
ลมหายใจแห่งสันติภาพ
บางทีสังคมไทยก็ควรเปิดใจกว้าง และเรียนรู้ว่า ชาติเรานั้นไม่ได้รักสงบสักเท่าใด ถ้ารู้จักตัวเอง เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเคยทำ
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
“บางทีสังคมไทยก็ควรเปิดใจกว้าง และเรียนรู้ว่า ชาติเรานั้นไม่ได้รักสงบสักเท่าใด ถ้ารู้จักตัวเอง เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเคยทำ ก็อาจทำให้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า ที่เราถูกกระทำอยู่นั้นมาจากสาเหตุอะไร”เธออ้างถึงบทความที่ผมเคยเขียนไว้ แนะนำตัวผมต่อบรรดาแกนนำผู้เห็นต่าง ในช่วงที่เธอเชิญสื่อมวลชนไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างหลายกลุ่มหลายขบวนการ ช่วงปลายปี 2556
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบเธอ รองแจ๋ จิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งแม้จะเกษียณมาแล้วหลายปี แต่ก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่สานต่อกระบวนการสันติภาพที่ทำไว้ตั้งแต่ยังรับราชการ ยิ่งกว่านั้นความมุ่งมั่นต่อการสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้ยังคงอยู่ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
อาบูฮาฟิช อัล-ฮากิม นายแพทย์นักปฏิวัติแห่งปัตตานี เล่าถึง “การพบกันครั้งสุดท้าย” กับรองแจ๋ไว้ว่า
“ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและสุขภาพที่ทรุดโทรมลงของท่าน ไม่ได้ขวางกั้นความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมต่อกับผู้คนจากสองฟากฝั่ง เพื่อสื่อสารและแปรเปลี่ยนความตั้งใจที่บริสุทธิ์ไปสู่สันติภาพที่เป็นไปได้และยั่งยืนในความหมายที่แท้จริง
ในวันสุดท้ายที่พบกัน มันช่างปวดใจที่ต้องเห็นท่านซึ่งดูเปราะบางและซูบผอมบนเก้าอี้รถเข็น ดั้นด้นเดินทางจากบ้านของท่านมา เพื่อที่จะพูดกับเราเพียงคำสองคำแม้จะถูกทัดทานจากครอบครัวและคนใกล้ชิด และยิ่งน่าเศร้าขึ้นไปอีกที่ต้องพบว่าท่านไม่สามารถได้ยินสิ่งที่พวกเราพูดต่อท่านได้ทั้งหมด และเราเองก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการจะพูดได้เต็มที่
เราสัมผัสได้ถึงความทนทุกข์ของท่านที่ต้องผ่านกระบวนการรักษาด้วยเคมีบำบัด แม้เราจะอวยพรท่านให้หายป่วยโดยเร็วด้วยคำปลอบโยนและการให้กำลังใจ แต่ลึกๆ ในหัวใจ เราก็รู้ดีว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน”
ครั้งสุดท้ายที่อาบูฮาฟิชกล่าวถึง คือวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่เธอจะสิ้นลมอย่างสงบเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 8 วันหลังจากกระทำภารกิจเพื่อสันติภาพเป็นครั้งสุดท้าย
มิอาจกล่าวหาว่าเธอดื้อดึงไม่ฟังคำทัดทาน ดั้นด้นเดินทางไกลแม้ร่างกายเจ็บป่วยรุนแรง เพราะภารกิจครั้งสุดท้ายในชีวิตของผู้หญิงร่างเล็กคนนี้ เป็นภารกิจแห่งความหวังของผู้คนอีกนับล้านชีวิต
ไม่เพียงแต่ผู้มีหน้าที่สู้รบปกป้องความสงบสุขเท่านั้นที่สมควรยกย่อง แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบนโต๊ะพูดคุย อดทนรับฟังความเห็น เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจต่อกัน ก็สมควรได้รับการเชิดชูอย่างทัดเทียม
11 ปีที่ผ่านมาของสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ แม้ภาพที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอคือความรุนแรง แต่ฉากหลังนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยสันติภาพมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และรองแจ๋ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง
ใช่เพียงแต่การเริ่มต้นพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ทั้งที่อยู่ในทวีปยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เธอยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายความมั่นคงชายแดนภาคใต้ จากการกำหนดโดยส่วนกลาง มาเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
“ความรู้สึกนั้นสำคัญ ต้องเอาความรู้สึกมาพัฒนาเป็นความรู้เพื่อกำหนดนโยบาย” คือคำพูดที่เธอเน้นย้ำเสมอในหลายๆ เวทีของการรับฟังความคิดเห็น ทุกเวทีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่เธอได้ร่วมวงพูดคุยด้วยนั้น เธอสงบนิ่ง รับฟังความรู้สึกหลากหลายต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง โดยแทบไม่เห็นเธอลุกออกไปไหนเสียด้วยซ้ำ
11 ปีที่ผ่านมา มีผู้ทุ่มเทเสียสละเพื่อดับไฟใต้มากมาย ไม่ว่าอยู่ในแนวทางใด เกลือจิ้มเกลือหรือเอื้อมมือโอบกอดเช็ดน้ำตาให้กัน แม้แตกต่างด้วยวิธีการ แต่ก็ร่วมจุดหมายเดียวกัน ความสงบสุข สันติภาพ
กระบวนการพูดคุยสันติภาพแม้จะยังเป็นแสงริบหรี่ แต่หากมีความหวัง และขยายความหวังนี้ออกไป วันหนึ่งก็อาจส่องให้ทุกคนเห็นทางออกร่วมกันได้
ลมหายใจสุดท้ายของ จิราพร บุนนาค เธอมอบให้กับการขยายความหวัง







