
เมื่อ...'ยักษ์ใหญ่' ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ในภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
ในภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน บริษัทในอุตสาหกรรมรถยนต์รายใหญ่ของโลกอย่าง "โตโยต้า" ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว พร้อมมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดในอนาคต เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีไปยังคนรุ่นต่อไป ที่ดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งการพัฒนายนตรกรรม และกิจกรรมเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ "ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา" พร้อมกับนำเราไปดูความก้าวหน้าด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประเทศญี่ปุ่น
จากเทคโนโลยีสิ่งทอสู่เครื่องยนต์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ ทีเอ็มซี (Toyota Motor Corporation) ประเทศญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 70 ปี ในปัจจุบัน โดยผู้ก่อตั้ง ซาคิจิ โตโยดะ นักนวัตกรรม นักประดิษฐ์เครื่องทอผ้า ที่เข้ามาบุกเบิกธุรกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอ พร้อมยึดมั่นนโยบายบริษัท "การผลิตเพื่อประเทศชาติ พร้อมตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ" ด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงดังกล่าว
ก่อนที่บุตรชาย คิอิจิโร่ โตโยดะ จัดตั้งแผนกใหม่ และหันมาพัฒนาเครื่องยนต์ Type A เพื่อนำไปใช้ในโมเดลเอวัน (Model A1) ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งคันแรกของบริษัท และรถบรรทุกจีวัน (G1) พร้อมพัฒนารถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลรุ่นดังกล่าวเพื่อทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมาถึงปัจจุบัน โตโยต้าได้กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นและของโลก มีฐานการผลิตสินค้าเพื่อทำตลาดส่งออกไปกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โตโยต้ามุ่งให้ความสำคัญในด้านวิจัยและพัฒนายานยนต์ โดยเฉพาะการคิดค้นรถยนต์ประหยัดพลังงาน "ไฮบริด" และ "อีโค คาร์" ออกสู่ตลาด ในแต่ละรุ่น ที่อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ภายใต้หลักคิด การใช้รถยนต์ที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในการผลิตและมาตรฐานความปลอดภัย ไปพร้อมกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังร่วมกับตัวแทนขายในญี่ปุ่นมาตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ควบคู่ไปกับงานด้านการศึกษา จากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยโตโยต้า ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นสูงในโลกยนตรกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงปัญหาหลักที่พบว่า รถยนต์ในปัจจุบันต่างมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำนวนมากขึ้น
โตโยต้ามิไร พลังงานสะอาด
ในฐานะที่โตโยต้า เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และเห็นว่าจะต้องผลิตยานยนต์ที่บริโภคพลังงานเชื้อเพลิงต่ำและประหยัดพลังงานออกมาสู่ตลาด เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ต่อยอดหลักคิดมาสู่การพัฒนารถยนต์ไฮบริด ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนแบบปลั๊กอิน (พีเอชวี) และรถยนต์ไฮโดรเจนที่ใช้พลังงานไอน้ำ (เอฟซีวี) เพื่อลดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์
โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ โตโยต้าได้เปิดตัวรถยนต์รุ่น มิไร (Toyota Mirai) รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ซีโอทู ซีโร (Co2 Zero) ออกสู่ตลาดครั้งแรกในโลก โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าวได้วางแผนการทำตลาดเบื้องต้นในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรปด้วย มีความพร้อมในด้านของสถานีบริการพลังงานไฮโดรเจนที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนของรถยนต์รุ่นดังกล่าว
ขณะที่รถยนต์ โตโยต้า มิไร นั้นมีคุณสมบัติในการใช้พลังงานไฮโดรเจนในการขับเคลื่อน ใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงได้เต็มถังไม่เกิน 3 นาที สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 700 กม./การเติมเชื้อเพลิง 1 ครั้ง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งสุดยอดรถประหยัดพลังงาน ที่ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับหลักคิด “สังคมดี เมืองน่าอยู่” ของโตโยต้า ที่วางไว้เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินกิจการในแต่ละประเทศทั่วโลก
เมืองต้นแบบประหยัดพลังงาน
มาถึงไฮไลต์สำคัญ เพราะนอกจากโตโยต้าจะให้ความสำคัญในตัวผลิตภัณฑ์ยานยนต์ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของมนุษย์ ในการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว โตโยต้ายังได้มองไกลไปถึงความมุ่งมั่นสู่สังคมแห่งสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเทศบาลโตโยต้า เมืองแห่งสังคมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่วางไว้เป็นต้นแบบเมืองแห่งอนาคตด้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สำหรับเมืองดังกล่าว ตั้งอยู่ศูนย์กลางของจังหวัดไอจิ ที่โตโยต้ามีฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่อยู่ที่นี่ ขณะที่สำนักงานใหญ่ของโตโยต้าตั้งอยู่ในจังหวัดนาโกยา ที่อยู่ติดๆ กัน โดยเทศบาลโตโยต้าจะมีประชากรราว 4 แสนคน มีพื้นที่ของเมืองแบ่งสัดส่วน 30% เป็นบ้านเรือนชุมชน และอีก 70% นั้นเป็นป่าไม้ โดยมีกลุ่มสินค้าหลัก คือ ลูกพีช แพร์ และรถยนต์มิไร ที่สร้างรายได้หลักให้กับเมือง
โอตะ โตชิฮิโกะ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองโตโยต้า เล่าว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการมานาน 5 ปี ในปัจจุบันเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ไม่ต่ำกว่า 50 บริษัท เพื่อร่วมพัฒนาสร้างให้เป็นสังคมเมืองที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการใช้ชีวิตในบ้านเรือน หรือการเดินทางที่ประหยัดพลังงานด้วย จังหวัดไอจิ ถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ในปัจจุบัน
ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงตระหนักถึงปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเห็นว่าจะต้องเร่งแก้ไขในเวลานี้ พร้อมหาวิธีที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด โดยวางเป้าหมายไว้ใน 4 เรื่อง คือ 1.ที่อยู่อาศัย 2.การจราจร 3.สาธารณูปโภค ที่รวมถึงร้านสะดวกซื้อ และ 4.การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ ที่จะเป็นเมืองแห่งอนาคตที่ผสานวิถีการใช้ชีวิตแบบเดิมและเทคโนโลยีไปพร้อมกัน
ขณะที่ในส่วนของที่อยู่อาศัย หรือบ้านเรือนนั้นได้มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการ เพื่อพัฒนาสร้างบ้านอัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฮม รวมทั้งเจ้าของสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น ที่รวมทั้งเส้นการจราจร รถบัส รถยนต์มิไร ไปจนถึงบริการรถพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับเดินทางคนเดียว เป็นต้น โดยปัจจุบันมีครัวเรือนจำนวน 67 หลัง ที่อยู่อาศัยในสมาร์ทโฮม ที่อยู่ในเมืองนี้
สำหรับบ้านอัจฉริยะ ภายใน “โตโยต้า อีโค ฟูล ทาวน์” นั้นได้จำลองรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งสองส่วนที่อยู่ร่วมกัน ทั้งคนเมืองและชนบท ผ่านบ้านจำลองทั้งสองแนวคิดที่มีการออกแบบที่อยู่อาศัย ให้มีการควบคุมพลังงานให้เหมาะสม จากระบบ HERMS ที่เชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ พาเนล) ไว้ที่หลังคาบ้าน เพื่อให้คำแนะนำการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การเปิดปิดเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งภายในบ้าน ชิ้นต่างๆ เช่น เสื่อทาตามิญี่ปุ่น ก็ใช้วัสดุที่ทำจากกระดาษที่ไม่ใช่หญ้า เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด ฯลฯ ภายใต้การนำเสนอผลงานการออกแบบการสร้างบ้าน จากบริษัท 3 ราย คือ Nice, Daiwa และ Lixil โดยสนนราคาบ้านอัจฉริยะ 1 หลัง สำหรับในเมืองจะมีราคาอยู่ที่หลังละ 45 ล้านเยน และบ้านในชนบทจะอยู่ที่ประมาณ 36 ล้านเยน
ในส่วนของการจราจร หรือการเดินทางในเมืองนี้ ส่วนหนึ่งที่นอกจากการใช้รถนยนต์ประหยัดพลังงานเซลเชื้อเพลิงแล้ว ยังมีบริการรถพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กแบบขับขี่หนึ่งคนเพื่อให้บริการสาธารณะ ที่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. และวิ่งได้ไกลถึง 55 กม. /การชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง ภายใต้บริการที่เรียกว่า Hamoride ที่ปัจจุบันมี HamoStation ราว 36 แห่ง กระจายให้บริการทั่วเทศบาลโตโยต้า และมีสมาชิกใช้บริการ 3,500 คน โดยมีจำนวนรถรองรับการให้บริการราว 100 คัน
ขณะที่เป้าหมายของโครงการดังกล่าว หวังให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งอนาคตด้านประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติและเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน
ด้วยเชื่อว่าถ้าเรารักธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะรักเราเช่นกัน







