
คิดให้ดีก่อนแชร์เรื่องลูก
เฟซบุ๊ก สร้างลูก สร้างโลก
เฟซบุ๊ก สร้างลูก สร้างโลก
พ่อคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันเล่าถึงการเปลี่ยนความคิดของตนไว้อย่างน่าสนใจว่า "ราวสัปดาห์มาแล้วที่ผมเริ่มลบรูปและวีดีโอของลูกออกจากอินเตอร์เนท ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผมแชร์ทุกย่างก้าว ทุกหลักไมล์ที่ผมและครอบครัวมะงุมมะงาหลาผ่านชีวิตไปในโซเชียลเนทเวิร์ค เช่นเดียวกับพ่อแม่จำนวนมาก
หลายเดือนก่อนผมอ่านเรื่องที่ Jeremy Goldkorn เขียนว่า “นี่ไม่ใช่เพียงเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวเท่านั้น แต่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของลูกด้วย” ในขณะนั้นผมไม่ยอมเปลี่ยนท่าที แต่ก็กลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีก 2-3 ครั้ง และพบว่ามีความขัดแย้งในตัวเองมากขึ้นทุกที John Biesnecker ซึ่งทำงานที่เฟซบุ๊ค เขียนตอบเจเรมี่ว่า “ผมกับภรรยามีกฎว่า จะไม่โพสต์อะไรที่เราจะรู้สึกอายถ้าพ่อแม่ของเราโพสต์เกี่ยวกับเราไว้เมื่อเราเป็นเด็ก นี่เป็นการเลือกให้ลูกก็จริง แต่ทุกอย่างที่เราทำในฐานะพ่อแม่ก็คืออย่างนี้ และการเลือกบางอย่างก็มีผลกระทบที่แท้จริง เป็นชิ้นเป็นอัน ทันที ต่อชีวิตลูก เหนือกว่ารูปที่โพสต์ในเฟซบุ๊คหลายเท่า ถ้าเห็นว่าการที่จะมีเรื่องราวของเราปรากฏออนไลน์เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น คุณก็ยิ่งควรควบคุมเท่าที่ทำได้ แทนที่จะปล่อยให้คนอื่นมาควบคุมให้”
จอห์นมีประเด็นที่ดีในการชี้ว่าเราต้องเป็นผู้พิทักษ์อัตลักษณ์ออนไลน์ของลูก จุดที่ทำให้ผมกลับลำก็คือบทความของ Amy Webb ที่เล่าเรื่องของเคทและพ่อแม่นักแชร์ของเธอ “ทุก update ทุกวีดีโอ ทุกโพสต์ของพ่อแม่ ล้วนแล้วแต่ปิดกั้นความหวังที่จะเป็นบุคคลนิรนามของลูกในอนาคต ซึ่งจะสร้างความท้าทายอย่างเด่นชัดแก่ตัวของเธอในกาลข้างหน้า แค่การผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปก็หนักหนาพอตัวสำหรับเธออยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ยิ่งมีการสแกนหาจากรูปใบหน้าได้ ทั้งยังสามารถสืบหาที่อยู่และอื่น ๆ ได้อีกด้วย ยิ่งมีปัญหาอันตรายร้ายแรงแอบแฝงรออยู่”
“วิธีที่ง่ายที่สุดคืออย่าไปสร้างเนื้อหาทางดิจิตอลขึ้นมาเสียแต่แรก โดยเฉพาะสำหรับเด็ก”
สิ่งที่เธอเขียนไว้ทำให้ผมต้องขุดค้นหาคำตอบลึก ๆ ในใจว่า ทำไมจึงแชร์รูปลูก และเชื่อว่าเป็นเพราะความภาคภูมิใจ แต่ความภาคภูมิใจที่ผมมีต่อลูก ซึ่งยังผลให้ปรารถนาจะแชร์กับทุกคนที่จะฟัง (และ “like”) นั้น ช่างไม่คุ้มกับการที่ลูกจะขาดการควบคุมอัตลักษณ์และการเป็นบุคคลนิรนามออนไลน์ในอนาคตเลย
"พอลูกโตขึ้น เขาอาจจะอยากแชร์เรื่องน่าเบื่อหรือน่าอายของชีวิตตัวเองให้ Facebook และ Google เอาไปหากำไรจากโฆษณา แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นก็ถือเป็นหน้าที่พ่อแม่ที่จะพิทักษ์ตัวตนในอนาคตของลูกไว้อย่างดีที่สุด เตรียมตัวเขาให้มีความรู้และเครื่องมือที่จะต้องใช้ ด้วยความเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นจะต้องแชร์ความภูมิใจในตัวเขาทางสื่อดิจิตอลเพื่อให้ความภูมิใจนั้นดำรงอยู่ ปกป้องอัตลักษณ์ทางดิจิตอลของเขาเอาไว้ให้นานก่อนที่เขาจะมาทำยุ่งเสียเอง"
จาก Removing my children from the Internet
http://www.ryan-mclaughlin.com/fatherhood/removing-children-internet/







