
วรวิทย์ นาคปานเสือ ทำงานที่รักและใช้ชีวิตให้มีความสุข
วรวิทย์ นาคปานเสือ หรือ วิน หนุ่มหน้าไทยคมเข้ม ผู้เป็นทั้งทนายความและเป็นตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
โดย...ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
วรวิทย์ นาคปานเสือ หรือ วิน หนุ่มหน้าไทยคมเข้ม ผู้เป็นทั้งทนายความและเป็นตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดูๆ ไปแล้วเขาก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพการงานที่มั่นคงและมีชีวิตปกติทั่วไป แต่อย่าเพิ่งฟันธงลงไปเสียก่อน เพราะเขามีความลับจะมาบอกเล่าให้เราฟังวิน เล่าว่า เขาเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน มีพี่สาว 1 คน ตอนเด็กเขาก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดา ยังรู้สึกชอบและเคยจีบเด็กผู้หญิงด้วย แต่พอขึ้น ป.5 เขากลับมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างกับเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นเด็กผู้ชายด้วยกัน แล้วความรู้สึกนั้นมันคืออะไร...
“ผมก็แปลกใจนะ ที่ตอนนั้นเวลามองเด็กผู้ชายด้วยกันถอดเสื้อเล่นน้ำ แล้วทำไมผมถึงรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ มันเป็นความรู้สึกที่แวบๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นผมยังคิดว่าอาการแบบนี้พอขึ้นชั้นมัธยมมันคงหายไปเอง แต่สรุปว่าพอเข้าชั้นมัธยมจริงๆ ความรู้สึกนี้ก็ยังอยู่” (หัวเราะ)
กระทั่งเรียนอยู่ ม.3 ความรู้สึกที่แท้จริงจึงค่อยๆ เผยออกมา เมื่อวินไปแอบรักเพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่คนละห้องกัน
“เราสนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เล่นกีฬาด้วยกัน ตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาเทนนิส เรียนพิเศษด้วยกัน เหมือนเขาจะรู้นะว่าผมชอบ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร คงคิดแค่ว่าเราเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันเขาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมยังคิดว่าความรู้สึกนี้ เดี๋ยวพอจบ ม.6 มันก็คงหายไปเอง เพราะปกติแล้วผู้ชายทุกคนก็ต้องแต่งงาน มีเมีย มีลูกกันทั้งนั้น บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเกย์มากนัก”
วินทิ้งความรู้สึกคาใจนั้นไว้ แล้วมุ่งมั่นสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนเรียนจบคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วสอบได้ใบอนุญาตว่าความ แถมยังเรียนเนติบัณฑิตต่ออีกด้วย เมื่อเรียนจบก็มาเป็นทนายอยู่ 3-4 ปี ระหว่างนี้เขาได้ทำตามความฝันของตัวเอง โดยการเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก 16 ประเทศ 5 ทวีป 90 กว่าเมืองด้วยตัวเอง เรียกว่า ทำงานไป เก็บเงินไป เที่ยวไป จนบรรลุความฝันในที่สุด แต่เมื่ออายุ 25 ปี ก็มีสาเหตุที่ทำให้วินต้องบอกความจริงกับพ่อแม่ว่าเขาชอบผู้ชายด้วยกัน
“ตอนนั้นผมอกหัก พ่อแม่ก็สังเกตว่าทำไมผมจึงดูเศร้าเกินไป เพราะปกติแล้วผมเป็นคนร่าเริง ครั้งนี้แม้เป็นการอกหักครั้งที่สองในชีวิต แต่ผมรู้สึกเฮิร์ตมาก ใจจริงผมก็อยากจะบอกพ่อแม่เลยนะ แต่กลัวท่านจะรับไม่ได้ ผมก็เลยเลือกบอกเพื่อนที่สนิทที่สุดก่อน ซึ่งเพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายจริงๆ ครับ
พอบอกไป เพื่อนก็บอกว่าเขารับได้แม้ผมจะเป็นเกย์ หลังจากบอกเพื่อนแล้ว ผมจึงอาศัยความกล้าเดินไปบอกกับพ่อแม่ด้วยเลย ท่านก็ถามว่ามันรักษาหายไหม ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่า ผมสังเกตตัวเองมาตั้งแต่
ม.3-6 จนจบมหาวิทยาลัยก็ยังไม่หาย เพราะการเป็นเกย์มันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่า
พ่อแม่ก็บอกว่า ถึงผมเป็นยังไงพวกท่านก็ยังรักผมเหมือนเดิม เมื่อได้บอกไปแล้วมันเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกเลยล่ะ ผมว่าถ้าถึงเวลาที่ควรจะต้องบอกก็ให้กล้าพูดความจริงไปเลย เพราะตัวเราจะได้สบายใจในการใช้ชีวิตด้วยครับ”
หลังจากนั้นวินก็บินไปเรียนทางด้าน English For Lawyer เพื่อเรียนรู้ระบบกฎหมายที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ เป็นเวลา 2 ปี ระหว่างที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีอิสรเสรีที่สุด วินได้พบเจอเพื่อนมากมายที่มีความรู้สึกเดียวกัน ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตในแบบเกย์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการมีแฟนเพศเดียวกันด้วย เมื่อเรียนจบก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยและใช้ชีวิตสบายๆ อย่างไม่กดดัน
“พอกลับมาเมืองไทย ผมก็ไปชอบน้องคนหนึ่งเข้า แต่เขามีแฟนอยู่แล้ว ผมเลยบอกเขาว่า ผมยินดีจะคบกันแบบ 3 คนนะ น้องกับแฟนเขาก็โอเค แต่พอผมคบกับน้องเขาจริงๆ แบบ 3 คน ก็คบกันได้แค่ 7 เดือนเท่านั้น เพราะคนที่ผมชอบจริงๆ ก็คือตัวน้องเขาคนเดียว ผมไม่ได้ชอบแฟนเขาด้วยนี่นา” (หัวเราะ)
วิน บอกว่า เมื่อก่อนนี้เขาเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเที่ยวผับบาร์ และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้แบบไม่คิดอะไรมาก ไม่เคยคบใครจริงจัง คบได้ไม่เกิน 1 ปี ก็เลิกรากันไป เพราะยังรักชีวิตที่สนุกสนานและมีอิสระ จนวันหนึ่งได้มาเจอกับ “ดุ๊ก” ครั้งแรกที่ฟิตเนส วินก็รู้สึกถูกชะตาและอยากรู้จักขึ้นมาทันที
“จำได้ว่าผมเป็นคนที่เริ่มคุยกับดุ๊กก่อน เมื่อแน่ใจแล้วว่าดุ๊กก็ชอบผู้ชาย ก็เริ่มเดินหน้าจีบอย่างจริงจัง โดยถามถึงสาเหตุที่ทำให้ดุ๊กเลิกกับแฟนทั้งที่คบกันมาถึง 10 ปี ดุ๊กก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจให้ฟังว่า แฟนเก่าของเขาไม่เคยพาไปเที่ยวไหนเลย จะมีก็แค่พาไปกินข้าวและใช้ชีวิตอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น
พอรู้จักกันได้ 2-3 เดือน ผมจึงจัดทริปชวนดุ๊กไปเที่ยวเขาใหญ่ด้วยกัน ไปกางเต็นท์นอนที่นั่น ไปแวะพักเที่ยวฟาร์มโชคชัย ขับรถไปกันสองคน ดุ๊กเลยเริ่มประทับใจ เพราะสิ่งที่เขาต้องการมานานได้รับการตอบสนอง ผมเองก็เป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว เราจึงเข้ากันได้ดี คบกันมา 3 ปี เราพากันไปเที่ยวเกือบทั่วเมืองไทยแล้วครับ ความฝันอีกอย่างของผมตอนนี้ก็คือ การได้พาดุ๊ก พาพ่อแม่ และพี่ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน ซึ่งเป็นความฝันที่ผมหวังไว้ว่ามันจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า”
วิน บอกว่า ทุกวันนี้ความเจ้าชู้ของเขาน้อยลงไปมากแล้ว เขากับดุ๊กคบกันแบบบั๊ดดี้คู่ชีวิต โดยให้ความสำคัญแก่กันและกันเป็นอันดับแรก โชคดีที่ดุ๊กเป็นคนไม่เจ้าชู้ และบังเอิญทั้งคู่มีไลฟ์สไตล์ที่ตรงกัน จึงคบกันได้ดี และหน้าที่การงานของพวกเขาทุกวันนี้ก็ถือว่ามั่นคงดีพอสมควร
“ผมว่าความสุข 90% ในชีวิตคนเรานั้นเกิดจากการมีคู่ชีวิตที่ดี ตอนนี้ผมคิดว่าผมพบคู่ชีวิตแล้วล่ะครับ สำหรับทัศนคติในการใช้ชีวิต ผมจำคำที่พ่อเคยสอนไว้ได้ขึ้นใจเลยว่า ‘ความกลัวทำให้เสื่อม และทำให้เราล้มเหลวไปเสียทุกอย่าง’ ดังนั้น ผมจึงเป็นคนที่ทำอะไรโดยไม่กลัว ทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต
ปัจจุบันนี้ผมจึงกล้าทำในสิ่งที่อยากทำ ผมจึงได้ทำงานที่ตัวเองรัก กล้าที่จะใช้ชีวิตในสิ่งที่เราเป็นโดยไม่กลัวอะไร แม้แต่การเปิดเผยกับสาธารณะว่าผมเป็นเกย์ ผมว่ามันดีกว่าการที่เราหลอกตัวเองแล้วไปแต่งงานกับผู้หญิง โดยสร้างปัญหาทิ้งไว้อีกทอดหนึ่ง นั่นแหละผมว่าแย่กว่าการยอมรับตัวตนของเราเองอีกครับ”
กับยุคนี้ที่ผู้คนมีหลากหลายเพศสภาพมากขึ้น แถมยังมีความรักที่ซับซ้อนมากขึ้น เรื่องนี้มีมุมมองอย่างไร…
“ผมมองว่าสมัยนี้เป็นเรื่องปกติมาก การที่คนเราเกิดมาแล้วรักชอบเพศไหนนั้น เป็นเรื่องที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วครับ คุณไม่ได้ผิดอะไร ไม่ว่าจะหญิงรักหญิง ชายรักชาย ทอมรักกะเทย ผมว่าความรักทุกรูปแบบมันก็เป็นสิ่งที่สวยงามทั้งนั้น
กรณีที่มีการเรียกร้องในเรื่องกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ในฐานะนักกฎหมายแล้ว ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันจะช่วยในเรื่องของทรัพย์สินมรดก ค่ารักษาพยาบาล และอื่นๆ ในชีวิตเราให้ง่ายยิ่งขึ้น
อีกอย่างมันดีต่อกรณีของบางคู่ที่ทำมาหากิน ทำธุรกิจ สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี แล้วพออีกฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไป คู่ของเขากลับไม่ได้อะไรเลย มรดกดันไปตกอยู่กับญาติของคนที่เสียชีวิตแทน อย่างนี้มันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลยละ ผมว่าคนไทยมีนิสัยที่เปิดกว้าง ดังนั้นเรื่องกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ในอนาคตก็อาจมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ครับ”







