
นฤทธิ์ นิยมสุข ละครโรงเล็ก แต่หัวใจยิ่งใหญ่
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
จากบัณฑิตด้านการละคอน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การเป็นนักแสดงละครเวที พิธีกร จนปัจจุบัน มาร์ช-นฤทธิ์ นิยมสุข ชายหนุ่มวัย 30 ปี ยึดงานหลักเป็นคุณครูสอนการแสดง ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และเสาร์-อาทิตย์ ก็มาสอนที่ซูเปอร์สตาร์ อะคาเดมี่ ซึ่งสอนเด็กนักเรียนที่นี่มาได้ 9 ปีแล้ว
“ผมรักการสอนครับ เพราะมันเป็นงานที่สนุก ท้าทาย แม้จะได้เงินน้อยก็ตาม แต่ผมจะคิดอยู่เสมอว่า เมื่อไรที่เรามาสอน เราจะสนุกไปกับลูกศิษย์ ความสนุกนั้นทำให้เราลืมเหนื่อย ลืมว่าได้เงินน้อยไปเลย (หัวเราะ)”
สำหรับวิชาการสอนของ นฤทธิ์ หลักๆ เขาจะสอนวิชาการแสดง วิชาวาทศิลป์ และวิชาโมเดลลิ่ง (สอนการเป็นนายแบบ นางแบบ) ซึ่งจากการสอนวิชาเหล่านี้ ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจอยากนำเด็กนักเรียนของเขามาทำละครเวทีร่วมกัน ภายใต้ชื่อกลุ่มละคร 1 โหล เพื่อจะได้ให้เด็กนักเรียนได้รู้จักการทำงานจริง ในโลกแห่งความเป็นจริงนอกตำราเรียน
“ผมเริ่มต้นทำละครเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยนำเด็กนักเรียนในซูเปอร์สตาร์ อะคาเดมี่ มาทำ ผมทำเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ทำแบบไม่มีฉาก ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะสถานที่ใช้ห้องในโรงเรียน เสื้อผ้าหน้าผมก็จัดเตรียมกันเอง ผมจะบอกเด็กนักเรียนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับการแสดง เด็กนักเรียนจึงเล่นกันแบบสู้ตาย โดยเราเล่นรอบเดียว เล่นเสร็จ ผู้ปกครองมีความสุขมาก บอกสนุกดี เราก็มีกำลังใจที่จะทำเรื่องต่อไป”
ปีต่อมา นฤทธิ์ ลงมือทำเรื่อง ก็องดิด โดยเพิ่มรอบการแสดง เล่นกัน 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้ฉากเป็นฉากผ้า ที่เขาเอาผ้าที่เขามีมาประยุกต์ใช้
“ต่อมาผมนำเด็กนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ผมสอน มาทำร่วมกับเด็กนักเรียนในซูเปอร์สตาร์ อะคาเดมี่ โดยผมทำเรื่อง เกิด เป็นฟิสิคัลเธียเตอร์ เพราะเรามีเด็กนักเรียนที่พอมีทักษะด้านการเต้น ประจวบกับมีงานประกวดเทศกาลละครกรุงเทพ เราเลยส่งตัวเองเข้าประกวด ซ้อมกันหนักมาก ปรากฏว่าเราได้รางวัลที่ 1 ดีใจกันมาก จากนั้นเด็กนักเรียนก็เรียกร้องให้เราเขียนบทใหม่ ที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจและแสดงได้ทันสมัยมากขึ้น ผมจึงเขียนบทเรื่อง Guy Girl Gay เพื่อให้เข้ากับตัวนักเรียน ที่มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเกย์ โดยใช้ฉากไม้ ซึ่งผู้ปกครองมีไม้อัด เขาเลยเอามาให้ เราก็เอาไม้มาตอกฉากกันเอง ต่อมาคือเรื่อง ที่หมาเยี่ยว เดอะ มิวสิคัล เราแต่งบทกันเอง แต่งเพลงกันเอง แม้เด็กนักเรียนจะร้องเพลงไม่เก่ง แต่เด็กอยากเล่นอยากร้อง เราก็เลยแต่งบทให้เด็กแสดงได้ง่ายขึ้น ฉากเป็นสลัม เราก็ไปขอสังกะสีที่ไซต์งานก่อสร้างใกล้ๆ พี่กรรมกรเขาใจดีก็ยกให้ เอาเด็กที่ชอบพ่นสเปรย์บนกำแพงตอนกลางคืนมาช่วยพ่นสีให้ ต่อมาก็เรื่อง แรด เป็นแนวแอดเสิร์ด ทีนี้เราจัดเวทีเป็นวงกลม ทำให้ห้องที่เคยจุที่นั่งได้ 50 คน เพิ่มได้ถึง 80 คน ฉากก็เน้นไปที่พื้น โดยไปขอสติ๊กเกอร์ที่ร้านขายสติ๊กเกอร์ที่กำลังจะปิดตัว เขาก็ให้เรามา เราก็เอามาตกแต่งพื้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของฉาก”
จนมาถึงเรื่องล่าสุดที่เพิ่งเปิดการแสดงไปเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือเรื่อง หอย คลับ เดอะ มิวสิคัล ที่เล่นกันถึง 7 รอบ นฤทธิ์ เผยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้เพราะเขามีลูกศิษย์เป็นกะเทย เขาเลยคิดบทตัวเอกที่เป็นกะเทยมาเพื่อให้เด็กนักเรียนของเขามาแสดงได้เต็มที่
“ในฐานะที่เราเป็นครู ถือว่าประสบความสำเร็จ ในแง่ที่เด็กนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาจจะไม่ดีเลิศ แต่ดีขึ้นจากจุดตั้งต้น ซึ่งมันจะทำให้เขาก้าวไปสู่การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม”
นอกจากนี้ นฤทธิ์ ยังเผยว่า เขายังได้มองเห็นพัฒนาการของตัวเขาเอง รวมทั้งมองเห็นการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่งของกลุ่มละครกลุ่มนี้
“สุดท้าย ผมได้มองเห็นการทำงานของเด็กนักเรียนที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ทำงานกันเป็นทีม ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง เด็กทุกคนได้ฝึกงานจริง ได้แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า บางคนทำงานฝ่ายต่างๆ จนเกิดแรงบันดาลใจ อยากเอาดีในด้านนั้นๆ เขาก็ไปเรียนต่อเพิ่มเติมอย่างเอาจริงเอาจัง ในฐานะคนเป็นครู มันรู้สึกดีและมีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไปครับ”







