
ทุกอย่างสุขได้ด้วยใจที่พอเพียง
จากการที่เราได้เดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก เราค้นพบว่าเทคโนโลยีคือกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลงโลก
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
จากการที่เราได้เดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก เราค้นพบว่าเทคโนโลยีคือกลไกหลักของการเปลี่ยนแปลงโลก ดังนั้นเราจึงบอกเสมอว่า “ให้ก้าวให้ทันเทคโนโลยี” นอกจากนั้นเรายังได้ไปดูการศึกษาและการพัฒนาคนในหลายๆ ประเทศ พบว่าข้อมูลและความรู้ต่างๆ มีการเผยแพร่อย่างมากมาย ไม่มีทางที่เราจะเรียนรู้หมด ดังนั้น “เราควรฝึกตนให้รู้วิธีการเรียนรู้” และเราได้เห็นการพัฒนาทางวัตถุมากมาย แต่สุดท้ายทุกคนก็กลับมาพัฒนาที่จิตใจ ด้วยการส่งเสริมคุณธรรมให้สอดคล้องกับวิถีปัจจุบัน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นจะต้องผสมผสานในสัดส่วนที่เหมาะสม ตั้งอยู่บนความพอดีและอยู่บนปรัชญาของความพอเพียง
คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา แต่มีการถูกพูดถึงอย่างมากในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน หลักปรัชญาดังกล่าวนี้ถูกแปลความหมายและประยุกต์ใช้โดยนักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนา นักปกครอง และประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่ง “ปรัชญาพอเพียง”นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อการประยุกต์ใช้ในทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่สิ่งนี้คือ “ปรัชญาในการดำเนินชีวิต” ทุกมิติเลยก็ว่าได้
ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งและเน้นย้ำชัดเจนว่าความพอเพียงนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือหลักในการดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นการคิด-พูด-ทำ เพื่อสร้างสมดุลในชีวิตของมนุษย์ที่มีผลต่อสมดุลของสังคม อันเป็น 1 ใน 4 ส่วนของพระราชดำรัสเรื่องการสร้างสมดุลที่ประกอบไปด้วยความสมดุลระหว่างวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งหลักคิดดังกล่าวนั้นได้นำมาซึ่งโครงการในพระราชดำริต่างๆ นั่นเอง
บางคนอาจสงสัยว่าหลักพอเพียงสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง ดร.ปรียานุชยกตัวอย่างเรื่องของการตัดสินใจ เช่น การตัดสินใจในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้มีความพอดีพอเพียงกับสมดุลของรายรับ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองและคนรอบข้าง จะรวยหรือจนก็ต้องรู้จักใช้เงินให้พอดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในหลายๆ ประเทศ และมีการส่งเสริมให้ผู้คนใช้จ่ายอย่างพอดี ไม่ฟุ่มเฟือยอันจะนำไปสู่การสร้างสมดุลในสังคมนั่นเอง
ทุกวันนี้บรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ พยายามสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบ้างก็นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา บ้างก็พัฒนาทรัพยากรบุคคล บ้างก็ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน แต่น่าจะมีอีกเรื่องหนึ่งที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ การน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเป็นหลักคิดในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ระบบทุนนิยมกำลังมีบทบาทมากในเศรษฐกิจโลก
อ.ปราโมทย์ โชติมงคล ผู้อำนวยการศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ มองเรื่องนี้ว่า ระบบทุนนิยมไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม เอารายได้เป็นตัวตั้ง ซึ่งนำไปสู่การแย่งชิงและแสวงหาผลประโยชน์อันมหาศาล ท้ายที่สุดแล้วก็จะมีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ร่ำรวยขึ้นโดยไม่แบ่งปันตามสมควร ทำให้คนส่วนมากยากจนลง จนเกิดการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านและปล้นฆ่า ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศนำไปสู่ความไม่สมดุลกันทางสังคม และกลายเป็นสังคมที่ไม่ปกติสุข
ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีการพัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็ว เยาวชนรุ่นใหม่เกิดมาบนเงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ฉาบฉวย แข่งขัน และเป็นวัตถุนิยมมากขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะเครียดกดดัน หรือหลงระเริงจนเกินพอดีไป หลักพอเพียงจึงเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันให้เยาวชนเอาตัวรอดได้ภายใต้เงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมแบบนั้นดังนั้นการส่งเสริมและปลูกฝังวิธีดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงในสถานศึกษาจึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในการสร้างเกราะป้องกันและภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเยาวชนเหล่านั้น
อ.ปราโมทย์เน้นย้ำว่า หลักคิด “พอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นพอเพียงไม่ได้ต้องยากจน แต่หมายถึงความพอประมาณ มีเหตุมีผลมีภูมิคุ้มกัน หากจะร่ำรวยก็ต้องไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น หากจะผลิตอะไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไม่เอาเปรียบแรงงาน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เสียภาษีถูกต้อง ตั้งราคาขายเป็นธรรม
คำว่า “พอเพียง” ก็คือ “พอดี” แต่พอดีของแต่ละคนก็คงไม่เท่ากัน เปรียบง่ายๆ เหมือนการปรุงก๋วยเตี๋ยว รสชาติที่พอดีของเธอก็เป็นคนละรสชาติกับฉัน แต่เราทุกคนก็อร่อยกับรสชาติที่พอดีของเราได้ ทุกวันนี้ทั้งคนเมืองและคนชนบทต่างก็ถูกยั่วเร้าด้วยวัตถุนิยมที่ส่งผ่านไปยังข้อมูลข่าวสาร และสื่อบันเทิงต่างๆจนกระทั่งสร้างความรู้สึกของการอยากได้อยากมี ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากการได้มาของสิ่งเหล่านั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น แต่ก็มีคนอยู่ไม่น้อยพยายามครอบครองจนเกินพอดี ก่อให้เกิดหนี้สินความขัดแย้ง ตามมาด้วยปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมในที่สุด
เป็นข้อควรระวังประการสำคัญ คือ ความพอเพียงนั้นไม่ใช่ความตระหนี่ ดังนั้นอะไรที่จำเป็นในชีวิต จำเป็นกับความรู้สึกของเราก็สามารถซื้อหาได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่เกินกำลังทรัพย์ วิชาความรู้ที่ดีมีประโยชน์ เรามีความสามารถที่จะเรียนรู้มันได้ก็จงเรียนรู้ต่อไปแต่ก็อย่ามุ่งเรียนจนลืมให้ความสำคัญกับการนำความรู้ไปใช้ เรื่องทำบุญทำทานเพื่อฝึกจิตให้รู้จักแบ่งปัน ก็ทำแต่พอดีตามกำลังทรัพย์ หรือหากเราจะยึดถือธรรมะเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตก็ควรปฏิบัติแต่พอดี แต่สิ่งที่สำคัญคือ อย่าลืมปรับตัวให้ทันตามโลกด้วยเช่นกัน







