posttoday
ผู้ชาย หายไปไหน

ผู้ชาย หายไปไหน

09 เมษายน 2558

ในยุคสมัยหนึ่งที่ผมมีแฟนเป็นตัวเป็นตน และเคยต้องรับภาระเป็นคนรับรองเพื่อนของแฟน

โดย...ใบไม้ ภาพ : เอพี

ในยุคสมัยหนึ่งที่ผมมีแฟนเป็นตัวเป็นตน และเคยต้องรับภาระเป็นคนรับรองเพื่อนของแฟน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ พาเขาไปกินไปเที่ยวระหว่างที่แฟนผมติดธุระ เพื่อนชาวต่างชาติของแฟนผมคนนี้สะกิดให้ผมรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งเวลาเขาพูด หรือถามถึงแฟนของผมโดยใช้คำว่า “ผู้ชายของคุณ”

ที่ผมรู้สึกแปลกๆ เพราะมันทำให้ผมมโนภาพไปเองว่า เราสองคนที่นั่งคุยอยู่ด้วยกันคือผู้หญิง เวลาพูดถึงแฟนแต่ละทีเลยต้องใช้สรรพนามว่า “ผู้ชายของฉัน” หรือ “ผู้ชายของคุณ” กว่าจะรู้สึกชินต้องปรับโหมดความคิดอยู่นานเหมือนกัน

ความจริงผมคงจะรู้สึกอย่างนั้นไปเอง เหตุผลเพราะผมไม่ได้สนิทสนมกับเพื่อนชาวต่างชาติคนนี้มากนัก และลึกๆ แล้วผมไม่อยากเปิดเผยบทบาทความสัมพันธ์ของตัวเองว่า แฟนผมเป็น “ผู้ชาย” (รุก) ส่วนผมเป็น “ผู้หญิง” (รับ) พอๆ กับที่ไม่ต้องการรับรู้บทบาทความเป็นเกย์ในชีวิตคู่ของเขาเหมือนกัน แต่นั่นผมอาจจะเข้าใจเขาผิดไปเองก็ได้

เรื่องนั้นผ่านมานานแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป เวลาพูดถึงเรื่อง “ผู้ชาย” ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเดียวคือ ผู้ชายทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนและอาจจะเป็นแฟนในอนาคต

ที่ตลกกว่านั้น “ผู้ชาย” ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัย มักเรียกผมติดปากว่า “เจ๊” ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ผมก็เป็นผู้ชายเหมือนพวกเขา เพียงแต่เป็นเกย์ ที่ชอบผู้ชายด้วยกัน

พูดถึงเรื่อง “เจ๊” แล้วต้องโยนความผิดไปให้ A นางนี่ละ คือตัวการ

A เป็นเจ้าของไอเดียในการชักชวนเราไปสำรวจร้านกินดื่มย่านมหาวิทยาลัย นางเคยไปเที่ยวมาแล้ว และเคยกินเด็กมาแล้ว แถมรู้จักมักจี่กับเด็กหนุ่มๆ ที่ยินดีมานั่งร่วมโต๊ะทุกครั้งที่นางเอ่ยปากชวน ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพราะว่านางเป็นเจ้ามือนั่นล่ะ

ครั้งแรกที่เราไป A กับ B ยังพอแอ๊บสาวได้อยู่ แต่ผมกับ C มือไม้และกิริยามันออกสาวไม่ถนัด จะแมนโคตรก็ไม่ใช่ เพราะสายตามันฟ้องตลอดว่าแอบชอบน้องผู้ชายคนนั้นคนนี้ พอเด็กหนุ่มๆ ที่ร่วมโต๊ะเรียกผม “เจ๊” ทีไร อาการขนลุกจะผุดขึ้นมาทันที มันชวนให้กระอักกระอ่วน ส่วน C ไม่ต้องพูดถึง เจอเข้าครั้งเดียวก็ขยาด และปฏิเสธที่จะไปอีก อ้อ...อีกอย่างแต่ละย่านที่ไปมักอยู่ไกล C เป็นเกย์ประเภทเมาเร็วง่วงไว กลับเองจะลำบาก

ตอนนี้ผมเริ่มชินกับการเป็น “เจ๊” บ้างแล้ว ช่างมัน เด็กมันแซ่บ ให้อภัยกันได้ รวมทั้งชินกับคำว่า “ป้า” หรือ “อีป้า” ที่เราเรียกกันเองในกลุ่ม ความจริงรุ่นนี้แล้ว ไม่ป้าก็ลุงล่ะ คิดอะไรมากมาย

ผู้ชายหายไปไหน ไม่ได้มาจากเพลง “Where Have All The Flowers Gone?” แต่เป็นประเด็นล่าสุดที่เราคุยกันในกลุ่ม ระหว่างนั่งจิบค็อกเทลและเบียร์ริมสระว่ายน้ำของรีสอร์ทเปิดใหม่ ตามประสา “สื่อเสื่อม” ที่พีอาร์ปากดีชอบเรียก และความหมายของประเด็น ก็คือบรรดาหนุ่มๆ ทั้งหลายที่เคยเป็นแฟนของเรา หลังจากเลิกรากันแล้วพวกเขาหายไปไหนกันบ้าง

B ยกมือขอบาย เพราะนางไม่เคยและไม่นิยมมีแฟน ผู้ชายของนางคือเด็กหนุ่มตามร้านนวด คบหากันแค่ชั่วยาม แล้วโบกมือจากกันทั้งแบบถาวรและอาจจะหวนกลับไปหาอีกสักครั้ง แต่ชื่อและความทรงจำอยู่ครบทุกคน

C เคยมีเป็นตัวเป็นตน แต่หลังจากแยกทางกันแล้วก็ไม่มีใครอีก นางชอบคนแปลกหน้าแบบชั่วคราวตามเซาน่ามากกว่า ได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไร อย่างแย่ที่สุด คือไปนั่งดื่มแบบเปลื้องเสื้อผ้า

A กับผมน่าจะสูสีกันในเรื่องนี้ การที่จะเดี๋ยวมีเดี๋ยวเลิก จึงเป็นเรื่องสามัญประจำตัว A คบนาน ถ้าผู้ชายคนนั้นดีและถูกใจจริง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็คบแบบไปๆ มาๆ คือถ้าว่างเขาจะมาหา ถ้าไม่ว่างก็จะไม่เห็นหัว ระหว่างนั้น A ก็แวะหาของกินตามรายทางและตามสะดวก วันดีคืนดีก็คาดคั้นกับคนที่คบกันอยู่แบบไปๆ มาๆ ว่าตกลงจะคบกันอย่างไร ซึ่งบางครั้งผู้ชายที่ไม่มีใจก็อาจถอนตัวออกจากรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลไปก็มี

ส่วนของผม น้อยครั้งจะมีแบบไปๆ มาๆ เพราะถ้าแบบนั้นจะเป็นประเภทที่ยังไม่ได้มีอะไรกัน ต่างคนต่างอาจยังไม่ว่างพอจะคบกันเป็นเรื่องเป็นราว เวลาผมคบใครแล้ว ใจจริงผมก็อยากคบเป็นแฟนจริงจัง แต่โดยสันดานหรือประสบการณ์ที่ผ่านมามักไม่ค่อยเป็นแบบนั้น สมัยก่อนผมยังมีน้ำอดน้ำทน แฟนจะเจ้าชู้ นิสัยจะแย่หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจะเหนี่ยวรั้งเข้าไว้เหมือนกลัวการหย่า แต่สมัยนี้แค่คืน-เดือน-ปีเดียว เพ่งเห็นสลากรักหมดอายุเมื่อไหร่ จะไม่มีความอดทนเหลืออยู่เลย

ผู้ชายหลายคนที่ผมเคยคบนานๆ ทุกวันนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ ส่วนใครอีกหลายคนที่คบกันแบบผ่านๆ บางคนยังวนเวียนอยู่เหมือนกัน เจอกันตามสถานบันเทิงที่เคยไปเที่ยวบ้าง แต่หลบสายตาเวลาเจอหน้า ไม่พูดทักทาย หรือบางคนเข้ามาย้วยเหมือนขอคืนดีก็มี เห็นแล้วบางทีก็ตลกตัวเอง ทำไปได้ไง อดีตแฟนบางคนก็คงคิดกับผมคล้ายกัน เออ...ทำไปได้ไง

จะว่าไป เกย์ใช้ผู้ชายเปลืองอยู่เหมือนกัน ผละจากคนนี้ก็ไปเจอคนนั้น เลิกกับคนนั้นก็ไปคบกับคนโน้น บางครั้งดันเป็นคนในวงโคจรเดียวกัน เหมือนที่เขาเรียก “six degree of seperation”-ทฤษฎีวัดระยะห่างของความสัมพันธ์

แต่ “เกย์” หรือ “gay” คือศัพท์ที่บัญญัติในภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แปลความหมายดั้งเดิมในสารานุกรมเสรีว่า ไร้กังวล มีความสุขความสำราญใจ เฉียบแหลมและน่าประทับใจ

ไม่ “เกรียน” ก็โอเคแล้วล่ะ

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม