
เรียนรู้และก้าวเดินบนโลกแฟชั่น
หลายต่อทหลายครั้งี่ได้นั่งพูดคุยกับเด็กสาวที่ร่ำเรียนทางด้านแฟชั่น เธอเหล่านั้นมักจะบอกเสมอๆ
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
หลายต่อทหลายครั้งี่ได้นั่งพูดคุยกับเด็กสาวที่ร่ำเรียนทางด้านแฟชั่น เธอเหล่านั้นมักจะบอกเสมอๆ ถึงความฝันที่ไม่ต่างกัน นั่นคือ การได้ทำงานให้กับห้องเสื้อชั้นนำ ไม่ก็อยากเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง หรือแม้แต่อยากเป็นสไตลิสต์ในนิตยสารแฟชั่น แต่สำหรับสาวหน้าหวานวัย 20 ปี อย่าง โบว์-เบญจพร แววคล้ายหงษ์ นักศึกษาแฟชั่นดีไซน์ จากสถาบันอาคาเดเมียร์ อิตาเลียนา เส้นทางชีวิตของเธอคนนี้อาจจะแตกต่างออกไป
เธอเองเริ่มร่ำเรียนแฟชั่นจากความไม่ชอบและไม่เคยตั้งความฝันอะไรถึงสิ่งที่เรียน แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงซึ่งชอบวาดรูป เธอเข้าใจว่างานแฟชั่นดีไซน์คงไม่น่าเบื่อเหมือนกับการเรียนบริหารที่เคยเรียนมา เธอจึงเดินหลงทางมาบนเส้นทางสายนี้ ทว่าก็เป็นการหลงทางที่มีความหมายในชีวิตของสาวเจ้าในเวลาต่อมา
“พอมาเรียนเราก็ไม่คิดหรอกว่าเราจะรู้สึกชอบ เพราะเราไม่เข้าใจแต่แรกนะว่าต้องเรียนแฟชั่นไปเพื่ออะไร แต่พอได้มาศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่น ได้เรียนตัดเย็บ ได้ทำเสื้อผ้า เวลาเรียนในคลาสมันทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ซึ่งมันเกิดเป็นความสนุก ที่เราจะสามารถเอาความรู้ที่เรียนมาตัดเสื้อในแบบที่เป็นของเรา”
เธอเล่าถึงช่วงเวลาที่คำว่าแฟชั่นเข้ามามีความสำคัญในชีวิต ก่อนจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังทั้งในและนอกตำราเรียน ซึ่งสิ่งที่เธอมักจะใช้ฝึกฝนตัวเองบ่อยๆ คือการนั่งสเกตช์รูปของแบบเสื้อ และการออกเดินทางไปตามหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสิ้นเชิงกลายเป็นคนที่จริงจังมากกับเรื่องแฟชั่นเอาเสียดื้อๆ ซึ่งจริงๆ แล้วสาวเจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเธอหลงรักโลกของแฟชั่นเข้าไปเต็มหัวใจ
พอถึงตรงนี้สาวเจ้าก็เล่าถึงวิธีการฝึกในแบบของเธอให้ฟังว่า...
“เวลาคิดงานในห้องโบว์จะเริ่มจากการฟังเพลงก่อน ก็จะปล่อยความคิดตามอารมณ์เพลงไปเรื่อยๆ งานที่ได้มาก็จะตามอารมณ์เพลง อย่างถ้าเพลงช้าดีไซน์ออกมาก็จะดูเบาๆ หวานๆ จากนั้นแล้วก็จะเริ่มคิดถึงวัสดุ นั่งหาความรู้นั่งอ่านหนังสือดูว่าผู้หญิงสมัยนี้ชอบอะไร คือเราไม่ค่อยเข้าเว็บเปิดดูอะไรเหมือนคนอื่น คือถ้าไม่รู้จริงๆ ก็จะโทรถามเพื่อนถามอาจารย์เลย
“เราจะเป็นคนคิดงานไม่เหมือนกันในแต่ละครั้งนะ อย่างที่บอกตามอารมณ์ อย่างไปดูหนังเรื่องนี้มาเราชอบก็จะเอามาเป็นแรงบันดาลใจ เราไปเที่ยวที่ต่างๆ เห็นอะไรถูกใจก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างงาน ซึ่งเวลาคิดงานก็ง่ายๆ มีแค่ปากกาดินสอกับสมุดเล่มหนึ่งก็ทำงานได้แล้ว แต่ถ้าคิดงานดีไซน์ไม่ออกจริงๆ เราก็จะหยุดนะ แล้วหาอย่างอื่นทำ ซึ่งเราก็จะมีตารางของเราเลยเวลาทำงานก็ทำงาน แต่วันหยุดเราก็จะพักผ่อน แล้วการพักผ่อนของเราก็คือการเดินดูเสื้อผ้าตามประสาแหละ ซึ่งจริงๆ มันก็เหมือนการทำงานนะ เจออะไรสวยเก๋ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะรู้ว่าสักวันจะต้องได้ใช้”
ล่าสุด สาวเจ้าได้ลงแข่งขันในรายการ “Dress the Stars” ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันหาดีไซเนอร์ มาออกแบบเสื้อผ้าให้กับคนมีชื่อเสียงในเมืองไทยในแขนงต่างๆ ซึ่งสาวเจ้าได้มาทำงานและคิดงานให้กับ กิก-ดนัย จารุจินดา ดาราชายมาดเนี้ยบ ซึ่งแน่นอนงานนี้เธอไม่ได้ใช้ความคิดตัวเองเต็มร้อย เพราะต้องอิงกับผู้ที่สวมใส่ ซึ่งถือเป็นงานยากของเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังต้องออกแบบชุดของผู้ชายที่ไม่เคยทำแบบจริงจังมาก่อน งานนี้หินสุดๆ เรียกได้ว่าต้องทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองจริงๆ ทำให้เธอจึงต้องพยายามเรียนรู้แบบสุดตัวเพื่อให้งานออกมาดี
“พอได้มาทำงานและแข่งขันกันจริงๆ เราก็รู้สึกกดดันนะ ปกติเวลาทำงาน เราก็จะไม่ยุ่งกับใครเรียนรู้ของเราไปแบบเงียบๆ อยากจะสเกตช์ก็ทำ คิดไม่ออกก็หาแรงบันดาลใจจากการออกไปข้างนอก แต่พอมีโจทย์สำหรับเราก็ยากเหมือนกันซึ่งก็ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้แบบที่เราชอบที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็ก็พยายามให้ออกมาดี คือคนเราถ้าคิดว่าทำได้ก็ต้องทำได้ เพราะยังมีเวลาอีกหลายเดือนค่ะ” เธอหัวเราะเมื่อพูดจบ
เอาเป็นว่างานนี้คงต้องเอาใจช่วยเธอกันหน่อย ไม่แน่ว่าเมืองไทยเราจะมีดีไซเนอร์คนเก่งที่ก้าวเดินบนโลกแฟชั่นระดับโลกที่ชื่อว่า เบญจพร แววคล้ายหงษ์ ก็เป็นได้







