
ณ จุดพักใจ ของ คนสองวัย
สถานที่ร่มรื่นขนาดใหญ่บนพื้นที่ 17 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนวัชรพล รามอินทรา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เสถียรธรรมสถาน”
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ... กิจจา อภิชนรจเรข
สถานที่ร่มรื่นขนาดใหญ่บนพื้นที่ 17 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนวัชรพล รามอินทรา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เสถียรธรรมสถาน” ที่ต้อนรับผู้มาเยือนหลากหลายรุ่นและเพศวัย ที่หวังมาพักกายใจให้สงบและเย็นลงจากโลกภายนอก ในหลักสูตรศิลปะการพัฒนาชีวิตด้วยอานาปานัสสติภาวนา ที่ทางเสถียรธรรมสถาน จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ของทุกสัปดาห์
วัยจี๊ด ‘ขอนิ่งเพื่อคิดต่อ’
“ปีโป้” กัญญานุช และ “เฟิร์น” วริศรา วัย 22 และ 21 ปี ที่ปัจจุบันทั้งคู่กำลังศึกษาในชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร สองสาวคู่ซี้ที่จูงมือมาร่วมกิจกรรมคอร์สอานาปานัสสติที่เสถียรธรรมสถานแห่งนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก
สาวน้อยปีโป้ เล่าว่า โดยปกติแล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป มีกิจกรรมหลัก คือ เรียนหนังสือ ส่วนการมาเข้าคอร์สธรรมที่เสถียรธรรมสถานครั้งนี้ เพราะ “อยากลองดู” ว่าการปฏิบัติเพื่อฝึกสมาธิและใจให้นิ่งสงบในช่วงเวลา 3 วันนี้ จะได้อะไร และเป็นอย่างไรบ้าง โดยรู้ว่าที่นี่มีการเปิดสอนอบรมด้านนี้ จากสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ที่มีการกดไลค์ และแชร์ต่อๆ กันมาจนผ่านสายตาเธอในที่สุด
“ช่วงก่อนหน้าก็ได้รับคำแนะนำมาจากพี่ชายด้วย ส่วนหนึ่งที่ตัวพี่ชายเองก็ชอบปฏิบัติธรรมบ่อยๆ ไปในสถานที่วัดป่าต่างๆ ซึ่งพี่เขาก็บอกมาว่าอยากให้หนูมาลองดู ใกล้ที่ไหนก็ให้ไปที่นั่นก่อน” ปีโป้ เล่าเสริม
ต่อการมาฝึกคอร์สอานาปานัสสติในครั้งนี้ เธอบอกว่าอาจจะช่วยให้จิตใจมีความสงบนิ่ง จากเรื่องที่ค่อนข้างกังวลอย่างเรื่องการเรียนและเรื่องครอบครัวตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วแม้ว่าคนรอบข้างจะดูว่าใบหน้าเธอดูมีท่าทีครุ่นคิดเสมอ แต่อันที่จริงแล้วปีโป้จะไม่ค่อยคิดอะไรเลย ซึ่งส่วนตัวแล้วถ้ามีเวลาก็มักจะไปทำบุญไหว้พระกับครอบครัวอยู่บ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ในตลอดช่วง 3 วันแห่งการฝึกจิตเงียบที่เสถียรธรรมสถานครั้งนี้ ก็ทราบว่ามีข้อระเบียบปฏิบัติ ของชุมชนหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องงดการติดต่อกับบุคคลภายนอก งดการใช้เครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือนั้น ซึ่งปีโป้บอกอย่างมั่นใจว่าน่าจะทำได้ถึง 80% ที่จะไม่ใช้สมาร์ทโฟนในช่วงที่ยังเข้าฝึกปฏิบัติที่นี่ แม้ว่าในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของวัยรุ่นไปแล้วก็ตาม
ด้าน “เฟิร์น” เสริมว่า ได้มาเข้าคอร์สอานาปานัสสติที่เสถียรธรรมสถานเป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยเพื่อนสาวปีโป้ เป็นฝ่ายชักชวนให้มาลองฝึกความสงบในใจ ซึ่งเจ้าตัวตอบแบบอมยิ้ม ว่าที่ตกลงด้วยส่วนหนึ่งเพราะความเป็นเพื่อนสนิท และสถานที่แห่งนี้ก็อยู่ใกล้บ้านทำให้ทางบ้านก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก และที่สำคัญ คือความอยากลองเช่นเดียวกับปีโป้ ว่าการมีสมาธินั้นจะเป็นอย่างไร
รวมถึงในช่วงที่กำลังจะขึ้นปี 4 ในภาคการศึกษาใหม่นี้ จะเป็นจังหวะที่จะต้องทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ ซึ่งเฟิร์นบอกว่า อยากให้มีความคิดดีๆ ต่อการทำหัวข้อโปรเจกต์ที่น่าสนใจด้วย ซึ่งก็มองว่าอาจจะเป็นผลพลอยได้ ที่ทำให้มีความคิดปลอดโปร่งจากการที่ได้มาลองฝึกคอร์สปฏิบัติธรรมในครั้งนี้
“หนูก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่เรียนหนังสือ มีเวลาว่างก็ดูหนัง ฟังเพลง มีสังคมออนไลน์ทั่วไปซึ่งมักจะเข้าไปเล่นเกมมากกว่า นอกเหนือจากนั้นก็อยู่บ้านช่วยแม่ทำงานบ้านถ้าแม่เรียกนะคะ” เฟิร์น เล่าอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองสาวน้อยช่วยกันปิดท้ายว่า หากฝึกคอร์สนี้จบไปแล้ว ถ้ามีเวลาก็อยากจะแวะมาเรื่อยๆ และถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะชวนคนรอบตัวที่บ้านอย่างคุณแม่ให้มาลองฝึกปฏิบัติธรรมที่นี่ด้วย แถมทั้งคู่ยังเชื่อเหมือนกันว่า ธรรมะกับวัยรุ่น นั้นเป็นเรื่องที่น่าจะไปด้วยกันได้ ด้วยเป็นวัยที่ฟุ้งซ่านคิดเยอะ เพราะหากทำให้มีสมาธิได้ดี มีความนิ่งได้ในชั่วขณะแล้ว ก็น่าจะทำให้ส่งผลไปถึงการเรียน ที่ต่อยอดไปถึงการทำงานในอนาคตด้วย
สูงวัย สงบ เย็น เป็นประโยชน์
ร่มแตง สุพรรณพรรค “คุณป้าใหญ่” วัย 59 ปี ผู้บริหารธุรกิจบริการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และผู้บริหารระดับแพลทินัมธุรกิจแอมเวย์ ที่ปัจจุบันใช้เวลาทุกวันศุกร์ เข้ามาเป็นอาสาสมัครทำหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ที่มาลงทะเบียนสมัครในคอร์สอานาปานัสสติที่เสถียรธรรมสถาน โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนเวลา 11 โมงเช้า ในบริเวณ “ธรรมสวัสดี” เป็นจุดแรกเพื่อให้บริการสอบถามข้อมูลด้านต่างๆ แก่ผู้ที่เข้ามาเยือน และสิ้นสุดงานอาสาฯ ในช่วงเวลาเกือบ 2-3 ทุ่ม ทุกครั้ง
ป้าใหญ่ เล่าว่า ได้เข้ามายังสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติอื่นๆ ในคอร์สอานาปานัสสติ เมื่อราว 3-4 ปีก่อน จากสาเหตุความทุกข์ใจที่ต้องสูญเสียลูกสาวไปแบบกะทันหัน ผนวกกับที่จิตใจของป้าใหญ่เองก็มีแนวโน้มไปทางธรรมะอยู่แล้ว และมีสายสัมพันธ์มาตั้งแต่ครั้งยังเล็ก คือ ครูอนุบาลคนแรกของป้าใหญ่คือครู จำลอง ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่เป็นชาวบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เช่นเดียวกัน
“ป้าเองก็มีใจอยากลองมาปฏิบัติธรรมอยู่ก่อนหน้า แต่อาศัยข้ออ้างหลายอย่าง ว่าไม่มีเวลาบ้าง ทำให้ไม่ได้เริ่มต้นเสียที พอประสบเหตุทางความทุกข์ใจที่ลูกสาวเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกสาวเขาก็ได้มาซื้อบ้านอยู่ใกล้ๆ กับที่นี่ เหมือนมาเตรียมที่ทางไว้ให้เราล่วงหน้า ซึ่งทำให้สามารถมาที่นี่ได้สะดวกขึ้น จากเดิมบ้านอยู่แถวพุทธมณฑล และได้ลองมาฝึกคอร์สอานาปานัสสติดู ซึ่งจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้เข้าใจ เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น และคลายทุกข์” ป้าใหญ่ เล่า
จากผู้เข้ามาหมั่นปฏิบัติธรรม กระทั่งกลายมาเป็นอาสาสมัครที่เสถียรธรรมสถาน โดยมีคุณยายตุ๋ม และคุณแม่ชีศันสนีย์ ให้โอกาสเข้ามาช่วยงาน ทำให้ป้าใหญ่ได้จัดสรรเวลาของตัวเองในวันหยุดสุดสัปดาห์ มาช่วยกิจการงานสาธารณะ ด้วยความคิดที่ว่า ถึงเวลาการสร้างบุญกุศลและอุทิศให้กับลูกสาว ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จากใจที่สงบ และเย็นแล้ว ก็อยากจะทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นต่อไป
เพราะอย่างการมาทำงานที่นี่ ส่วนหนึ่งมาจากใจอยากช่วยเหลือคน ซึ่งเมื่อลองมาฝึกจิตดูก็จะรู้ ว่าแต่ละคนมีอัตตา มีจริต ของตัวเอง อย่างตัวป้าใหญ่ ได้ย้อนมองตัวเองหลังจากมาฝึกอานาปานัสสติแล้วก็จะรู้ว่าเราเป็นคนมีอัตตา มีความเป็นตัวเรา เคยคิดว่า เรานี่นะอยู่สูงกว่า พร้อมกว่า เก่งกว่าคนอื่น อยู่ในใจตลอดเวลา แต่ภายนอกผู้คนมองว่าเราเป็นผู้ใหญ่ใจดี เวลามีอะไรมากระทบกระเทือน อาจแสดงด้วยสีหน้า กิริยา แต่พอมาฝึกแล้ว ทำให้วิเคราะห์ได้แยกแยะอารมณ์ได้ อัตตาก็ค่อยๆ เล็กลงเหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ให้เราเห็นทุกข์แล้วจะไม่ทุกข์
นอกจากการเข้ามาช่วยงานด้านการลงทะเบียนผู้มาฝึกปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานทุกวันศุกร์แล้ว ป้าใหญ่ ยังเป็นผู้จัดทำสรุปวิถีธรรม ต่อการเข้ามาปฏิบัติธรรมร่วมกันในชุมชน ที่แต่ละรอบสัปดาห์มีผู้สมัครจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 200-500 คน เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ข้อตกลงระเบียบร่วมกัน เช่น อธิบายการติดป้ายชื่อ ผู้ปฏิบัติทุกคน การแต่งกาย การงดการใส่รองเท้า การกินอยู่ การงดใช้เครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้มาปฏิบัติพึงมีสติ ระลึกกับตัวเองตลอดเวลาได้มากที่สุด โดยไม่ต้องพะวงกับสิ่งที่อยู่ ภายนอกสถานปฏิบัติธรรม
ในวันนี้ แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว แต่แน่นอนว่า จะยังเข้ามาทำงานอาสาสมัครในเสถียรธรรมสถานแห่งนี้เป็นนิตย์ ซึ่งป้าใหญ่ บอกว่า หากมีใครไม่สบายใจแม้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่าเก็บไว้ในใจ ป้าใหญ่สามารถรับฟังได้ พูดคุยได้
ด้วยชีวิตในสังคมทุกวันนี้ อาจกำลังถูกรุมเร้าจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนต่างเป็นปัจจัยภายนอกที่เข้ามาบีบรัดพื้นที่ในจิตใจให้อัดแน่นไปด้วยความฟุ้ง แต่หากใจพร้อมแล้ว ก็ลองปล่อยให้ “จิตเงียบ” ดูบ้าง สักชั่วเวลาหนึ่ง







