
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา(25)
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
ปัญหาเรื่องผิวเป็นปัญหาอ่อนไหวในสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมจะปะทุเป็นความรุนแรงได้เสมอ ดังเมื่อปลายเดือน พ.ย. 2557 เกิดจลาจลในเมืองเฟอร์กูสัน และลามไปอย่างกว้างขวาง หลังจากมีคดีตำรวจผิวขาวยิงวัยรุ่นผิวดำเสียชีวิตแล้วศาลตัดสินยกฟ้องตำรวจตามการพิจารณาของคณะลูกขุนใหญ่นครนิวยอร์ก
สหรัฐพยายามแก้ปัญหาการแบ่งแยกผิว โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 รับรองสิทธิของคนทุกผิวสี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ไม่น้อย แต่รากฐานปัญหาก็ยังคงอยู่ เพราะความรู้สึกแบ่งแยกหรือเหยียดผิวมิได้หมดไปตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาลสูงสุดเมื่อ พ.ศ. 2439 ศาลสูงสุดได้ตัดสินยอมรับให้มีการแบ่งแยก แต่อีก 58 ปีต่อมา ศาลกลับคำตัดสินในคดีใหม่เป็นตรงกันข้าม ไม่ยอมให้มีการแบ่งแยก จึงน่าสนใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
คดีแรกเป็นคดีระหว่าง โฮเมอร์ เอ. เพลสซี กับจอห์น เอช. เฟอร์กูสัน (Homer A. Plessy V. John H. Ferguson) เริ่มจากเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2435 เพลสซีจงใจท้าทายโดยละเมิดกฎหมายของมลรัฐ ลุยเซียนา ยอมให้มีการแยกรถโดยสารสาธารณะระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวสี ทั้งในรถเมล์และรถไฟ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของคนผิวดำเพื่อต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ โดยก่อตั้งเป็น “คณะกรรมการพลเมือง” ตั้งเป้าเลิกล้มกฎหมายฉบับนี้
โฮเมอร์ เพลสซี เป็นคนเลือดผสม มีเลือดผิวขาวถึง 7 ส่วน ผิวดำเพียง 1 ส่วน ซึ่งตามกฎหมายของมลรัฐลุยเซียนา จัดโฮเมอร์เป็นพวกผิวสี และต้องไปโดยสารในรถ “สำหรับคนผิวสี”
โฮเมอร์ เพลสซี ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง แล้วขึ้นไปนั่งในตู้สำหรับคนผิวขาว ในรถไฟลุยเซียนาสายตะวันออกในเมืองนิวออร์ลีนส์ เพื่อเดินทางไปเมืองโควิงตัน บริษัทรถไฟซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านกฎหมาย เพราะทำให้บริษัทต้องลงทุนจัดตู้โดยสารเพิ่มขึ้น บริษัทได้รับแจ้งเรื่องที่เพลสซีจงใจท้าทายกฎหมาย และคณะกรรมการพลเมืองก็จงใจจะให้มีการจับกุม จึงจ้างนักสืบที่มีอำนาจจับกุมตามไปด้วย ทันทีที่เพลสซีขึ้นไปนั่งบนรถสำหรับคนผิวขาว ก็ได้รับแจ้งให้ลงจากรถ และให้ไปนั่งในตู้โดยสารสำหรับคนผิวดำ เพลสซีปฏิเสธจึงถูกจับกุมทันที เพลสซีถูกนำตัวลงจากรถที่ถนนเพรสส์และรอยัล และถูกนำตัวไปดำเนินคดีในศาลแขวงนิวออร์ลีนส์ โดยเริ่มต้นเป็นคดีระหว่าง โฮเมอร์ อดอลฟ์ เพลสซี กับมลรัฐลุยเซียนา ทนายของเพลสซีอ้างว่ากฎหมายของมลรัฐ ขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 และ 14 ซึ่งกำหนดให้ปฏิบัติเสมอภาคต่อพลเมืองทุกคน ผู้พิพากษาคือ จอห์น โฮวาร์ด เฟอร์กูสัน ตัดสินว่ามลรัฐลุยเซียนามีสิทธิที่จะออกกฎเกณฑ์ภายใน ตราบใดที่เป็นการเดินรถภายในเขตมลรัฐ จึงตัดสินว่าเพลสซีกระทำความผิด ลงโทษปรับ 25 ดอลลาร์ เพลสซี ขอ “หมายห้าม” ในทันที
คณะกรรมการพลเมืองอุทธรณ์คดีต่อศาลสูงสุดของมลรัฐลุยเซียนา โดยตัดสินยกอุทธรณ์เนื่องจากพิจารณาว่ากฎหมายของมลรัฐที่ยอมให้มีการแบ่งแยกผิว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ตุลาการท่านเดียวที่เขียนความเห็นแย้ง คือ จอห์น ฮาร์แลน ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านการแบ่งแยกผิว ฮาร์แลน เขียนว่า “ในทัศนะของรัฐธรรมนูญและในสายตาของกฎหมาย ในประเทศที่ไม่มีพลเมืองชั้นปกครองที่อยู่สูงกว่าหรือเหนือกว่า ประเทศนี้ไม่มีชนชั้นวรรณะ รัฐธรรมนูญของเราตาบอดสี และไม่ยอมรับหรือยอมให้มีการแบ่งแยกชนชั้น
คีธ เวลดัน เมดเลย์ นักประวัติศาสตร์แห่งนิวออร์ลีนส์ ถือว่า ความเห็นแย้งของฮาร์แลน เป็นความเห็นแย้งที่ยิ่งใหญ่
แต่คำพิพากษาของศาลสูงสุดย่อมเป็นที่สุดและมีผลผูกพันให้หน่วยงานต่างๆ ต้องถือปฏิบัติคำพิพากษานี้ ได้ประกาศหลักการสำคัญคือ “แบ่งแยกแต่เสมอภาค” แต่ผล
กลับไม่เป็นเช่นนั้น มีการแบ่งแยกและแม้แต่ความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นทั่วไป มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนสำหรับคนผิวขาวกับผิวสี โรงเรียนของคนผิวสีได้รับงบประมาณสำหรับอาคารต่างๆ และเครื่องใช้ต่างๆ ต่ำกว่ามาตรฐาน
ในปี พ.ศ. 2470 มีคดีระหว่าง ลัม กับ ไรซ์ (Lum V. Rice) ศาลสูงสุดตัดสินให้โรงเรียนในมลรัฐมิสซิสซิปปี ให้เด็กหญิงชาวจีนออกจากโรงเรียนสำหรับคนผิวขาว ทั้งๆ ที่เป็นการศึกษาในระดับภาคบังคับ และไม่มีโรงเรียนของรัฐสำหรับเด็กผิวสีในแถบนั้นของเมืองลัม ศาลสูงสุดตัดสินว่าเธอยังมีทางเลือกคือเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน
คำพิพากษาที่ยอมให้มีการแบ่งแยกนี้ แต่แรกมีผลเฉพาะในรัฐทางใต้ ซึ่งยังมีปัญหาเหยียดผิวรุนแรง ต่อมาเมื่อมีการอพยพระลอกสองของคนผิวสีขึ้นไปอยู่ทางเหนือ ก็เกิดการแบ่งแยกลามขึ้นไปทางเหนือ ทั้งในโรงเรียน โรงแรม ภัตตาคาร หาดทราย รวมทั้งบางแห่งห้ามการแต่งงานข้ามผิว
การแบ่งแยกแต่ไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้น ย่อมฝืนต่อมโนธรรมสำนึกและเป็นสภาพที่อารยชนไม่อาจปล่อยให้ดำรงอยู่ต่อไป ในที่สุดศาลสูงสุดกลับคำพิพากษาเป็นตรงข้ามเมื่อ พ.ศ. 2497
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2552 มีการชุมนุมของทายาทตระกูลเพลสซีและเฟอร์กูสัน รวมทั้งตุลาการในศาลสูงสุดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โดยมีการติดตั้งแผ่นทองเหลืองจารึกเรื่องราวไว้ที่มุมถนนเพรสส์และรอยัลที่เพลสซีถูกจับ โดย คีธ เพลสซี ทายาทคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางวิทยุว่า บัดนี้ไม่มีคำว่า เพลสซีกับเฟอร์กูสันซึ่งแสดงถึงการต่อสู้คดีกันอีกต่อไป มีแต่เพลสซีและเฟอร์กูสันซึ่งแสดงถึงความสามัคคีกันเท่านั้น







