
ชายหนุ่มผู้หาแสงสว่างในตัวเอง
ครั้งแรกที่เจอกันกับ บอย-สิทธิกร จันทสาร ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเปื้อนไปด้วยหนวดเคราคนนี้
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ครั้งแรกที่เจอกันกับ บอย-สิทธิกร จันทสาร ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเปื้อนไปด้วยหนวดเคราคนนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าลุคของเขากับตัวตนข้างในช่างต่างกันลิบลับ ไล่ตั้งแต่เจ้าตัวทำงานเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนในเรื่องของการจัดวางแสง ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษที่มีสไตล์การสอนแบบโมเดลจ๋าๆ แถมยังก่อการดีด้วยสำนึกรักบ้านเกิดผลิตฟรีก๊อบปี้กับกลุ่มเพื่อนที่ชื่อว่า “เลาะ” ฟังดูชายคนนี้เป็นมนุษย์ที่ทำหลายสิ่งเหลือเกิน แต่ทุกสิ่งที่ทำล้วนเกิดมาจากความตั้งใจของคนหนุ่มที่ไม่อยากหยุดนิ่งกับชีวิต
เจ้าหน้าที่กำกับแสงรายการโทรทัศน์ บริษัท อสมท คืองานที่หนุ่มวัย 27 ปี คนนี้ทำมาตลอดตั้งแต่เรียนจบหมาดๆ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการงานที่ใครหลายคนไม่คาดคิดว่ามีอยู่จริง ซึ่งงานหลักที่ทำคือการทำเกี่ยวกับเรื่องการจัดแสงอันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของรายการโทรทัศน์ กล่าวง่ายๆ คืองานของเขาคือการทำสิ่งที่มืดให้สว่าง และทำให้ภาพออกมาลงตัวและพอดีตามที่ช่างภาพต้องการ
“การทำงานเจ้าหน้าที่กำกับแสงมันจะมีสองแบบ คือ อินดอร์และเอาต์ดอร์ อย่างอินดอร์จะเป็นการถ่ายในสตูดิโอในรายการต่างๆ ยิ่งในรายการสดตรงนี้เราจะมีส่วนสำคัญมากในการทำงาน เพราะต้องจัดแสงให้ได้ตามที่ช่างภาพต้องการแต่ละรายการก็ไม่เหมือนกัน ส่วนเอาต์ดอร์ก็จะเป็นการทำงานนอกพื้นที่ก็ปกติเหมือนกองถ่ายเลย คือมีการยกชุดไฟไปจัดวางแสงให้พอดีกับสภาพแสงข้างนอก ซึ่งการทำงานในแต่ละแบบก็แตกต่างกันไปในเรื่องของการดีไซน์แสง คือจะอยู่ที่การทำงานกับช่างภาพวิดีโอว่าต้องการอะไร” ซึ่งเจ้าตัวเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มต่อว่า
“เจ้าหน้าที่กำกับแสงจะสำคัญมากถ้าทำงานอยู่ในสตูดิโอ เพราะในนั้นไม่มีแสงสว่างจากธรรมชาติ เราต้องทำให้ห้องที่มืดๆ มีแสงที่ดูมีมิติมากที่สุด ซึ่งการทำงานแบบนี้มันต้องใช้ประสบการณ์มาช่วยเยอะ ยิ่งเราทำงานมากเราจะรู้วิธีการ อย่างตอนแรกที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ เราเองค่อนข้างจะกดดันเพราะสมัยตอนเราเรียนมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดแสงน้อยมาก จะสอนกระบวนการคิดในการผลิตรายการโทรทัศน์มากกว่า พอมาทำงานเราต้องมาทำความเข้าใจด้วยตัวเอง พยายามหัดตีโจทย์ในเรื่องแสงและเรียนรู้จากพี่ๆ ค่อยๆ พัฒนาทักษะตัวเองมาเรื่อยๆ”
เมื่อมีความรู้เรื่องแสงพอตัวและหลังเรียนจบปริญญาโท เจ้าตัวมีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานเรื่องแสงให้กับรุ่นน้อง สิทธิกรจึงเดินเข้าไปในสถาบันเดิมเพื่อไปขอเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยเน้นให้ความรู้เรื่องการกำกับแสงที่เป็นส่วนสำคัญอีกอย่างในด้านนิเทศศาสตร์ ซึ่งเมื่อเข้าไปสอนเจ้าตัวก็พยายามทำแบบเรียนที่เข้าใจง่ายที่สุดลงไปในแอพพลิเคชั่นให้เข้าใจในเรื่องทิศทางแสงให้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งต่อมาสิ่งที่เขาทำขึ้นจะถูกนำไปไว้ในแบบเรียนของเด็กมหาวิทยาลัย
“คือการทำงานในแบบเราเหมือนเราได้จ้องมองว่าอะไรที่ดีอะไรที่ผิดในรายการโทรทัศน์นะ เพราะเรามีส่วนร่วมกับหลายรายการ แล้วเราคิดว่าเราน่าจะสามารถเอาการทำงานของเราไปบอกเล่าต่อกับคนรุ่นอื่นที่เขาพร้อมจะรับรู้ มันเลยเป็นที่มาให้ไปสอนหนังสือให้กับรุ่นน้อง แล้วอีกอย่างอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็อยากให้เราเข้าไปให้ความรู้ในเรื่องแสง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเด็กซึ่งเขาเรียนแต่หลักการเบื้องต้น ซึ่งก็เป็นข้อดีของเราด้วย เพราะนอกจากได้เข้าไปสอนในเรื่องของการกำกับแสง เรายังได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดกับคนรุ่นใหม่เหมือนเป็นการแชร์ประสบการณ์”
พอได้ฟังก็แอบนึกขำอยู่ในใจกับมาดของอาจารย์เครางามในห้องเรียน แม้เจ้าตัวจะยังอายุน้อยแต่สิ่งที่พยายามอยู่กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นเนื้อแท้ของบุรุษคนหนึ่ง เพราะแทนที่จะนำความรู้ที่มีไปทำอย่างอื่น หรือแม้แต่ขายแบบเรียนเอาเงินเข้ากระเป๋า แต่เจ้าตัวกลับเห็นความสำคัญในการใช้ความรู้ที่มีผ่องถ่ายให้กับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อีกทั้งเจ้าตัวยังไม่หยุดใช้ความรู้ที่มีอยู่เพียงเท่านี้ ล่าสุดก็เข้าไปมีส่วนในทีมทำหนังสือฟรีก๊อบปี้ของกลุ่มเพื่อน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านเกิดที่ จ.อุดรธานี ในแง่มุมเล็กๆ ที่เล่าผ่านเรื่องราวการท่องเที่ยว ให้คนท้องถิ่นได้ตระหนักและหวงแหนสิ่งที่มีค่าในบ้านเกิด
“คือเราคิดว่านอกจากงานประจำ ไอ้งานพวกนี้มันยังหล่อเลี้ยงคุณค่าชีวิตของเราด้วย เพราะมันเป็นงานที่สร้างสรรค์เรารักและเราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข ซึ่งเราเชื่อว่ามันจะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตเราไม่แห้ง เราไม่อยากปล่อยเวลาในชีวิตประจำวันใช้ไปแบบซ้ำไปซ้ำมาซึ่งมันทำให้เวลาในชีวิตเสียไปเปล่า คือเราเปรียบชีวิตเราเป็นเหมือนลมคือมันพัดไปเรื่อยๆ เวลาเราคิดอยากทำอะไรเราก็ทำแล้วต้องมุ่งมั่นกับมัน เพราะทำแล้วอย่างน้อยๆ เราก็ได้เห็นโลกมากขึ้น”







