
Good Taste/Bad Taste Moschino 30 Years of Fun
โดย... katieismonster ภาพ : Moschino
โดย... katieismonster ภาพ : Moschino
สำหรับคนวัยกลางคน หรือเราจะเรียกกันตรงนี้แบบสุภาพว่า วัยรุ่นระยะสุดท้าย เคยมีใครลองมองย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีที่แล้ว ว่าตอนเด็กๆ เราแต่งตัวกันตลกแค่ไหน ยิ่งถ้าใครอายุตอนนี้รุ่นขบเผาะซัก 30 ตอนกลาง แหม่... แบบเป็นวัยกำลังสวยกำลังหล่อวัยฮอร์โมน คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่เคยได้ยินชื่อดีไซเนอร์อย่าง มอสคีโน่ (Moschino) ดีไม่ดีส่วนใหญ่จะมีหรืออย่างน้อยก็เคยมีสมบัติสักชิ้น ถ้าถามคนเขียน คำตอบที่ได้คำตอบเดียวและจะเป็นคำตอบสุดท้าย จะถามวันนี้หรืออีกสิบปีก็ได้คำตอบเดิมคือ ชอบรักสะสมเก็บถือว่าในตู้เก็บของ นี่คือสมบัติที่หวงแหนเลยก็ว่าได้
มันเป็นความชอบแบบลงลึกเข้าเส้น ไม่ใช่เพราะดีไซน์น่ารักกุ๊กกิ๊กแบบหนุ่มสาววัยแรกรุ่น แต่เพราะแก่นและจิตวิญญาณของแบรนด์ที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ดีไซน์ที่พูดถึงเรื่องเทรนด์ความทันสมัยเป็นอันดับสอง รองจากการเสียดสีเย้ยหยันสังคมและวงการแฟชั่น งานดีไซน์ที่เล่นกับความตลก ความไม่สมบูรณ์แบบของโลก เพ้อๆ เพี้ยนๆ ที่น้อยคนนักจะหยิบมาใช้ในงานออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งความหรูหรา อย่างโลกแฟชั่น คงไม่ต้องพูดถึง
ยิ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว Monsieur Moschino จะเป็นที่รู้จักและถูกจับตามองกับการลุกขึ้นมาสร้างกระแสใหม่ปลุกความคิดให้โลกได้รู้จักและเป็นที่วิจารณ์กันสนุกปากทั้งรักทั้งเกลียดปะปนกันไป แต่ถ้ามองย้อนกลับไปเขาก็ได้สร้างสีสันที่ลืมไม่ลงให้กับวงการแฟชั่นและสีสันที่แม้จะดูเสียดแทงแต่ก็แอบแฝงความล้อเลียนสุดสนุกอยู่ในที
พูดถึงมอสคีโน่ คงมีคนไม่มากที่จะให้ความสนใจ ด้วยว่าตัวแบรนด์ไม่ได้พูดถึงเทรนด์อะไรมากมาย เมื่อเทียบกับแบรนด์หรูหราด้วยกันในมิลาน มอสคีโน่ ก่อตั้งและถือกำเนิดโดย ฟรังโก มอสคีโน่ (1950-1994) เริ่มงานในวงการแฟชั่นจากการเป็นผู้ช่วย และขยับขึ้นมาเป็นมือขวาของดีไซเนอร์ชื่อดังแห่งยุคบาโรกอย่าง จันนี่ เวอร์ซาเช หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนวิทยายุทธ์แก่กล้าก็ถึงเวลาฉายเดี่ยว เริ่มและก่อตั้งมอสคีโน่ แบรนด์สุดขี้เล่นในปี 1983 และโด่งดังเฟื่องฟูจากงานดีไซน์สีสันคัลเลอร์ฟูล บวกกับงานออกแบบที่เสียดสีสังคมแฟชั่น และแอดแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ที่แฝงความเป็นแฟชั่นอย่างแยบยล
การจากไปของฟรังโกด้วยโรคร้าย เป็นที่น่าเสียดายกับพี่ๆ น้องๆ ในวงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก จะเหลือก็แต่ความทรงจำ
ปีนี้ห้องเสื้อขี้เล่นเก่าแก่ถือโอกาสครบรอบ 30 ปี ที่ได้สร้างความมันความแก่นให้กับโลกแฟชั่น 30 ปี!!! คิดแล้วพลางก็ลองนึกเล่นๆ 30 ปีที่แล้วเราทำอะไรอยู่น้า??? คิดไปคิดมาก็ยิ้ม แต่ก็แอบสะดุ้งด้วยความตกใจ นี่ มอสคีโน่ ครบรอบ 30 ปีแล้วหรือเนี่ย คิดแล้วก็ใจหายกับเวลาและอายุ
ใจหายกับวันเวลาและอายุไม่เท่าไหร่ ใจหายหนักเลยเมื่อปีที่แล้ว ห้องเสื้อดังประกาศเทียบเชิญอเมริกันดีไซเนอร์หัวขบถอย่าง เจเรอมี สก๊อต พระเจ้าช่วยกล้วยทอดขอร้องอุทานแบบเชยๆ สักครั้ง แล้วแบบนี้เขาจะมาทำมิดีมิร้ายกับมอสคีโน่ที่ฉันรักหรือเปล่า? นั่นแน่จริงด้วย เจเรอมี เธอทำอะไรของเธอนั่น!!!
เจเรอมี เปิดตัวโดยการปล่อย Capsule collection ที่พร้อมขายหลังจากเดินบนรันเวย์เลยในวันรุ่งขึ้น โดยล้อเลียนเจ้าพ่อ Fast food ชื่อดังของโลก พร้อมพ่วงคอนเซ็ปต์ Fast fashion แบบมองด้วยตาข้างเดียวก็รู้ว่าต้องฮิตติดลมบน ถูกอกถูกใจสาวเอเชีย และเหยื่อทางการตลาดทาสแฟชั่นเป็นยิ่งนัก
แน่นอน ขึ้นชื่อว่า Fast fashion มันก็มาเร็วไปเร็วเป็นกระแสเป็นสัจธรรมโลก เจเรอมีใช้เวลาไม่ถึงปีทำให้ชื่อของมอสคีโน่กลายเป็น Fast fashion แบบเสื้อผ้าโหลแทนที่จะเป็นแบรนด์ไฮเอนด์ ขายดีนะขายดีอยู่หรอก แต่ถามว่ามันสร้างสรรค์อะไรมั้ยให้กับห้องเสื้อที่เขาทำเอาไว้ดีเสียเหลือเกิน (เขียนไปปาดน้ำตาไป เวลาผ่านไปปีหนึ่งแล้วยังเศร้าอยู่) คอลเลกชั่นแล้วคอลเลกชั่นเล่าที่ เจเรอมีเหยียบย่ำหัวใจสาวกดั้งเดิม และขยี้จิตวิญญาณแก่นแท้ของห้องเสื้อมอสคีโน่
วันเวลาดำเนินไปเหมือนสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ วันนี้มอสคีโน่ฉบับ เจเรอมี สก๊อต ยังคงดำเนินต่อไปแบบแรงดีสีไม่ตก สื่อโปรโมทกันทุกทางธุรกิจก็ต้องเป็นธุรกิจ ในเมื่อสิ่งที่ระบบต้องการคือ งานขายต้องมา เราผู้เสพตัวเล็กๆ ก็ได้แต่ยืนมองปาดน้ำตาและแสร้งว่าเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ และเก็บความรู้สึกเสียใจไว้ให้ลึกอย่าให้ใครจับได้
หลังจากโชว์ครบรอบ 30 ปี ที่รวบรวมความขลังความขี้เล่นเสียดสีล้อเลียนข่าวคราวทางสังคมการเมือง หรือแม้แต่การประชดประชันตัวเองในฐานะคนแฟชั่นอย่าง ฟรังโก มอสคีโน่ วันนี้ห้องเสื้อในมือของ
ดีไซเนอร์ใหม่อาจไม่เหมือนครั้งก่อนที่ฟรังโกเคยทำไว้ แต่อย่างน้อยเราก็ยังได้เห็นว่า แบรนด์ยังไม่ได้หนีหายตายจากไปไหน ถึงจะเป็นวันนี้ที่ไม่เหมือนวันวานก็ตาม
Goodbye Monsieur







