
หญิงยุคใหม่ เฟี้ยว เก่ง เจ๋ง
โลกในยุคดิจิทัล มนุษย์ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด
โดย...กองบรรณาธิการ
โลกในยุคดิจิทัล มนุษย์ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ ผู้หญิงทำอะไรได้มากกว่าที่เคยทำ แข็งแกร่งมากกว่าที่เคยเป็น บางทีเธอเหล่านั้นสามารถทำได้ดีกว่าผู้ชายเพศที่แข็งแรงกว่าเสียด้วยซ้ำ ในยุคนี้เราจึงได้เห็น ผู้นำหญิง ผู้บริหารหญิง ที่ก้าวเข้ามาอยู่ในแถวหน้าทัดเทียมกับผู้ชายมากยิ่งขึ้นและไม่เพียงแค่คนระดับชั้นนำในสังคมเท่านั้นที่เพศหญิงจะได้การยอมรับผู้หญิงซึ่งเป็นคนทำงานในระดับกลางก็มีความสามารถที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ชาย และนี่คือส่วนหนึ่งที่ขอหยิบยกเธอเหล่านั้นขึ้นมาสะท้อนให้เห็นว่าหญิงยุคใหม่เก่ง และแกร่ง ได้แค่ไหน
ผู้หญิงที่บินเข้าไปหาความกลัว
นิยามของคำว่าผู้หญิงที่เก่ง สำหรับเธอมิใช่ว่าต้องฉลาด หากแต่ที่ขาดไม่ได้คือหัวใจที่มุ่งมั่น อิ๋น-สาริน วิชยากูล นักบินสาวแห่งแอร์เอเชีย “นักบินผาดโผนหญิงจากเอเชียเพียงหนึ่งเดียว” ที่สามารถคว้าแชมป์บินผาดโผนแห่งชาติออสเตรเลียได้ในปี พ.ศ. 2554 กระทั่งมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหญิงสาวเอเชียคนไหนกล้าจะบินได้แบบเธอ...
จากเด็กสาวที่ไม่ชอบการเรียน รักที่จะสนุกกับการใช้ชีวิตไม่เคยมีความฝันใหญ่โต พอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญก็ทำงานในห้าง ก่อนจะตามเพื่อนแบบไม่ตั้งใจไปสมัครแอร์โฮสเตส ซึ่งหลังจากนั้นชีวิตของเธอก็ไม่เคยเหมือนเดิม เธอได้กลายเป็นผู้หญิงที่มีความฝันและมุ่งมั่นที่จะทำมัน
“พอไปสมัครเพื่อนที่ไปไม่ได้ แต่เราได้ทำงานเป็นแอร์เฉย (ยิ้มกว้าง) ก็เลยทำงานเป็นแอร์อยู่ 3 ปีกว่า ด้วยความที่เราไม่ได้อยากมาทำงานแบบนี้ตั้งแต่แรก ซึ่งในสายการบินจะมีนักบินที่เป็นผู้หญิงอยู่เราก็แอบมองพวกพี่เขาตลอด แล้วรู้สึกว่าจริงๆ ตัวเราอยากเป็นนักบินก็เลยตัดสินใจที่จะไปสมัครสอบเข้าเรียนการบิน”
แม้ว่าตั้งแต่เด็กตัวเองเรียนไม่เก่ง แต่ความอยากเป็นนักบินมันก็เหมือนเป็นแรงผลักให้ต้องเก่งให้ได้ ก็พยายามเรียนรู้ ฝึกสมองด้วยเกมต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถ ฝึกหนักอยู่เป็นปี ปรากฏว่าเราก็สอบติดนักเรียนฝึกหัด ไปเรียนการบินที่ประเทศออสเตรเลีย
สี่ปีที่เรียนอยู่เป็นนักเรียนบินผู้หญิงคนเดียว และด้วยความกลัวว่าถ้าบินอยู่ข้างบนแล้วเครื่องเกิดมีปัญหาอะไรจะควบคุมเครื่องได้ไหมก็เลยเลือกที่จะไปเรียนขับเครื่องบินผาดโผน ซึ่งมันจะเหมือนเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการบินให้เรามากขึ้น
“คือตอนที่เราจับเครื่องเราไม่เคยคิดเรื่องกลัวตายนะ ในเวลาที่เราจับเครื่องเราก็จะคิดแค่ว่าเราจะควบคุมยังไง คือหลายๆ คนคิดว่าเฮ้ย! ขึ้นไปบินหมุนๆ เหมือนคนบ้า แต่จริงๆ แล้วสำหรับเรามันสนุกมันมีท่าที่เราต้องเรียนรู้ตลอด ซึ่งพูดกับมันเหมือนง่ายนะ แต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย (หัวเราะ)”
ฝึกบนท้องฟ้ากับเครื่องบินผาดโผนอยู่นานเธอเองก็เชี่ยวชาญถึงกับลงแข่งขันและสามารถคว้าแชมป์การบินผาดโผนในรายการ “ออสเตรเลียน เนชั่นแนล แชมเปี้ยนชิพ” ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การบินและชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ แม้วันนี้จะไม่ได้บินผาดโผนอีกแล้ว แต่เธอยังคงใช้ดวงตาของเธอมองเส้นขอบฟ้าในฐานะนักบินพาณิชย์
“เราเชื่อว่าทุกคนถ้ามุ่งมั่นก็สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดฝันได้หมด อิ๋นก็เหมือนกัน คือเราไม่ใช่คนเก่งใช้ชีวิตสนุกๆ มาตลอด พอตั้งใจทำอะไรตอนแรกคนอื่นอาจจะบั่นทอนความตั้งใจเราเยอะด้วยคำพูด อย่าเอามาคิด มุ่งมั่นกล้าทำในสิ่งที่เราอยากทำไม่ต้องมานั่งฟังคนอื่น ผิดถูกเดี๋ยวเราก็เรียนรู้เอง หากไม่ใช่เราก็จะพบกับเส้นทางใหม่” สาริน ทิ้งท้าย
ชีวิตกลางทะเลของผู้หญิงหัวใจแกร่ง
3 ปีกว่าที่ แพร หรือ “ยุวรินทร์ ทัดเทียม” เจ้าหน้าที่ฝ่ายสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักและเลือกที่จะทำตามความฝัน แม้ว่างานที่เธอกำลังทำอยู่นั้นจะต้องใช้ชีวิตบนแท่นผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นผู้หญิงในจำนวนไม่กี่คนที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้
แพร เล่าย้อนถึงความตั้งใจของการเข้ามาทำงานที่นี่ว่า จริงๆ แล้วเรียนจบปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร จบใหม่ๆ ไปทำงานด้านเลขานุการ ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ 1 ปี และก็เปลี่ยนไปทำงานด้านเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ช่วงนั้นได้เรียนต่อปริญญาโท คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
จุดเปลี่ยนของการตัดสินใจได้มาทำงานที่ บริษัท เชฟรอน ต้องบอกเลยว่าเกิดจากความตั้งใจบวกกับแรงบันดาลใจที่อยากทำงานนอกชายฝั่งทะเล พอทราบว่าบริษัท เชฟรอน ให้โอกาสผู้หญิงสามารถไปทำงานนอกชายฝั่งได้ ประกอบกับความประทับใจในด้านความปลอดภัยของบริษัท จึงเป็นการเริ่มต้นวางแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย โดยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาวิชาความปลอดภัยในเชิงกระบวนการ (Process Safety) คณะวิศวเคมี ที่มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ เพื่อทำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่จะเข้าทำงานที่เชฟรอนให้ได้
จนท้ายสุดก็เป็นตามที่คาดหวัง แม้ว่ากว่าที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้งก็ตาม ด้วยที่เราเป็นผู้หญิง และงานบนแท่นปิโตรเลียมกลางทะเล ต้องอาศัยทักษะหลายๆ อย่างประกอบกัน ถือเป็นความท้าทาย คือโอกาสที่ให้ผู้หญิง 1 คน ได้ทำงานในที่ที่ไม่เคยมีผู้หญิงมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ตน ว่ามีศักยภาพเพียงพอและเหมาะสมที่จะทำงานที่นั่น
สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบของงานที่ทำนั้น แพร บอกว่า เป็นตำแหน่ง HES specialist (Health, Environment & Safety) /เจ้าหน้าที่ฝ่ายสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ที่แหล่งผลิตเอราวัณ ซึ่งเป็นแท่นกลางอ่าวไทยที่อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 200 กิโลเมตร จ.นครศรีธรรมราช ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำงานบนแท่นผลิตปิโตรเลียม โดยในปัจจุบันทำงานบนแท่นร่วมกับผู้ชายกว่า 300 คน มี
ผู้หญิงทั้งหมด 4 คน
การทำงานที่แท่นปิโตรเลียมจะเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ระหว่างวันก็จะมีเบรกตามปกติเหมือนออฟฟิศทั่วไป จำนวนวันที่ทำงานไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยจะทำงานติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และได้หยุดพัก 3 สัปดาห์ ถ้าถามว่ารู้สึกเบื่อมั้ยกับการทำงานกลางทะเลแบบนี้ ที่ไม่สามารถไปไหนได้เลย บอกเลยว่า ยังไม่เคยรู้สึกแบบนั้น ยามว่างแพรจะชอบอ่านหนังสือ ในขณะที่งานแต่ละวันก็รู้สึกว่าหมดไปอย่างรวดเร็ว
แพร บอกว่า แม้จะเป็นผู้หญิงไม่กี่คนที่เข้าไปร่วมทำงานกับผู้ชาย แต่เพื่อนร่วมงานทุกคนมีความเป็นกันเอง ให้เกียรติและโอกาสในการทำงาน จนทำให้ไม่รู้สึกเกร็ง หรือประหม่า ซึ่งถือว่าน้อยมากที่จะมีปัญหาในการทำงาน
ในความเห็นของเธอผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ถือว่าสังคมเปิดโอกาสให้มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายมากขึ้น ถือเป็นโชคดีของผู้หญิงที่ทำให้สามารถพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์ศักยภาพ โดยมองข้ามเรื่องของเพศหญิงเพศชายไป ขณะเดียวกันผู้หญิงก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถของตัวเอง มีพื้นที่ให้ยืนในสังคมด้วยความภาคภูมิใจด้วย
ชีวิตของเธออยู่บนรางรถไฟ(ฟ้า)
เป็นที่เข้าใจกันดีว่า พนักงานควบคุมรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย พนักงานที่เป็นผู้หญิงนั้นหาได้น้อยมาก และหนึ่งในนั้นก็คือ “กรรณิกา ปริรัตน์”หรือ ปุ๋ม วัย 32 ปี ซึ่งเป็น 1 ใน 2 พนักงานควบคุมรถไฟฟ้าหญิงรุ่นที่ 2 ของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ(บีเอ็มซีแอล)
กรรณิกาเข้าทำงานกับบีเอ็มซีแอลในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟฟ้าประมาณ 3 ปี ในช่วงนั้นบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาตัวเอง โดยเปิดสอบเป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าได้ จึงตัดสินใจไปสอบดู
“กว่าจะมาทำหน้าที่นี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่ได้จบวิชาชีพนี้โดยตรง แต่ทุกอย่างมาจากประสบการณ์ ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีทำให้รู้ว่าระบบงานแต่ละส่วน และการควบคุมรถทำงานกันอย่างไร ถือเป็นพื้นฐานก่อนสอบคัดเลือก และภายหลังจากสอบผ่านได้เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าแล้วบริษัทจัดให้มีการอบรมและฝึกเทคนิคเฉพาะทางอีกครั้งหนึ่ง” กรรณิกา ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ในขั้นตอนการสอบคัดเลือก รุ่นที่สอบเป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้ามีทั้งหมด 26 คน และรับเพียง 2 คนเป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนั้น
“ส่วนใหญ่พนักงานควบคุมจะเป็นผู้ชาย แต่เมื่อมีโอกาสให้ลองทำดูก็ไม่น่าจะยากเกินความสามารถเพราะไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงต่างก็มีความสามารถเท่าเทียมกัน เนื่องจากมีการทดสอบร่างกาย ทดสอบความรู้เหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นแรงผลักให้ตัดสินใจลงทดสอบและก้าวมาทำงานนี้” กรรณิกา ตอบด้วยความภูมิใจ
งานหลักๆ ของพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า คือต้องตรวจสอบรถไฟให้มีสภาพปกติ เช็กผู้โดยสารเข้าออก แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กรณีที่มีข้อขัดข้องส่วนเวลาทำงานจะเป็นกะ กะละไม่เกิน 4 ชั่วโมงหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป แต่ละรอบจะมีพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า 1 คน ต่อ 1 ขบวน แต่ละวันจะขับไม่เกิน 4-5 เที่ยว ทำงานต่อเนื่อง 5 วัน และหยุด 2 วันหมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่เหมือนพนักงานประจำส่วนอื่น
นอกจากนี้ ในทุกๆ ปีจะมีการทดสอบความรู้ปีละ 2 ครั้ง ควบคู่กับการทดสอบร่างกาย เช่น ซิตอัพวิดพื้น เป็นต้น ซึ่งในการทดสอบบริษัทจะมีหลักเกณฑ์มาตรฐานตรงนี้อยู่ ขณะเดียวกันก็จะมีการฝึกซ้อมปฏิบัติทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน เพื่อฝึกการจัดการกรณีเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนลงให้บริการ ซึ่งมีการทดสอบเพื่อให้ทบทวนความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
การทำงานในหน้าที่ควบคุมรถจะต้องอาศัยสมาธิ สติ การฝึกฝน การอัพเดทข้อมูล การสังเกตและเข้าถึงผู้โดยสารกรณีที่เกิดปัญหา ส่วนอุปสรรคในการทำงานต้องใช้สติ เปิดไฟดูว่าเกิดอะไรขึ้นควบคุมผู้โดยสารให้อยู่ในรถและแก้ปัญหาตามขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งกว่าจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ขอบอกว่า“ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย”
“รู้สึกดีที่สังคมให้ความสำคัญกับผู้หญิง และจะรู้สึกดีหากตัวเองจะเป็นตัวอย่างอาชีพหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงอีกหลายๆ คน” กรรณิกากล่าวทิ้งท้าย
วิศวะไอทีต้องเก่ง ถึก ทน เกินหญิง
สำหรับการทำงานในสายไอที หลายคนอาจมองว่าต้องเป็นหน้าที่ของผู้ชายถึงจะดี เพราะรูปแบบการทำงานในสายงานวิศวกรนั้น ไม่ใช่แค่ความยากในเชิงเทคนิค แต่ต้องถึกและทนเกินกว่าจะให้ผู้หญิงเข้าไปลุย แต่ความท้าทายแบบนี้ กลับเป็นความชอบของอ้น-เปรมวดี แสนสุข วิศวกรสาวที่ทำงานในตำแหน่ง Engineering Specialist ด้านElectrical Support ของบริษัทด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมชื่อดัง อย่าง บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส
ตั้งแต่เด็กเธอจะเห็นพ่อซ่อมอุปกรณ์ต่างๆเองมาโดยตลอด ทำให้รู้สึกอยากจะทำบ้าง อีกทั้งมีความชอบเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ จึงเลือกที่จะเรียนในสายวิศวะ จนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมีความตั้งใจที่จะสมัครเข้าทำงานในองค์กรสื่อสารและโทรคมนาคม จึงเลือก บริษัท เอไอเอส เป็นอันดับแรกและได้ทำงานที่เอไอเอสมาแล้ว 8 ปี
โครงการที่เธอรับผิดชอบอยู่ชื่อว่า OIC หรือOperation Innovation Community คือ การพัฒนาระบบไฟฟ้าในสถานีฐานทั้งหมดที่มีกว่า 3 หมื่นสถานี ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละโครงข่ายนั้น จะกินไฟมาก ทำให้บริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลดังนั้น แนวทางการทำงานของทีมนี้ คือหาวิธีประหยัดพลังงานภายในสถานีฐาน ซึ่งต้องออกแบบและพัฒนาข้อกำหนดระบบไฟฟ้าของสถานีฐานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัย และสามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโครงการประหยัดพลังงานและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอีกด้วย ซึ่งโครงการ DC Fan เพื่อการประหยัดพลังงานนี้ ช่วยลดค่าไฟฟ้าของสถานีฐานทั้งปีได้ 100 ล้านบาท
เปรมวดีรู้สึกภูมิใจที่ได้เลือกเรียนสายวิศวะ จนถึงวันนี้ไม่เคยรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจแบบนี้ แทนที่จะไปเลือกเรียนด้านอื่นๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมกัน เพราะถ้าเรามัวแต่ทำตามคนอื่น ทำตามกระแส แต่ไม่ใช่ความชอบส่วนตัว ชีวิตการทำงานก็อาจจะไม่สนุกและไม่มีความสุขที่จะทำ อีกทั้งตัวเองก็คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับผู้ชายมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่แล้ว
ถึงแม้เพื่อนร่วมทีมจะมีเพียงแค่ 14 คน และผู้หญิงที่รับผิดชอบหลักมีเพียงแค่คนเดียว แต่ในทีมก็ไม่ได้มองว่าเป็นผู้หญิงแล้วจะรับผิดชอบงานได้ไม่เต็มที่ ทุกคนในทีมจะมองในเรื่องของผลงาน ความตั้งใจและเป้าหมายในการทำงานร่วมกันมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
เธอทั้ง 4 น่าจะเป็นตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่เลือกทางเดินที่แตกต่างจากสาวในยุคก่อน เป็นบทพิสูจน์เล็กๆ ให้เห็นว่าผู้หญิงก็ทำอะไรอย่างที่ผู้ชายเขาทำกันได้แน่นอน







