
คิดแง่บวกแบบ ... คีธ ฟู
นักแสดงหนุ่มชาวมาเลเซียที่ไปเกิดเป็นซูเปอร์สตาร์ในอินโดนีเซีย “คีธ ฟู” ได้พิสูจน์ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
โดย... แหนง-ดู
นักแสดงหนุ่มชาวมาเลเซียที่ไปเกิดเป็นซูเปอร์สตาร์ในอินโดนีเซีย “คีธ ฟู” ได้พิสูจน์ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ทุกอย่างสำเร็จได้หากคุณมุ่งมั่นทำงานหนักและตั้งใจมากพอ
คีธ วัย 32 ปี เล่าย้อนไปถึงสมัยที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ว่า เขาต้องพักรวมอยู่กับเพื่อนๆ นักแสดง วันไหนเขากลับบ้านดึกก็อาจจะต้องนอนที่โซฟาหรือไม่ก็พื้นห้อง เขาไม่เคยเล่าเรื่องความยากลำบากนี้ให้กับพ่อแม่ฟัง “เมื่อไหร่ที่พ่อแม่โทรมาจากมาเลเซีย ผมก็จะบอกพวกท่านว่าทุกอย่างโอเค”
กว่า 10 ปีมาแล้วที่ คีธ ฟู พยายามมองโอกาสที่่จะแจ้งเกิดในจาการ์ตา อินโดนีเซีย “ตอนนั้นผมอายุ 21 ปี มีคนเสนอให้เล่นโฆษณายาสีฟัน ก็เลยคิดว่า ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้สำหรับแจ้งเกิดในอินโดนีเซียด้วยซะเลย”
หนุ่มเชื้่อสายจีนและอินเดียจากมาเลเซียคนนี้อยากจะเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก“เริ่มจากแสดงละครในโบสถ์ ที่บ้านผมก็เป็นตัวตลกทำให้ทุกคนสนุกสนาน” เขายังเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจในเรื่องวอลเลย์บอล รูปร่างบึกบึนของเขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ จึงไม่สงสัยเลยที่เขารับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา
ช่วงแรกของอาชีพ พ่อและแม่ไม่สนับสนุนงานของเขานัก นั่นเป็นแรงผลักดันให้เขาทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น แค่หน้าตาดีและเสน่ห์ไม่ใช่เครื่องหมายการันตีความสำเร็จในวงการบันเทิงอินโดนีเซีย “เพราะผมเป็นหน้าใหม่และเป็นชาวต่างชาติ แต่ผมรู้ว่าตัวเองมาอยู่ตรงนี้เพราะมีวัตถุประสงค์และไม่ยอมแพ้”
เขาได้รับบทบาทแรกกับบทสยองขวัญทุนต่ำเรื่อง Mati Suri ในปี 2009 ตามมาด้วยหนังอีก 2-3 เรื่อง และซีรี่ส์ Cinta Dan Anugerah ความยาวกว่า 200 ตอนคีธใช้เวลา 2 ปี เพื่อฝึกฝน (อย่างหนัก) ให้สำเนียงภาษาพูดเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับชาวอินโดฯ เขายังใช้ภาษาอังกฤษ ทมิฬ และจีนได้ดี
ในปี 2013 เขาได้รับบทนำกับหนังเรื่อง Ariana Rose และ Love You Mr.Arrogant ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก แล้วโอกาสดีๆ ต่างก็ตามมา รวมทั้งหลายงานที่บ้านเกิดและสิงคโปร์
หลังจากอยู่ในอินโดนีเซียมา 10 ปีแล้ว วันนี้เขาอยากจะกลับไปสู่แผ่นดินเกิด “ตอนนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นเวลาที่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ ผมอยากมีความสุขอยู่ใกล้ๆ กับครอบครัวและเพื่อนๆ”
นอกจากงานแสดงแล้ว เขายังทำธุรกิจของตัวเอง แม้จะลำบากแต่เขาก็พยายามโฟกัสในแง่ดีของสิ่งที่ผ่านเข้ามา “ผมเชื่อว่าถ้าคุณใส่หัวใจและจิตวิญญาณลงไปในสิ่งที่ทำ ผู้คนจะสังเกตเห็นแค่เพียงมองในแง่บวก”







