
เซบาสเตียน ไรเชอร์ 'ทำงานให้หนัก แล้วจะถึงจุดหมายเร็วกว่าคนอื่น'
งจะเพิ่งย้ายมาประจำการที่ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ในฐานะหัวหน้าพ่อครัว
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ถึงจะเพิ่งย้ายมาประจำการที่ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ในฐานะหัวหน้าพ่อครัว แต่ภายใต้บุคลิกขี้เล่นของ เซบาสเตียน ไรเชอร์ เชฟหนุ่มจากออสเตรียคนนี้ กลับมีอะไรที่น่าค้นหาตั้งแต่ยังไม่ได้นั่งสัมภาษณ์ ยิ่งพอเขาแย้มไต๋ให้รู้ว่า สามารถฟังและเข้าใจภาษาไทยได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในตัวเชฟหนุ่มตรงหน้าขึ้นไปอีก
หลังเก็บภาพเรียบร้อย ถึงเวลาทำความรู้จักเชฟอย่างเป็นทางการ เซบาสเตียนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารักในการทำอาหารคือ การได้มองคุณแม่ของเขาทำอาหารบ่อยๆ เขาจำได้ว่าตอนอายุได้ 6-7 ขวบ ความรักในการทำอาหารก็ก่อตัวขึ้นในใจแล้ว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้น เขาอาศัยครูพักลักจำเพื่อสั่งสมความรู้ในการทำอาหารมาตลอด จากคุณแม่บ้าง จากรายการทำอาหารที่เขาโปรดปรานบ้าง
“พออายุได้ 12 ปี ผมเริ่มอยากลงมือทำอาหารเอง ผมดูส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้จากในทีวี แล้วให้คุณแม่ไปซื้อให้ เชื่อไหมส่วนผสมบางอย่างคุณแม่ผมยังไม่รู้จักเลย แต่ผมก็ขอร้องให้แม่ไปซื้อให้จนได้ เพราะตอนนั้นเด็กอายุ 12 ปี อย่างผมไม่มีเงินพอจะไปซื้อเองได้ (หัวเราะ)”
ความรักในอาหารของผมก่อตัวขึ้นรื่อยๆ จนพอเรียนจบไฮสกูล เซบาสเตียน ตัดสินใจไม่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยต่อ เพราะเขาคิดว่าเขาได้เจอสิ่งที่เขาชอบในชีวิตแล้ว โดยเขาเลือกเข้าเรียนต่อด้าน Cooking and Hotel Management เพื่อเรียนรู้การทำงานในโรงแรมและร้านอาหาร
“ด้วยความที่ผมจบไฮสกูลช้ากว่าเด็กคนอื่น พอมาเรียนที่นี่ผมเลยกลายเป็นคนที่อายุมากที่สุดในคลาส เพื่อนๆ ร่วมชั้นอายุ 15 ปี แต่ผมอายุ 19 ปี แต่ผมก็ไม่กดดันนะ เพราะโชคดีที่การเรียนที่นี่เน้นไปฝึกงานจริงมากกว่านั่งเรียนในห้อง ปีหนึ่งจะมาเข้ามาเรียนแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น พอไปทำงานผมก็ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่อายุเยอะกว่าหมด เลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จะติดปัญหาคือเรื่องเงิน เพราะค่าตอบแทนที่ได้รับในช่วงฝึกงานสำหรับเด็ก 15 ปี อาจจะมาก แต่สำหรับผมเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้ว เงินที่ได้ตอบแทนนั้นน้อยมาก (หัวเราะ)”
หลังเรียนจบ เซบาสเตียนได้มีโอกาสไปทำงานเป็นเชฟเต็มตัวในภัตตาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งในออสเตรีย ก่อนจะมีโอกาสเดินทางมาทำงานกับร้านอาหารภัทราที่ประเทศไทย
“ด้วยความที่ร้านภัทรามีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ ลอนดอน เวียนนา และสิงคโปร์ ช่วงนั้นทางร้านอยากได้เชฟต่างประเทศมาร่วมงาน ที่สำคัญอยากได้เชฟจากยุโรปเพื่อจะได้ง่ายต่อการเดินทางไปดูแลสาขาต่างๆ ผมเลยโชคดีได้มีโอกาสเข้ามาทำงานที่นี่ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางและแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำอาหารกับเชฟไทย ผมเลยสามารถทำอาหารไทยได้หลายเมนู แต่ถ้าพูดถึงเมนูที่ผมชอบที่สุดต้องยกให้แกงอ๋อม เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ชอบแกงที่ใส่กะทิ”
ในฐานะที่สามารถทำได้ทั้งอาหารตะวันตกและอาหารไทย ถามว่าความแตกต่างของอาหารสองชาติคืออะไร เชฟเซบาสเตียนตอบว่า สำหรับเขาอาหารตะวันตกเน้นความพิถีพิถันในการตระเตรียมส่วนผสม เน้นการตกแต่งจาน ส่วนอาหารไทยเน้นอาหารสุขภาพ คนไทยชอบอาหารรสจัด ซึ่งในฐานะเชฟตะวันตกอย่างเขาเลยมีข้อจำกัดการชิมบางเมนู
หลังจากชิมลางในการอยู่ร้านอาหารไทยได้ 2 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เชฟบอกว่า หลังจากโลดแล่นอยู่ในอาชีพเชฟมาสักระยะ เขาพบว่าเสน่ห์ของอาชีพนี้ คือ ได้พบปะผู้คนมากมายและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเขามองว่า คนที่จะมาเป็นเชฟที่ดีต้องมีแพชชั่นในสิ่งที่ทำ ถ้าทำสิ่งที่ชอบแน่นอนผลลัพธ์ย่อมออกมาดี แต่ถ้าไม่ชอบก็จะทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่
“ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ อย่างตัวผมเองเมื่อไหร่ที่ไม่ชอบ ไม่อยากทำงานนี้แล้ว ผมเลือกจะหยุด ไม่ฝืน”
สุดท้ายก่อนเชฟจะขอตัวไปเข้าครัว เชฟเล่าถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ยังรักในอาชีพนี้และสนุกกับการมีส่วนร่วมเปิดร้านอาหารใหม่ๆ รวมทั้งชอบที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตด้วยการเดินทาง ถามว่ามีแผนจะเปิดร้านอาหารของตัวเองหรือไม่ เขาบอกว่า ถ้าบอกว่ามีแผนตอนนี้คงเร็วเกินไป แต่ถามว่าอยากมีไหม แน่นอน แต่ร้านอาหารในใจเขาคือ ร้านอาหารเล็กๆ มีที่นั่ง 10 โต๊ะพอ







