
โชตะ มัตสึชิมะ
ออกอากาศไปได้ 3 ตอน ก็เริ่มมีคนกล่าวขวัญถึงละครเรื่อง “กลกิโมโน” ที่ออกอากาศทางช่อง 3
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ... วิศิษฐ์ แถมเงิน
ออกอากาศไปได้ 3 ตอน ก็เริ่มมีคนกล่าวขวัญถึงละครเรื่อง “กลกิโมโน” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. งานนี้ผมเลยมีของดีของญี่ปุ่นมาฝาก เพราะผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักแสดงชาวญี่ปุ่น ที่มารับบทเป็นแฟนเก่าของนางเอก (อารยา เอ ฮาร์เก็ต) ในเรื่อง ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟอย่างใกล้ชิด
เขาคือ โชตะ มัตสึชิมะ นั่นเองครับ
“สวัสดีครับ ผมชื่อโชตะ เป็นนักแสดงจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ ตอนนี้ผมมีผลงานละครซีรี่ส์เรื่องมาสค์ไรเดอร์ ผมรับบทเป็นตัวร้าย ส่วนบทบาทในละครเรื่องกลกิโมโน ผมรับบทเป็นเคนจิ อดีตแฟนนางเอก ที่กุมความลับของกลกิโมโนไว้ ถ้าไม่มีผมเรื่องก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ ผมคิดว่าผมมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้อยู่พอควรเลยครับ (ยิ้ม) แต่ถามว่าความลับคืออะไร เอาเป็นว่า คนดูต้องติดตามเอาเองครับ ผมขอบอกความลับส่วนตัวของผมละกัน ผมไม่ค่อยชอบทรงผมที่กองถ่ายจัดไว้ให้ครับ (หัวเราะ)”
โชตะเผยว่า เขาถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ของนักแสดงญี่ปุ่น หลังจากนั้นทีมงานจากช่อง 3 ก็คัดเลือกอีกที ซึ่งเขาก็ได้ถูกคัดเลือกให้มาแสดงละครเรื่องนี้ในท้ายที่สุด ซึ่งในช่วงแรกๆ ของการทำงาน เขารู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเวลาที่ได้แสดงร่วมกับชมพู่ อารยา รวมทั้งนักแสดงท่านอื่นๆ เพราะนี่เป็นการทำงานต่างบ้านต่างเมืองครั้งแรกของเขา แต่ทีมงานในกองถ่ายก็ช่วยทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
“เวลาผมแสดง ผมต้องพูดเป็นภาษาไทย พอผมรู้ว่าจะได้มาแสดงละครเรื่องนี้ ผมก็ไปเรียนภาษาไทยมา ผมคิดว่าการออกเสียงภาษาไทยค่อนข้างยาก เพราะว่าภาษาไทยมีหลายเสียงหลายระดับที่ภาษาญี่ปุ่นไม่มี ในเรื่องกลกิโมโน ผมชอบไดอะล็อกของผมที่พูดว่า ไม่เป็นไรครับ ผมพูดแล้วรู้สึกฟังดูดีทีเดียวเชียว (ยิ้ม)”
สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับโชตะในการแสดงละครเรื่องนี้ เขาเผยว่า มันคือการแสดงอารมณ์ความรู้สึกจากข้างในออกมาโดยเฉพาะฉากที่โดนชมพู่ อารยา ตีแล้วต้องร้องอูยมันต่างจากคนญี่ปุ่นที่โดนตีแล้วเจ็บแล้วร้องออกมาอีกแบบความยากจึงอยู่ที่ต้องแสดงออกมาให้เจ็บแบบเป็นธรรมชาตินั่นเอง
อย่างที่โชตะบอกไปว่า ผลงานในญี่ปุ่นของเขาตอนนี้หลักๆ ก็คือซีรี่ส์เรื่องมาสค์ไรเดอร์ นอกจากนั้นเขายังมีผลงานละครเวที ซึ่งหนึ่งปีเขาจะรับเล่นละครเวที 1 เรื่อง
“ผมคิดว่าการแสดงละครเวทีแตกต่างจากละครโทรทัศน์ ที่ต้องแสดงต่อหน้าผู้ชมแบบสดๆ ซึ่งการแสดงละครเวทีต้องใช้สมาธิอย่างสูง หากแสดงไม่ลื่นไหล ละครเวทีเรื่องนั้นก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นนะครับ นักแสดงที่อยู่บนเวทีทุกคน ก็ต้องทุ่มเทและมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา มันต่างจากการแสดงละครโทรทัศน์ ที่เล่นให้พอดี เดี๋ยวกล้องจะจับมาที่เราเอง และเวลาแสดง เล่นไม่ดี ก็สั่งคัตได้”
นอกจากนี้ เขายังเคยได้แสดงละครเวทีแนวมิวสิคัล ที่ต้องทั้งร้อง เล่น และเต้น โดยโชตะเผยว่า เขาถนัดเล่นและเต้นมากกว่า แม้จะร้องเพลงได้แต่เรื่องร้องเพลงน่าจะไม่ใช่ทางของเขา
“ในอนาคตผมอยากเป็นนักแสดงระดับอินเตอร์ ที่ได้ทำงานร่วมกับทีมงานจากหลากหลายประเทศ ตอนนี้ผมจึงเต็มที่กับการเรียนรู้ภาษาและทักษะทางการแสดงให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำงานกับทีมงานต่างชาติได้ดียิ่งขึ้น ผมอยากทำงานกับทีมงานทั่วโลกเลยครับ แต่ก็ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
โชตะเผยว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้จักประเทศไทยสักเท่าไหร่ แต่พอได้มาเมืองไทย ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของโปรดักชั่นไทย ก็รู้สึกผูกพันและชอบประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้คนและรอยยิ้ม รวมถึงอาหารไทยด้วย “อาหารไทยรสชาติดีครับ ผมชอบกินรสเผ็ด อาหารไทยเลยถูกลิ้น พอกลับไปญี่ปุ่น ผมกินอาหารญี่ปุ่นแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดไปทันที เลยทำให้คิดถึงอาหารไทยขึ้นมา เรื่องอาหารนี่ทำให้ผมอยากทำงานกับคนไทยมากยิ่งๆ ขึ้นเลยทีเดียวครับ”
สำหรับผู้หญิงไทยในความรู้สึกของโชตะนั้น สวยและมีเอกลักษณ์“ในความรู้สึกของผม ผู้หญิงไทยแตกต่างจากผู้หญิงญี่ปุ่น ตรงที่มีความเจิดจ้า ผ่าเผย มีชีวิตชีวาดีครับ ถามว่าชอบมัั้ย ผมก็ชอบนะ (ยิ้ม) ส่วนเรื่องสไตล์การแต่งตัวของผม ผมชอบเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วพอดีตัว ไม่ใหญ่และเล็กจนเกินไปครับ”







