
ความยอกย้อน ของภาษีพระ
เรื่องเก็บภาษีพระ ตรวจเงินศาสนจักร และเปลี่ยนศาสนกิจให้เป็นธุรกิจ เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก ไม่ควรรีบร้อนตัดสินใจ
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
เรื่องเก็บภาษีพระ ตรวจเงินศาสนจักร และเปลี่ยนศาสนกิจให้เป็นธุรกิจ เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก ไม่ควรรีบร้อนตัดสินใจ เพราะผลที่ตามมาอาจไม่ได้ดีงามเหมือนเจตนาท่านที่เสนอ ในประวัติศาสตร์ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เคยใช้มาตรการทำนองนี้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาศาสนายังมีส่วนบั่นทอนไปไม่น้อย
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประสบการณ์ของประเทศจีน ที่เคยทำมาหมดแล้วทั้งยกเว้นภาษีพระ เรียกเก็บภาษีพระ จับสึกพระมาเกณฑ์แรงงาน โอนทรัพย์ศาสนาเข้าเป็นของหลวง และขายสมณศักดิ์หาเงินเข้าพระคลัง ที่เป็นเช่นนี้เพราะช่วงเวลาใดที่พุทธศาสนารุ่งเรืองยิ่งสั่งสมความมั่งคั่งมากมาย ผู้คนก็อยากจะบวชเป็นพระเพราะรู้สึกว่าสบายไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้กลไกสังคมติดขัด แต่บางครั้งก็เป็นเพราะผู้ปกครองก็มีเจตนากดขี่ศาสนา
ช่วงปลายราชวงศ์ถังเกิดกบฏอันลู่ซาน ราชสำนักต้องการทุนรอนมหาศาลเพื่อปราบขบถ ถึงกับขายสัญญาบัตรสถานะพระสงฆ์ ปรากฏว่าขายได้หลายพัน เพราะมีคนต้องการจะเป็นพระเพื่อที่จะเลี่ยงภาษี หนีเกณฑ์ทหาร ซึ่งหลังจากได้ไปแล้วก็ไม่ได้บวชเรียน หากใช้ชีวิตเยี่ยงคฤหัสต์ต่อไปแต่ได้รับการเว้นภาษี มาตรการนี้เป็นประโยชน์เฉพาะหน้า เพราะช่วยให้ราชสำนักมีทุนปราบขบถ แต่หลังจากนั้นทางการเก็บภาษีแทบไม่ได้ ยิ่งนานวันเข้าทางการยิ่งขึ้นภาษี ผู้คนยิ่งแห่ไปซื้อสัญญาบัตร เพราะถูกกว่าจ่ายภาษีเสียอีก คนเป็นภิกษุ/ภิกษุณีแต่ในนามจึงเกลื่อนเมือง กลายเป็นหายนะทางการคลัง และความพินาศของศาสนา
ในเวลาเดียวกันพระสงฆ์จริงๆ ก็สั่งสมความมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ราชสำนักยากจนลงเรื่อยๆ เพราะยิ่งการเมืองปั่นป่วน ผู้คนยิ่งเข้าหาที่พึ่งพิง เมื่อพระร่ำรวยแต่สังคมยากจนลง พระก็เริ่มปล่อยเงินกู้ แม้จะยิ่งร่ำรวยแต่กลายเป็นภัยต่อตัวเองในกาลต่อมา เมื่อถึงรัชสมัยพระเจ้าถังอู่จง ราชสำนักใกล้ล้มละลาย ด้านสังคมขาดกำลังคนเพราะล้มตายไปเป็นล้านหลังความวุ่นวายทางการเมือง แต่คนหนีภาษีไปเป็นพระเก๊จนหมด เศรษฐกิจจึงไม่ขับเคลื่อน ส่วนพระจริงก็รวยเอาๆ ในปี ค.ศ. 842 พระเจ้าถังอู่จงจึงมีพระบรมราชโองการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ จับสึกพระชีกว่า 260,500 รูป ทำลายวัดสำนักสงฆ์เกือบ 50,000 แห่ง รูปพระปฏิมาที่ทำด้วยสำริด เงิน และทอง ถูกทุบทำลาย แล้วหลอมส่งเข้าท้องพระคลัง
แต่การกวาดล้างทำได้ปีเดียว ถังอู่จงก็สวรรคต พุทธศาสนากลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แต่แล้วก็กลับมาสู่วงจรเดิมอีกครั้ง คือสมัยราชวงศ์เป่ยซ่งมีการขายสัญญาบัตร ด้วยเหตุผลเดิมๆ นั่นคือราชสำนักต้องการเงิน เพื่อนำเงินทองไปเป็นบรรณาการยอมสยบแก่อาณาจักรเหลียวและจิน ซึ่งเป็นคู่กรณีกันอยู่ (ราชวงศ์ซ่งเศรษฐกิจดีมาก แต่การเมืองอ่อนแอ ถูกต่างชาติข่มขู่ไม่เว้นวาย ต้องถวายบรรณาการเป็นค่าคุ้มครองตลอด) แต่ในสมัยเป่ยซ่งแย่กว่าสมัยถัง เพราะราชสำนักขายสมณศักดิ์ และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ ส่วนในอาณาจักรจินก็ใช้วิธีขายสมณศักดิ์ เพื่อนำเงินมาทำสงครามกับอาณาจักรซ่ง การทำเช่นนี้ทำให้พระรีดภาษีซ้ำซ้อนจากผู้เช่าที่กัลปนา เพื่อนำไปซื้อ “ยศช้างขุนนางพระ” อีกต่อหนึ่ง
ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หนานซ่ง ราชสำนักคงสำนึกได้ว่าทำลายศาสนามามากแล้ว จึงยกเลิกมาตรการขายศาสนาหาเงินเข้าหลวง แต่หันมาเก็บภาษีพระสงฆ์แทน ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่หลังจากนั้นพุทธศาสนาในจีนไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนแต่เดิมอีกเลย เพราะขาดการบำรุงแถมยังต้องมาเสียเงินให้หลวงอีก







