
เสียเคราะห์ที่สาวะถี เลยมาฟังดนตรีแห่ต้นดอกไม้
สงกรานต์เทศกาลเดียวทำให้เกิดหลายประเพณี โดยเฉพาะที่อีสาน สงกรานต์คือหนึ่งในงานบุญฮีต 12
โดย...กาญจน์ อายุ
สงกรานต์เทศกาลเดียวทำให้เกิดหลายประเพณี โดยเฉพาะที่อีสาน สงกรานต์คือหนึ่งในงานบุญฮีต 12 หรือประเพณี 12 เดือน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 5 หรือวันที่ 13 เม.ย. นอกจากจะเป็นวันหยุดยาวที่คนพลัดถิ่นได้กลับบ้าน ถึงเวลาเล่นน้ำ หรือถือโอกาสเมามาย แต่ปู่ย่าตายายยังคงเข้าวัดสืบประเพณีเก่าแก่อย่างชาวบ้าน 2 จังหวัดภาคอีสาน หนึ่ง บ้านสาวะถี จ.ขอนแก่น มีพิธีเสียเคราะห์ สอง บ้านแสงภา จ.เลย มีงานแห่ต้นดอกไม้ ทั้งสองประเพณีเป็นสงกรานต์แบบโบราณที่จัดขึ้นเฉพาะถิ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นความศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อวันสงกรานต์ต่างกัน
ภาคบ่าย เสียเคราะห์ บ้านสาวะถี
เครื่องเสียงบนถนนข้าวเหนียวกำลังซาวด์เช็กให้พร้อมคอนเสิร์ตค่ำวันที่ 13 เม.ย. เวลาเดียวกับที่เสียงแคนในวัดไชยศรีกำลังบรรเลงเป็นสำเนียงอีสานส่งสัญญาณให้รู้ว่าวันนี้มีงานบุญ
พิธีเสียเคราะห์เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านนุ่งผ้าถุงหิ้วปิ่นโตมาวัดเพื่อตักบาตร วันนั้นพระไม่ได้ออกบิณฑบาตแต่จะวางบาตรไว้ให้ชาวบ้านใส่ข้าวเหนียว ช่วงนี้เณรมากก็มีขนมถุงมาก แต่จะไม่ใส่กับข้าวลงไป กับข้าวจะถวายเป็นปิ่นโตทั้งเถา ซึ่งหลังจากพระฉันเพลเสร็จชาวบ้านก็จะกลับมารับปิ่นโตคืน
เมื่อพระให้พรเสร็จสรรพ ผู้เฒ่าผู้แก่จะได้บายศรีพระสงฆ์สามเณร ซึ่งเป็นวันเดียวในรอบปีที่ฆราวาสสามารถผูกข้อมือพระสงฆ์ได้ ส่วนวัยรุ่นจะไปก่อกองทรายข้างกำแพงสิม เก็บดอกไม้ที่หาได้แถวนั้นไปประดับจนพึงพอใจ ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าสิ้นพิธีภาคเช้า ชาวบ้านจะกลับบ้านเพื่อไปเตรียมเครื่องสังเวยสำหรับพิธีเสียเคราะห์ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายเวลา 14.00 น.
สงกรานต์เคยเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย โดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ที่ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ความเชื่อของชาวสาวะถียังเป็นแบบนั้น จึงต้องมีการทิ้งเคราะห์ไว้กับปีเก่าเพื่อก้าวสู่ปีใหม่ด้วยใจเบิกบาน ถ้าภาคกลางจะเรียกว่าการสะเดาะเคราะห์ แต่อีสานเรียกเสียเคราะห์
เครื่องสังเวยทำขึ้นก็เพื่อบูชาพระเคราะห์ ชาวบ้านเรียกภาชนะที่ใส่เครื่องสังเวยว่าโทงสี่แจหรือสี่เหลี่ยม ทำจากกาบกล้วย แต่ละด้านกว้างตามความยาวของศอกตัวเอง ข้างในแบ่งเป็น 9 ช่องใส่สิ่งของตามความเชื่อโบราณ ได้แก่ เทียน ข้าวดำ ข้าวแดง ข้าวเหลือง ข้าวตอก ยาเส้นม้วน หมากพลู ผลไม้ อาหารคาว จอก (ใบไม้ที่หาได้นำมาม้วนเป็นกรวย) และฝ้ายสีแดงดำขาวเหลืองติดบนเสาโทง
แต่ละบ้านจะช่วยกันทำ 1 โทง เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมายทั้งปู่ย่าตายายและลูกหลานจะนำโทงมาจับจองพื้นที่รอบสิม สิมหรือโบสถ์วัดไชยศรีเป็นโบราณสถานอายุ 230 ปี ตามคำบอกเล่าของพระครูบุญชยากร เจ้าอาวาสวัดไชยศรี มีอยู่ว่า สิมคือความเชื่อมโยงกันระหว่างวัดกับชาวบ้าน เพราะคนที่สร้างสิมก็คือทั้งพระและชาวบ้านโดยรอบ อย่างฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์สินไชยก็เป็นฝีมือของศิลปินชาวบ้าน และยังยึดถือข้อปฏิบัติเดิมคือห้ามผู้หญิงขึ้นสิมเป็นอันขาด มันเป็นการตกลงกันมาตั้งแต่โบราณสมัยสร้างสิมแล้ว สมัยนั้นทั้งหญิงและชายช่วยกันสร้าง พอสร้างเสร็จก็ได้ออกกฎขึ้นมาซึ่งก็คืออุบายไมให้ผู้หญิงใกล้ชิดพระนั่นเอง
เมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงตรง เจ้าอาวาสนำพระภิกษุและสามเณรเข้าไปในสิมและเริ่มทำพิธี โดยเริ่มจากบทอาราธนาศีลแล้วจึงเข้าสู่บทสวดเสียเคราะห์เป็นภาษาอีสานโบราณ บทสวดทำนองไม่คุ้นหูคนภาคกลางแม้ฟังไม่ได้ศัพท์แต่รู้ได้ว่าไพเราะยาวต่อเนื่องมากกว่าชั่วโมง ชาวบ้านไม่ง่วงหาว ไม่บ่นเมื่อย ไม่บ่นร้อน เพราะใจจดจ่ออยู่กับพิธีเสียเคราะห์ที่ภายใน 1 ปีมีโอกาสทำเพียงครั้งเดียว
ขั้นตอนสุดท้ายของพิธีกรรมคือการนำเครื่องสังเวยไปทิ้งไว้ในที่ที่ไม่มีเจ้าของ เช่น ทางสามแพร่งหรือป่าช้า และเมื่อทิ้งแล้วห้ามหันกลับไปมองอีก ให้เดินหน้ากลับวัดเพื่อทำพิธีสำคัญอีกอย่างต่อโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ไม่มีโอกาสขึ้นสิมถือว่าเป็นโอกาสพิเศษ ทุกๆ ปี พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปในสิมลงมาให้ชาวบ้านได้สรงน้ำพระตามความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า การเล่นน้ำสงกรานต์จะทำได้นับแต่เสร็จพิธีสรงน้ำพระเป็นต้นไป
วัดไชยศรีอยู่ห่างจากถนนข้าวเหนียว 20 กม. แต่บรรยากาศต่างกันสิ้นเชิง แห่งหนึ่งคนไปเพื่อทิ้งทุกข์ อีกแห่งคนไปเพื่อสนุก แต่เพราะเรื่องสนุกมันถูกจัดใหญ่ระดับจังหวัดและคนก็รู้จักไปทั่วประเทศ จึงทำให้รู้สึกว่าเรื่องเข้าวัดเป็นเรื่องยาก อันที่จริงพิธีเสียเคราะห์คือประเพณีที่สืบสานต่อกันมาของชาวบ้านสาวะถี เมื่อถึงวันที่ 13 เม.ย. ชาวบ้านจะรู้กันโดยปริยายว่าต้องทำอะไรบ้าง ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานอย่างดีแล้วด้วยการให้พวกเขาร่วมพิธีตั้งแต่น้อย
ภาคค่ำ แห่ต้นดอกไม้ บ้านแสงภา
ปีนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเดินทางมาเป็นประธานงานแห่ต้นดอกไม้ที่วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา บ้านแสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย ถือเป็นอีกขั้นที่งานระดับหมู่บ้านกลายเป็นระดับจังหวัดที่ยังคงเสน่ห์ของประเพณีไว้
การแห่ต้นดอกไม้จะทำในวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก จึงได้ทำต้นดอกไม้ขึ้นเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ขอพรให้การเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์ ต้นดอกไม้ทำขึ้นจากโครงไม้ไผ่สานต่อเป็นรูปปราสาทผึ้งแล้วประดับด้วยดอกไม้ที่หาได้ ณ ตอนนั้น ซึ่งไม่พ้นดอกคูน ดอกไข่เน่า ทุกดอกที่มือพอเอื้อมถึงจะถูกเด็ดมาประดับ ทุกขั้นตอนตั้งแต่เข้าป่าตัดไผ่จะเริ่มขึ้นภายในวันเดียว ถ้าถามชาวบ้านว่าทำไมต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เขาตอบว่าเพราะถ้าตัดไม้ไผ่ไว้ข้ามคืนไม้จะกรอบไม่แข็งแรง และดอกไม้ก็จะเหี่ยวเฉาไปเสียก่อน แต่ถ้าถามผู้มีตำแหน่งจะได้คำตอบว่าเป็นเพราะความสามัคคีและแรงศรัทธาของชาวบ้าน ซึ่งก็ถูกทุกข้อ
เมื่อสร้างเสร็จจะต้องยกมาไว้รวมกันที่วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา รอให้พระอาทิตย์ตกแล้วค่อยจุดเทียน จากนั้นวงมโหรีขึ้นบรรเลงเป็นสัญญาณให้ โยก แห่รอบโบสถ์ 3 รอบเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แต่กว่าจะครบ 3 รอบ กินเวลาเป็นชั่วโมงเพราะการแห่ต้นดอกไม้ไม่ใช่แค่เดิน แต่ต้องโยกให้ต้นดอกไม้เต้นระบำอยู่กลางอากาศ ก้าวหนึ่งก้าว ถอยหลังสองก้าว โยกสะโพกตามจังหวะเป็นสเต็ปที่ไม่ต้องมีคนนำก็ทำเหมือนกันหมดทุกคน
ปีนี้มีต้นดอกไม้จากคุ้มต่างๆ มากกว่า 10 ต้น ต้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นของบ้านแสงภา ไม่ทราบแน่ว่าสูงกี่เมตรแต่ประมาณตึก 3 ชั้นเห็นจะได้ ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดทำขึ้นภายในวันเดียว ไม่ใช้ตะปูตอกแต่รัดด้วยไม้ไผ่ทุกข้อ ไม่ใช้ดอกไม้ปลอมแต่มันคือของจริงจากต้น ไม่ใช้เทียนใหม่แต่คือเทียนที่พระใช้เหลือหลังออกพรรษา ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะทำสำเร็จ ช่างเป็นประเพณีที่ต้องพึ่งความสามัคคีอย่างที่คนมีตำแหน่งว่าไว้
หลังจากต้นดอกไม้ถูกวางไว้นิ่งๆ รอบโบสถ์แล้ว สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่หลังจากนั้นคือคน ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่พอได้ยินเพลงลูกทุ่งเข้าไปก็ออกสเต็ปแข่งกัน แต่ก็พอสังเขปเท่านั้นเพื่อให้พระสงฆ์ทำกิจของสงฆ์ต่อไป ส่วนชาวบ้านดูท่าค่ำคืนจะอีกยาวไกลหลังจากเหน็ดเหนื่อยด้วยกันมาทั้งวัน
สงกรานต์ 3 วันที่ผ่านมาคือช่วงเวลาแห่งความสุขประจำปี ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์จะมีแต่ความสนุกปนความล่อแหลมบ้างบางที แต่หากมองดีๆ ก็ยังมีวัฒนธรรมโบราณที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทสืบทอดต่อสานประเพณีของตน







