
ไบร์ท-ซูม บริหารจากปัญหา
จบมาแล้วอยากทำงานอะไร? เป็นคำถามที่เด็กจบใหม่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเมื่อถึงเวลาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
จบมาแล้วอยากทำงานอะไร? เป็นคำถามที่เด็กจบใหม่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเมื่อถึงเวลาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย สำหรับเขาและเธอ ซูม-กฤติน ปูชนียางกูร และ ไบร์ท-ณทัย ศิริกันตราภรณ์ ไม่มีใจให้งานประจำตามสายนิเทศศาสตร์ที่เรียนมา แต่เลือกทำตามความฝันทันที
แค่รู้จักตัวเอง
“ตอนเรียนปี 3 ขึ้นปี 4 ก็คิดแล้วว่าอยากทำอะไร” ไบร์ทเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านขนมโรเซ่ (Rose) ตัวเธอเองชอบทำขนมมาตั้งแต่เด็ก ลองทำขนมเองตามหนังสือตั้งแต่อายุ 12 ปี และคิดว่าสักวันจะเปิดร้านของตัวเองแน่นอน จนเมื่อเรียนจบ ไบร์ท ซูม และแม่ของไบร์ท ร่วมลงทุนเปิดร้านขนมด้วยกันโดยได้ทำเลย่านหอพักนิสิตแถวสามย่าน
“โชคดีที่จบนิเทศ เพราะทำให้เรารู้จักคนเยอะ รู้วิธีที่ทำให้สินค้าหวือหวา สามารถออกแบบร้านเอง เพราะเคยทำฉากละครเวทีมาก่อน แต่จะขาดเรื่องความรู้ระบบจัดการบัญชี” ไบร์ท กล่าว คู่รักวัยรุ่นคู่นี้จึงเปิดร้านขนมด้วยใจรักเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าเป็นธุรกิจ ซึ่งทำให้ทั้งสองเรียนรู้หลายอย่าง
“มีปัญหา” ทั้งคู่พูดพร้อมกัน “เราคิดแค่ทำไป ตั้งราคาขาย จบ คิดไว้เท่านี้จริงๆ ไม่ได้ศึกษาระบบ ไม่ได้คิดกำไรขาดทุน และเพราะว่าไบร์ทเป็นคนรักขนม ก็จะใช้วัตถุดิบดีๆ ปรากฏว่าขายไปขายมาเหลือกำไรน้อย เพราะต้นทุนของสูงเกินไป และมีต้นทุนแฝงอย่างค่ารถไปซื้อของ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าดูแลร้าน พอเป็นแบบนั้นเราก็เรียนรู้จากปัญหา เริ่มเห็นทางสว่าง เริ่มทำบัญชี และเริ่มมีความคิดจะขยับขยายร้าน”
ถึงจุดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน
ร้านโรเซ่อยู่ที่สามย่านประมาณ 1 ปี ก็ย้ายร้านไปที่จามจุรีสแควร์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่มีระบบมากขึ้น จากเดิมที่ดูแลร้านเอง ทำขนมเอง ซื้อของเอง ก็เปลี่ยนเป็นจ้างพนักงานมาอยู่ร้านและทำขนมแทนไบร์ท กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า เป็นเรื่องดีที่เจ้าของธุรกิจได้ลงไปทำเอง มันทำให้เรียนรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่มันไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย
“เราไม่มีเวลาถอยห่างออกมาเห็นภาพรวมหรือใช้ความคิดในการพัฒนาระบบ พอพร้อมขยายธุรกิจเลยจ้างแรงงานแล้วเซตตัวเองเป็นเจ้าของร้าน เป็นผู้บริหารระบบทุกอย่างแทน” ไบร์ท กล่าว แต่การจ้างแรงงานก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ดีตรงที่ทั้งสองมีเวลามากขึ้น เช่น จาก 1 ชั่วโมง ต้องเตรียมทุกอย่างเอง ทำขนมเอง กลายเป็น 1 ชั่วโมง สามารถแจกจ่ายงานให้พนักงานทำขนมได้มากขึ้น ทำกาแฟได้หลายแก้ว และมีเวลาไปค้นหาสูตรใหม่ๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ต้นทุนก็มากขึ้นตามไป เพราะต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน และปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของไบร์ทและซูม เพราะทั้งสองยังเด็ก แต่พนักงานมีอายุมากกว่า มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้เกิดปัญหาบ้างในการบริหารคน
เหตุที่ต้องย้ายร้านทั้งที่สามย่านก็ขายได้แถมค่าเช่าไม่แพง เพราะเรื่องความหลากหลายของลูกค้า ที่เดิมอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยก็จริง แต่ลูกค้ามีแค่นิสิต นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งจะมาใช้บริการช่วงเที่ยงและเย็น แต่เวลาอื่นจะเงียบ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม ผิดจากจามจุรีสแควร์ที่มีทั้งพนักงานบริษัท นิสิต นักเรียนก็ยังเดินอยู่ อยู่ติดกับรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้ขายของได้มากกว่า กิจการดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งทั้งสองพบปัญหาใหม่
“เรื่องขนาดร้าน” ซูม เล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากจะเปลี่ยนไปจากเดิม ต้องการมากกว่าเดิม สิ่งนั้นคือการเพิ่มเมนู แต่เพิ่มไม่ได้ เพราะไม่มีพื้นที่ให้วางขายแล้ว อีกทั้งเรื่องการผลิต ที่ต้องทำอีกที่แล้วมาส่งที่ร้าน ทำให้เกิดเป็นค่าเสียหายในการขนส่งสินค้า และความสดใหม่ของขนมด้วย ทั้งสองจึงตัดสินใจปิดร้านเพื่อมองหาทำเลใหม่
การเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ทั้งสองคนคิดมากขึ้นระหว่างร้านใหญ่ มีที่นั่ง มีครัวหลังร้าน หรือจะลงทุนเปิดเป็นคีออสก์ (Kiosk) กระจายไปหลายๆ ที่เพื่อให้สินค้าเข้าถึงคนมากขึ้น ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ตัดสินใจ แต่อยู่ในช่วงกลับมาศึกษาความต้องการของตัวเอง
ไม่มีหน้าร้านก็เวิร์ก
ระหว่างที่ทำธุรกิจร้านขนมอยู่นั้น ไบร์ท ซูม และเพื่อนอีกคนได้ริเริ่มธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพออนไลน์ โดยขายผ่านเฟซบุ๊ก Foxbox. happy days diet นับเป็นธุรกิจใหม่ที่ทำให้รู้ว่าไม่ต้องมีหน้าร้านก็ขายได้
“ตอนแรกคุยกันว่าจะทำขำๆ” ไบร์ท กล่าวถึงฟอกซ์บ็อกซ์ “ปรากฏว่าขายไปขายมากลายเป็นงานจริงจัง มีลูกค้าประจำ จ้างพนักงานตั้งแต่รับออร์เดอร์ทางไลน์ ทำอาหาร และส่งสินค้า” ธุรกิจนี้เป็นอีกอย่างที่ไบร์ทรักเช่นกัน เพราะเธอชอบทำอาหารและศึกษาอาหารเพื่อสุขภาพ พอได้ทำจริงก็กลายเป็นความสุขอีกอย่างเหมือนเริ่มทำร้านขนมใหม่ๆ
นอกจากนี้ ฟอกซ์บ็อกซ์ทำให้พวกเขาเกิดไอเดียใหม่ “จากโปรดักต์พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้” เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งปิดโครงการทดลองให้คนที่มีรูปร่างต่างกันที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 60-120 กก. มีสัดส่วนต่างกัน มาร่วมโครงการโดยให้รับประทานอาหารที่จัดให้ 1 เดือน และนัดออกกำลังกายด้วยกันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง พร้อมเทรนเนอร์ให้คำปรึกษา เพื่อให้พวกเขาลดความอ้วนและดูแลสุขภาพถูกวิธี และเมื่อจบโครงการไปแล้วก็ยังเป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพกันต่อไป ซึ่งหลังจากนี้จะเปิดรับสมัครกรุ๊ปละ 10-12 คน แต่จะเป็นลักษณะการขายโปรแกรม
ล่าสุดทั้งคู่มีธุรกิจใหม่อีกอย่างร่วมกับเพื่อนอีกคน ทำธุรกิจบริการจัดปาร์ตี้สำหรับเด็กชื่อ กลิสซ์ (Glitz) รับออกแบบและจัดงานสังสรรค์แบบธีมปาร์ตี้ สามารถออกแบบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยไบร์ทและซูมจะดูเรื่องอาหารและงานออกแบบ ส่วนเพื่อนอีกคนจะถนัดเรื่องสิ่งบันเทิงภายในงานตามความถนัดของแต่ละคน
ไม่เคยรู้สึกว่าทำงาน
ไบร์ทและซูมเป็นแฟนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีจนถึงมีธุรกิจร่วมกัน เขาและเธอรู้สึกอย่างเดียวกันว่า “มีความสุข”
คำพูดที่ว่า เป็นพี่น้องกันอย่าทำธุรกิจร่วมกัน ใช้ไม่ได้กับคู่รัก ไบร์ท กล่าวไว้น่าสนใจว่า “การทำงานกับคนที่เรารัก นั่นคือเราอยู่ในเลเวลเดียวกัน เคารพกัน ไม่เหมือนพี่น้องที่จะมีคนหนึ่งเป็นพี่ อีกคนเป็นน้อง” ซูม เสริมขึ้นมา “คนที่เป็นแฟนกัน หรือเพื่อนสนิทควรทำธุรกิจร่วมกัน ในความจริงมันมีความเสี่ยงอยู่แล้วที่ธุรกิจจะไปไม่รอด แต่มันทำให้เรารู้ว่าอีกคนเป็นยังไง เราจะอยู่กับเขาได้ไหม ทำให้เห็นความเสียสละที่มีให้กัน ซึ่งเราสองคนผ่านจุดนั้นมาแล้ว”
ฝ่ายหญิงยังบอกด้วยว่า การทำธุรกิจก็เหมือนการแต่งงาน เพราะต้องบริหารเงินร่วมกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน มีความสุขและความทุกข์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะรู้จักสิ่งเหล่านี้ก่อนแต่งงานจริงๆ
นอกจากนี้ การทำธุรกิจส่วนตัวทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ไม่เคยทำงานเลยสักวัน” เพราะงานที่ทำมันกลืนไปกับชีวิตส่วนตัวไปเสียแล้ว พวกเขาสามารถจัดสรรเวลาทำงานเองได้ สามารถหาเวลาไปกินกาแฟตอนบ่าย หรือไปดูหนังตอนเที่ยง “ทำเท่าที่ตัวเองแฮปปี้และสนุกกับมัน” ทั้งคู่บอกอย่างนั้นพร้อมเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วมีความสุข







