก็สนับสนุนเรื่องนี้โดยได้ทำกิจกรรม “ปั่นเนิบเนิบ @ แพร่ น่าน อุตรดิตถ์” ให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้-30 ส.ค. 2558 (เสียดายที่คนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมไม่ได้)
อย่าง อ.ลับแล ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม ททท. จัด 2 เส้นทาง ได้แก่ ปั่นซอกแซก เลาะลับแล เป็นเส้นทางจักรยานที่ปั่นสบาย ชมเมืองเก่า และชิมอาหารอร่อย เส้นทางที่ 2 คือ กินลมชมวิว ณ ลับแล เป็นเส้นทางผ่านทุ่งนาจากพิพิธภัณฑ์ลับแลไปวัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง แต่สำหรับคนสายแข็ง เน้นแต่เรื่องกินก็สามารถมาร์คจุดที่ต้องการและสร้างเส้นทางใหม่ของตัวเองได้เลย อย่างที่บอกไปตอนต้นว่างานนี้เตรียมแต่ขาและพุงว่างๆ มา เพราะจักรยาน แผนที่ และข้อมูลท่องเที่ยวต่างๆ สามารถไปหยิบยืมฟรีๆ ได้ที่พิพิธภัณฑ์ลับแล
จุดเริ่มต้นก็เริ่มและจบที่พิพิธภัณฑ์ หากเริ่มปั้นสาย แนะนำให้กลับมาชมพิพิธภัณฑ์ตอนหลัง เพราะถ้าเช่นนั้นจะถูกแดดเล่นงานเสียจนทานอาหารไม่อร่อย จุดหมายแรกสมควรอย่างยิ่งที่จะไปประลองยุทธ์ที่ ถนนคนกิน หรือถนนราษฎร์อุทิศ มีร้านอาหารมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยวหมู เนื้อวัว ไก่ตุ๋น เย็นตาโฟ ขนมจีนน้ำเงี้ยว หมูปิ้ง ของทอดนานาชนิด และอาหารท้องถิ่น เช่น ลอดช่องเค็ม ข้าวแคบ หมี่พัน และข้าวพันผัก จากนั้นค่อยลงรายละเอียดไปที่ร้านเด็ดของแต่ละเมนู
หนึ่ง ข้าวแคบพี่สาว ร้านเล็กๆ บนถนนข้าวแคบที่ผลิตขายแทบไม่ทัน อธิบายเป็นข้อมูลว่า ข้าวแคบไม่ใช่ข้าวลักษณะแคบๆ แต่มันทำมาจากข้าวเจ้านำไปแช่น้ำแล้วนำไปหมักไว้จนมีรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปปรุงรสตามอัธยาศัยทั้งรสเค็ม หวาน พริก ต้มยำ งา หรือผสมใบเตย จากนั้นนำไปนึ่งเป็นแผ่นกลมบนเตา (คล้ายทำข้าวเกรียบปากหม้อ) และนำไปตากบนหญ้าคาไว้ 1 แดด ตัวแป้งจะเหนียว แข็ง นำไปเป็นของทานเล่นหรือนำไปแช่น้ำแล้วพันไส้ผักเหมือนแหนมเนืองก็ได้ จุดนี้จะเจอกับพี่สาวที่ชักชวนให้ทำข้าวแคบด้วยตัวเอง หรือจะซื้อข้าวแคบกลับเป็นของฝากก็อุดหนุนพี่สาวได้ แกให้ชิมจนอิ่มก่อนซื้อแน่นอน
สอง ร้านก๋วยเตี๋ยวรักไอติม ถ้าอิ่มจากข้าวแคบพี่สาวมาแล้ว ขอให้ลองไอศกรีมมะพร้าวเจ้านี้ รสหอมอ่อนของมะพร้าวน้ำหอม เนื้อเนียนละมุนลิ้น และความเย็นที่ซึมไปทั่วร่างกาย ช่วยชาร์จพลังจากอาการเสียเหงื่อได้เป็นอย่างดี
สาม ร้านข้าวพันผักอินดี้ หรือร้านข้าวพักผักป้าตอ เมื่อทายาทรุ่นลูกมาสานต่อกิจการทำให้ร้านเก่าแก่แห่งนี้กลายเป็นร้านเก๋ที่วัยรุ่นมักมารวมตัว ข้าวพักผักก็คือข้าวแคบพันผัก มีไส้ให้เลือกมากมายที่น่าสนใจคือ เมนูอินดี้ เช่น ข้าวพันผักหมูแดง ข้าวพันผักเนื้อเปื่อย ข้าวพันผักเย็นตาโฟ หรือจะเมนูคลาสสิกอย่างข้าวพันผักใส่ไข่ หรือข้าวพันผักธรรมดาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาวกอาหารคลีน เพราะเมนูนี้ไร้น้ำมันและอุดมไปด้วยผักนึ่ง ราคาเริ่มต้นที่ 20 บาท แต่ถ้าเมนูไข่ม้วนเริ่มที่ 5 บาทเท่านั้น
สี่ ร้านป้าหว่าง หมี่พัน หมี่พันป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวลับแล และป้าหว่างก็เป็นที่รู้จักของคนที่นี่ เมนูนี้ยังหนีไม่พ้นข้าวแคบ เมื่อปรุงรสหมี่ขาวเสร็จแล้วจะใส่ลงแผ่นข้าวแคบและม้วนเป็นเปาะเปี๊ยะแต่ไม่ต้องนำไปทอด อีกเมนูคือหมี่คลุก คือไม่ต้องใช้ข้าวแคบม้วนแต่ใส่ใบตองพร้อมทานได้เลย สนนราคาอยู่ที่ห่อละ 10 บาท ถ้าเป็นหมี่พันขายอันละ 2 บาท
4 ร้านเด็ดแห่งลับแลน่าจะจุใจสายแข็งเพราะทุกเมนูมีส่วนผสมของแป้งแม้ว่าจะไส้ผักแต่ก็อยู่ท้อง แต่หากยังไม่ฟินขอให้ไปตบของหวาน โดยปั่นไปที่ถนนคนกินแล้วลอง ลอดช่องเค็ม เส้นลอดช่องทำจากแป้งปกติ แต่ที่แปลกเพราะใส่ปลาป่น กุ้งแห้งป่น ถั่วงอก เหยาะน้ำปลา บีบมะนาว โรยผักชี เติมพริกป่น ทานเป็นอาหารคาวหรือเมนูฟินาเลก็ดี สำหรับผลไม้ต้องลอง ทุเรียนหลงลับแล เป็นผลไม้ท้องถิ่นที่ปลูกเฉพาะบนภูเขาลับแลเท่านั้น
หน้านี้ (มิ.ย.) หลงลับแลกำลังให้ผลแต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีไม่พอตามความต้องการของตลาด ทำให้ราคาสูงลิ่ว ขนาดซื้อที่ลับแลยังราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท แต่เมื่อมาถึงที่แล้วไม่อยากให้พลาด เพราะรสชาติของมันอร่อยเลิศจนคอทุเรียนโหยหา กลิ่นไม่แรง เนื้อเนียน ไม่เหม็น หอมอ่อน และเม็ดเล็ก หากยังไม่หนำใจให้ตามหา หลินลับแล ทุเรียนรุ่นน้องที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของทุเรียนผามูบ 1 ผู้ให้กำเนิดคือ นายหลิน ปันลาด นำมาปลูกเป็นคนแรกที่ลับแล และกลายเป็นทุเรียนรสเลิศไม่แพ้หลงฯ ทว่ามีราคาแพงกว่าเพราะชาวสวนปลูกกันน้อย
นอกจากนี้ ใครที่ไม่ปลื้มทุเรียน ให้หันไปหาลางสาดและลองกอง ลางสาดลับแล ปลูกมากที่ ต.แม่พูล ฝายหลวง และนานกกก ออกผลช่วง ส.ค.-ต.ค. แต่รสชาติจะหวาดจัดช่วง ก.ย.-ต.ค. แฟนคลับลางสาดต้องไม่พลาดซึ่งทุกปีทางจังหวัดจะมีการจัดงานลางสาดลองกองหวานช่วงเดือน ก.ย.
เมื่อสายแข็งตระเวนกินจนท้องแน่นและรู้สึกว่าแสงแดดยามบ่ายมันทำร้ายผิวมากเกินไป ให้กลับมาคืนจักรยานที่พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล และเดินย่อยชมพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย 3 หลัง เป็นบ้านเรือนไทยใต้ถุนสูง จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวบ้านในอดีตที่มีอาชีพทำนาและทอผ้าตีนจก แสดงนิทรรศการความเป็นมาของเมืองลับแล และทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านพระศรีพนมมาศ อดีตนายอำเภอเมืองลับแลในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้พัฒนาเมืองลับแลให้มีผังเมือง และส่งเสริมการเกษตร
นอกจากนี้ แผนที่ปั่นจักรยานที่นักท่องเที่ยวได้รับจะมีการสะสมตราประทับจากร้านต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ทางร้านจะมีตัวปั๊มให้ประทับตราลงในแผนที่ หากใครสะสมได้ครบสามารถนำไปแลกของที่ระลึกจาก ททท. สำนักงานแพร่ได้เลย (ไม่ต้องไปด้วยตัวเองแค่ส่งไปรษณีย์แล้วทาง ททท.จะจัดส่งของมาให้ถึงบ้าน)
อาการหลงที่ว่ามิใช่หลงทาง แต่คือ หลงเสน่ห์เมืองลับแล หมู่บ้านหลังเขาที่คนมองข้าม มองไม่เห็น และไม่รู้จัก แม้จะไม่มีสนามบินแต่มีจักรยานที่นำพาไปสู่วิถีชีวิตของผู้คนผ่านวัฒนธรรมการกิน อาหาร บ้านเรือน ทุ่งนา ภาษา และประวัติศาสตร์ แม้จะไม่มีโรงแรมหรูแต่มีบ้านพักเล็กๆ ให้คลุกคลีกับชาวบ้าน แม้จะไม่มีห้างฯ แต่มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย แม้สัญญาณโทรศัพท์จะขาดๆ หายๆ แต่ก็ไม่สำคัญ เพราะคุณจะไม่สนใจโลกภายนอกอีกเมื่อเข้ามา ณ เมืองแห่งนี้
พิพิธภัณฑ์เมืองลับแลอยู่ติดกับประตูเมือง จากอำเภอเมืองมาตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 3 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1041 ประมาณ 6 กม. จะพบกับประตูเมืองโบราณและพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล นักท่องเที่ยวสามารถไปยืมจักรยาน รับแผนที่ ได้ฟรีที่นี่ สอบถามเส้นทางปั่นเนิบเนิบทั้ง 6 เส้นทางใน 3 จังหวัด (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์) ได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ โทร. 054-521-127







