posttoday

โลกของหัวหมวกกันน็อก

18 เมษายน 2558

คู่รักขี่บิ๊กไบค์เที่ยวทั่วประเทศไทยโดยมีเอกลักษณ์ตรงที่ไม่ถอดหมวกกันน็อก ไม่ว่าจะอยู่บนรถคู่ใจ ขี่ช้าง นั่งเรือ พายแคนู หรือกระทั่งดำน้ำ!

โดย...รอนแรม ภาพ...Motorbike Journey

ออกตัวก่อนว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เห็นหน้า ตามคอนเซ็ปต์ของ เดีย-ปิยะวัฒน์ และ แนท-วรรษมน ที่ขอใช้นามสกุล มอเตอร์ไบค์ เจอร์นี่ย์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Motorbike Journey ที่มียอดไลค์มากถึง 61,900 ไลค์ ภายในระยะ 1 ปี พวกเขาคือคู่รักขี่บิ๊กไบค์เที่ยวทั่วประเทศไทยโดยมีเอกลักษณ์ตรงที่ไม่ถอดหมวกกันน็อก ไม่ว่าจะอยู่บนรถคู่ใจ ขี่ช้าง นั่งเรือ พายแคนู หรือกระทั่งดำน้ำ!

หัวหมวกกันน็อก

คาแรกเตอร์ในเฟซบุ๊ก Motorbike Journey เดียจะใส่หมวกกันน็อกสีดำ แนทใส่หมวกกันน็อกสีขาว ทั้งคู่เป็นแฟนกัน เริ่มเที่ยวด้วยกันโดยใช้บิ๊กไบค์มาประมาณปีกว่าซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สร้างเฟซบุ๊กแฟนเพจขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวท่องเที่ยวในแบบฉบับของตัวเอง แบบที่“ไม่ถอดหมวกกันน็อก”

ทำไมถึงไม่ถอด เดียกลั้นหัวเราะก่อนจะตอบมาว่า “เพราะหน้าตาไม่น่าติดตาม” คนฟังกลับต้องหัวเราะแทน พลันฟังเขาต่อไปว่า ในตอนแรกที่ทำคลิปลงเฟซบุ๊ก เขาไม่รู้ว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรจึงปิดหน้าปิดตาไว้ก่อน แต่ปรากฏว่ามันกลายเป็น “กิมมิก” ของคลิป จากนั้นก็ทำต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะแปลกแล้วยังเสียงหัวเราะให้ผู้ชมได้อีก เพราะไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองคนจะกล้าใส่หมวกกันน็อกไปด้วยทุกที่ที่แปลกสุดๆ ก็คงเป็นทริปใส่หมวกกันน็อกดำน้ำ ทั้งฮา ทั้งทึ่งในความพยายามที่จะรักษาตัวตนของ Motorbike Journey

โลกของหัวหมวกกันน็อก

 

เดือน เม.ย. ครบ 1 ปีที่สร้างเฟซบุ๊กขึ้นมา มันเริ่มมาจากความสนุก เพราะเดียทำงานในวงการโฆษณาและพากย์เสียงโฆษณาอยู่แล้วจึงอยากทำคลิปท่องเที่ยวของตัวเองดูบ้าง “เราก็เที่ยวเป็นปกติอยู่แล้ว เลยลองทำ เขียนสคริปต์ ลงเสียง เล่าเรื่องเอง แล้วตัดต่อแบบบ้านๆ ดู ปรากฏว่าคนดูชอบประมาณหนึ่งก็เลยทำมาเรื่อยๆ” แต่หากว่าใครได้ดูเองจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่คลิปบ้านๆ เลย โดยเฉพาะสคริปต์และภาพที่มีการวางลำดับมาอย่างดีไม่ต่างจากโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยที่ดีชิ้นหนึ่งเลย

สรุปแล้วที่พวกเขาต้องเป็นหัวหมวกกันน็อกเพราะสาเหตุหน้าตาไม่น่าติดตามงั้นหรือ ความคิดแรกอาจจะใช่แต่ตอนนี้มันกลายเป็นตัวตนของ Motorbike Journey เหมือนเป็นบทบาทของทั้งคู่บนโซเชียลมีเดียที่มีหน้าที่พาทุกคนซ้อนท้ายไปเที่ยวด้วยกันโดยที่ไม่ต้องสนใจว่าพวกเขาคือใคร แค่เห็นในแบบที่พวกเขาเห็นก็พอ

สองคนบนสองล้อ

เดียเลือกขี่บิ๊กไบค์มาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ด้วยสาเหตุ 2 ข้อหลัก ได้แก่ ความคล่องตัว “ผมเที่ยวได้เฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป รถเลยเยอะมาก แต่พอขี่มอเตอร์ไซค์มันจะไปได้เร็วกว่า แม้ว่าจะเป็นบิ๊กไบค์คันใหญ่ก็ตามยังไงก็เร็วกว่ารถยนต์”

สองคือ สัมผัส “ขี่มอเตอร์ไซค์มันต่างจากรถยนต์ตรงที่ว่าได้ใกล้ชิดกับสิ่งรอบตัว รถยนต์มันนั่งเปิดแอร์เย็นๆ แล้วนั่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งแต่มอเตอร์ไซค์มันได้สัมผัสหมดเลยทั้งกลิ่นความเย็น ความร้อน เปียกชื้น เวลาหน้าฝนหมอกลงผมก็ได้สัมผัสมันได้เต็มที่ กลายเป็นว่าความสุขมันไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่มันอยู่ตลอดการเดินทาง”

ส่วนแนทเข้าสู่วงการสองล้อตั้งแต่คบกับเดียจากตอนแรกที่กลัวมอเตอร์ไซค์เพราะมีประสบการณ์เคยหล่นจากมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ลองซ้อนท้ายไปเที่ยวในระยะสั้นๆ ก่อนจนตอนนี้กลายเป็นสก๊อยเต็มตัวชำนาญในการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปแล้ว และเคยท่องไทยไปกับเขามากที่สุด 4,700 กม.

“มันเหมือนได้เปิดโลกอีกโลกหนึ่ง” แนทกล่าวถึงการเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ “พอได้ลองดูก็ชอบมันสนุก ได้ทำอะไรมากกว่าที่เคยทำมา จากเมื่อก่อนจะขับรถยนต์เที่ยวอยู่ในแอร์เย็นๆ ไปกับเพื่อนในที่เดิมๆ” ผิดกับตอนนี้ที่ทั้งคู่จะวางแผนเที่ยวเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะไปในที่ใหม่ๆ เส้นทางใหม่ๆ เสมอ

โลกของหัวหมวกกันน็อก

 

เดียกล่าวว่าเส้นทางหลักของการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวหนีไม่พ้นเส้นทางเหนือ เช่น น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพราะเป็นเส้นทางธรรมชาติ ถนนดี วิวสวยแต่จริงๆแล้ว แต่ละภาคก็มีความสวยงามคนละแบบ เขายกอย่างภาคใต้ต้องไปเส้นทางชุมพร ระนอง เส้นตะวันตกไปกาญจนบุรี สังขละบุรี ทองผาภูมิ หรืออีสาน ที่เพิ่งไปมาล่าสุดคือเส้นจากกรุงเทพฯ ไปบึงกาฬ เขาใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น-บึงกาฬ ไปเที่ยวภูทอก บึงโขงหลง จากนั้นกลับทางขอนแก่น-เขาใหญ่-ปราจีนบุรี-กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 1,700 กม.

“จริงๆ ชอบทุกทริป” เดียเลือกตอบไม่ถูกว่าทริปไหนน่าประทับใจที่สุด แต่ถ้าทริปไหนที่ไกลที่สุดต้องยกให้เส้นทางรูปหัวใจ 9 วัน ระยะทาง 4,700 กม. จากกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี แวะเที่ยวสามพันโบก-เลย เที่ยวเชียงคาน แล้วขี่เลาะแม่น้ำโขงสู่หนองคาย-เชียงราย-แม่ฮ่องสอน-น่าน-ตาก-อยุธยา-กรุงเทพฯ ส่วนทริปที่มีเรื่องราวมากที่สุด เดียมอบให้ทริปบ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นทุ่งนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดในประเทศไทย ทริปนี้มีเรื่องราวเพราะเขาต้องฝ่าอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศ ได้รับน้ำใจจากชาวบ้าน และได้เห็นความสวยงามจับใจที่ไม่อาจลืม

เด็กแว้นขอแนะนำ

ก่อนหน้าที่แว้นเดียจะได้เจอกับสก๊อยแนท เดียก็เที่ยวคนเดียวบ้าง ไปเป็นกลุ่มบ้าง ซึ่งเขาได้แนะนำคนที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวคนเดียวว่า เวลาไปไหนควรบอกให้คนทางบ้านหรือเพื่อนทราบ “เพราะมอเตอร์ไซค์มันอันตราย ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่มีคนรู้เลย” หรือหากไปเป็นกลุ่มก็ควรเคารพเพื่อนร่วมทางและสถานที่อย่างถ้าไปเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติ รถที่ใช้ก็ไม่ควรเสียงดังรบกวนสิ่งแวดล้อม

โลกของหัวหมวกกันน็อก

 

เดียอยู่ในแวดวงบิ๊กไบค์มานาน นานก่อนที่เทรนด์บิ๊กไบค์จะบูมเสียอีก ซึ่งเขามองว่าปริมาณคนขี่บิ๊กไบค์มันมากขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะเมื่อ 7 ปีก่อนแทบจะไม่เห็นคนขี่บิ๊กไบค์บนท้องถนนเลย แต่ 3 ปีที่ผ่านมาคนเข้าถึงบิ๊กไบค์กันง่ายขึ้น มีร้านจำหน่ายมากขึ้น ทำให้ผลที่ตามมาคือ ข่าวอุบัติเหตุและการขี่ไม่เหมาะสม ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เพราะเมื่อจำนวนคนขี่มากก็ยิ่งมีคนหลากหลายทำให้มีปัญหามากขึ้นตามปริมาณ

นอกจากนี้ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ซึ่งฝนไม่ใช่ปัญหาในการขับขี่ขอเพียงให้มองทางเห็นก็สามารถขี่ต่อไปได้ แถมยังให้ความรู้สึกได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุดด้วย ผิดกับความร้อนที่บังคับให้ต้องพักบ่อยขึ้น คือตามปกติถ้าอากาศไม่ร้อนมากเขาจะหยุดพักทุกๆ 200 กม. แต่ถ้าแดดแรงมากต้องพักทุกๆ 100 กม.ทั้งพักรถ พักคน และต้องดื่มน้ำบ่อยๆ ส่วนแนท เธอต้องล้างหน้าและทาครีมกันแดดทุกครั้งที่หยุดพัก สัมภาระก็ต้องเตรียมให้พอดีกับกระเป๋าข้างรถ ที่ต้องคำนวณให้ดีจะเป็นพวกอุปกรณ์แคมปิ้ง เช่น เต็นท์ เครื่องนอน เครื่องครัว ที่ต้องจัดระเบียบก่อนออกเดินทาง และเรื่องการเติมน้ำมันระหว่างทาง ถ้าขี่บนถนนหลักไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ แต่ถ้าขี่บนถนนรองต้องศึกษาเส้นทางมาก่อนเพราะปั๊มน้ำมันเล็กๆ จะปิดเวลา 2-3 ทุ่ม ไม่ใช่เปิดตลอด 24 ชม. เหมือนในเมืองใหญ่

โลกของมอเตอร์ไบค์ เจอร์นี่ย์

เดียขอเป็นตัวแทนตอบคำถามนี้ เขาตอบว่าอยากให้โลกในฝันไม่มีมลภาวะ “คนเราทุกวันนี้ต้องการออกไปไกลๆ ก็เพื่อออกไปหาความบริสุทธิ์บางอย่าง ออกไปหาธรรมชาติ” อย่างล่าสุดที่ทั้งคู่ไปบึงกาฬ เขายังกล้าดื่มน้ำฝนที่นั่น ซึ่งถ้าเป็นน้ำฝนในกรุงเทพฯ คงไม่กล้า ดังนั้นแล้วเขาจึงอยากให้โลกไม่มีมลภาวะ มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ มันคงจะมีความสุขที่สุดสำหรับ “มนุษย์”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ดันงบ 152 ล้านเหรียญ หวังฟื้นเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง