
ปอยส่างลอง จิตวิญญาณแม่ฮ่องสอน
สบธนา อั๋นประเสริฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน เป็นคนกล่าวไว้
โดย...กาญจน์ อายุ
แม่ฮ่องสอนเป็นที่ของ “ตัวจริง”
สบธนา อั๋นประเสริฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน เป็นคนกล่าวไว้ หากขับรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปแม่ฮ่องสอนบางคนใช้เวลา 2 วัน แวะนอนที่เชียงใหม่ 1 คืนแล้วค่อยไปต่ออีกค่อนวัน แต่ถ้านั่งรถทัวร์ซึ่งมีบริษัทเดียวให้บริการจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับต่อเนื่อง 16-18 ชม. ไปสุดสายที่ อ.แม่สะเรียง แต่หากให้ย่นระยะทางคือนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ จากนั้นนั่งรถผ่าน 1,864 โค้งเข้าแม่ฮ่องสอน หรืออีกทางที่เร็วที่สุดแต่แพงที่สุด คือต่อเครื่องบินอีกทอดเส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนที่มีให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อวัน ใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็แลนดิ้งลงสนามบินแม่ฮ่องสอน สรุปคือ ถ้าจะเสียเงินน้อยต้องมีเวลามาก แต่ถ้ามีเงินมากจะเสียเวลาน้อย ทำให้แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกระจุกตัวที่ปายถึงร้อยละ 75 เพราะใช้เวลาเดินทางน้อยกว่ามาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเท่าตัว
อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนมีขนาด 6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ถ้าตัดสนามบินออกจะเหลือเพียง 4 ตร.กม. หากมองจากวัดพระธาตุดอยกองมูบนภูเขาจะเห็นชัดว่าแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมด้วยแนวเขารอบด้าน พอมีการเผาป่าควันก็จะลงมาลอยปกคลุมเมืองอย่างที่เป็นปัญหาในระยะที่ผ่านมา
ปัจจัยภายนอกเป็นตัวคัดกรองนักท่องเที่ยว ทำให้คนที่เหลืออยู่คือคนที่ตั้งใจมาเสพสิ่งที่มากกว่าแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งนั่นคือ “วัฒนธรรม” อย่างที่เพิ่งผ่านมาคืองานประเพณี “ปอยส่างลอง” ประเพณีบรรพชาสามเณรของชาวไทยใหญ่ที่กำลังเป็นที่รู้จัก เป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด และเป็นประเพณีประจำเดือน เม.ย. ที่กำหนดอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยว
ปอยส่างลอง งานใหญ่ของชาวไทยใหญ่
ปีที่แล้วฉันมีโอกาสไปร่วมงานปอยส่างลอง อ.ปาย ซึ่งทำให้ประหลาดใจที่อำเภอท่องเที่ยวยังมีชาวไทยใหญ่อยู่อาศัยและรักษาประเพณีโบราณไว้ เปรียบเทียบกับปีนี้ฉันได้ร่วมงานปอยส่างลองใน อ.เมือง โดยได้ติดตามส่างลอง (คำเรียกสามเณรในภาษาไทยใหญ่) ที่บรรพชา ณ วัดจองคำ จำนวนส่างลองมีจำนวนน้อยกว่าซึ่งอาจเป็นเพราะกระจายตัวไปในอีก 3 วัดในเขตเมือง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมากกว่าโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสและญี่ปุ่นที่มาติดตามประเพณีปอยส่างลองตลอดทั้ง 3 วัน
ปอยส่างลองคือประเพณีของชาวไทยใหญ่ คล้ายกับการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนของคนไทย นิยมจัดในช่วง มี.ค.-เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนและว่างเว้นจากการทำนาจึงสะดวกในการเดินทางหาสู่กันระหว่างเครือญาติ ในอดีตใช้เวลาจัดงานนานถึง 15 วัน และต้องใช้เงินจำนวนมากทำให้คนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถจัดงานได้ ในขณะเดียวกันคนที่ร่ำรวยแต่ไม่มีบุตรชายหรือมีบุตรชายแต่ไม่ต้องการบวชจะรับเป็นเจ้าภาพให้แทนเรียกว่า พ่อข่าม แม่ข่าม เกิดเป็นการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน
ตามความเชื่อของชาวไทยใหญ่เชื่อว่า พ่อแม่ของบุตรที่บวชจะได้สวรรค์สมบัติเป็นเวลา 8 กัลป์ ส่วนพ่อข่าม แม่ข่าม จะได้รับ 4 กัลป์ ดังนั้นชาวไทยใหญ่ทุกคนต่างต้องการให้บุตรชายบวชทั้งนั้น อายุที่สามารถบวชได้คือตั้งแต่ 9 ขวบขึ้นไป แต่ก็ผ่อนปรนกันได้หากเด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะศึกษาพระธรรมหรือตัวใหญ่จนไม่สามารถรอถึงอายุ 9 ขวบได้ อย่างส่างลอง โดนัท-โสภณัฐ เชาว์เลขา อายุ 8 ขวบ น้ำหนัก 42 กก. ที่ตัดสินใจบวชปีนี้เพราะหากรอปีหน้า กลัวว่าจะแบกขึ้นบ่าไม่ไหว
เมื่อผ่านการรับส่างลองในวันแรก เรียกว่า วันแฮก หรือวันโกนผม เด็กชายจะเปลี่ยนฐานะเป็นส่างลอง เปรียบเสมือนกษัตริย์เช่นเดียวกับตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะดำรงฐานะก่อนออกผนวช ดังนั้นการปฏิบัติต่อส่างลองในช่วง 3 วันก่อนเป็นสามเณรจะได้รับการปรนนิบัติอย่างดี โดยเฉพาะห้ามให้เท้าเหยียบดินเป็นอันขาด ทำให้ต้องมี ตะแปหรือผู้ดูแลส่างลองคอยให้ส่างลองนั่งบนบ่า ดูแลการรับประทานอาหาร และแต่งตัวให้ส่างลอง
วันต่อมาเรียกว่า วันข่ามแขก เป็นวันงานใหญ่มีการแห่เครื่องไทยทาน และแห่ส่างลองไปรอบเมือง ขบวนปีนี้ยาวประมาณ 1 กม. แห่ไปตามถนนกลางเมืองแล้วกลับมาทำพิธีต่อที่วัดจองคำความยาวราว 4 กม. ตลอดทางจะมีชาวบ้านโปรยข้าวตอกเพื่อร่วมอนุโมทนาบุญ บ้างก็ร่วมฟ้อนรำไปกับจังหวะดนตรีที่เร่งเร้า ตะแปจะแบกส่างลองไว้บนบ่าแล้วโยกส่ายตามจังหวะกลองก้นยาว ตลอดทางจะมีการผลัดเปลี่ยนตะแป ซึ่งเชื่อว่าใครที่ให้ส่างลองขี่คอก็จะได้รับบุญไปด้วย
เมื่อความครื้นเครงจบลง ส่างลองทุกคนจะมาพร้อมเพียงกันอีกครั้งช่วงเย็นที่วัดจองคำเพื่อเข้าร่วมพิธีเรียกขวัญส่างลอง และรับประทานอาหาร 12 อย่างตามความเชื่อที่ว่านี่คือมื้อสุดท้ายในโลกปุถุชนก่อนที่จะไปเสวยสุขในโลกของบรรพชิต ซึ่งพ่อแม่ของส่างลองจะเป็นคนป้อนอาหารให้จนอิ่ม และผูกข้อมือให้ศีลให้พรแก่ส่างลอง พิธีกรรมนี้เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายที่พ่อแม่จะทำให้ เพราะเช้าตรู่วันต่อมาส่างลองจะเข้าพิธีบรรพชาแล้วเข้าสู่ผ้าเหลือง
พระสงฆ์ทุกรูปในวัดจองคำเข้าร่วมพิธี วัดข่ามส่างเมื่อส่างลองเปล่งวาจาขอบรรพชาเสร็จสิ้น พระจะช่วยห่มจีวรให้ พ่อแม่จะปลด แก้ว แหวน เงิน ทอง เสื้อผ้าอาภรณ์ รวมถึงเช็ดเครื่องสำอางบนใบหน้า ซึ่งนับจากนี้ไปส่างลองที่ไม่เคยเหยียบดินมาตลอด 3 วันจะกลายเป็นสามเณรที่ต้องปฏิบัติตัวในศีลในธรรมและเดินเท้าเปล่าบิณฑบาตทุกเช้า
ชาวไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอนให้ความสำคัญกับทุกประเพณีไม่เพียงแต่ปอยส่างลอง เช่น ประเพณีออกหว่าช่วงออกพรรษาก็เป็นงานบุญใหญ่ หรือในชีวิตประจำวันก็ยังใส่ชุดไทยใหญ่ไปวัด นี่คือจิตวิญญาณของแม่ฮ่องสอนที่คนภายนอกอยากสัมผัส เป็นการเที่ยวแบบ “วิถีไทย” ที่ชาวบ้านไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อการท่องเที่ยว ไม่ต้องสนใจว่าจะมีใครมาดูหรือไม่ เพราะนี่คือวิถีของชาวไทยใหญ่ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังปฏิบัติอยู่เช่นเดิม
สำหรับฉัน ปอยส่างลองปีนี้ไม่น่าตื่นเต้นเท่าปีก่อนที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคนรวยและคนจนโดยที่มีคำว่าบุญเป็นตัวเชื่อม การเปลี่ยนสถานะจากส่างลองเป็นสามเณรที่ทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วยศถาคือสิ่งไม่ยั่งยืน ได้เห็นความรักของพ่อแม่โดยเฉพาะตอนที่ป้อนอาหารมื้อสุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรเด็กผู้ชายที่เรียกว่าส่างลองตรงหน้าก็คือลูกชายตัวน้อยในสายตาของพวกเขา และฉันได้เห็นวิถีชาวไทยใหญ่ในขณะที่ข่าววัยรุ่นแต่งชุดไทยกำลังดัง เทรนด์กับวิถีมันแตกต่างกัน เวลาเท่านั้นจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร







