
เพิ่มแรม ขยายซีพียู ด่วน
ดูเหมือนว่าวิธีคิดและข้อมูลแบบเดิมๆ ไม่พอที่จะจำแนกแจกแจงเรื่องต่างๆ อีกแล้ว
ดูเหมือนว่าวิธีคิดและข้อมูลแบบเดิมๆ ไม่พอที่จะจำแนกแจกแจงเรื่องต่างๆ อีกแล้ว ภาษาคอมพิวเตอร์ก็ต้องบอกว่า แรมไม่พอ ซีพียูไม่แรง การประมวลผลหรือการได้มาซึ่งผลลัพธ์ก็ช้า ดีไม่ดีก็ผิดพลาดได้ง่ายๆ
รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10 ฉบับ ถ้าเป็นกฎหมายว่าด้วยการค้าอะไรธรรมดาก็คงไม่กระไร แต่หนึ่งในนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชน สื่อมวลชน และเอกชน อย่างกว้างขวาง นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
พลเมืองในโลกเสมือนจำนวนหนึ่งประกาศชักธงรบกับรัฐ เพราะเห็นว่าสาระสำคัญในร่างนี้ คือ การกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายดังกล่าวมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การล้วงเข้ามาดูอีเมล หรือดักฟังโทรศัพท์ หรือแอบเปิดจดหมายของผู้อื่นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ร่างที่ทำกันขึ้นมา ให้อำนาจเจ้าหน้าที่โดยไม่มีการวางสมดุลอำนาจ เช่น ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ชวนให้คิดว่ารัฐบาลที่งอกออกมาจากคณะรัฐประหารคราวนี้กำลังจะปล้นเสรีภาพของประชาชนไปเสียแล้ว จึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย
ว่าก็ว่าเถอะ บรรยากาศมันก็ชวนจิ้นแบบนั้นจริงๆ เพราะผมเองเพียรจะขอรายละเอียดร่างกฎหมายเหล่านี้จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงมาดู เขาก็ยังไม่ให้เลย
ผลเป็นไงเหรอครับ ตอนนี้เต้นกันเป็นเจ้าเข้า เพราะคนที่ไม่ได้รับข้อมูลก็พานจะเชื่อไปเช่นนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็เดือดร้อนสิ เพราะกำลังจะหาทางขับเคลื่อนประเทศไปด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ท่าจะมาตกม้าตายเอาดื้อๆ
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องเลยเปิดรับฟังความคิดเห็นและได้เอ่ยปากขอโทษภาคส่วนต่างๆ ที่ไปร่วมงานจำนวนมากว่าเพราะรีบเร่งเลยไม่รอบคอบ
สพธอ.ย้ำว่า ร่างกฎหมายนี้ทำมาหลายรัฐบาล และไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มีจุดยืนตรงกันอย่างหนึ่งคือจะไม่มีการควบคุมตรวจสอบส่วนที่เป็นเนื้อหา แต่มีความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายนี้จริงๆ เพราะประเทศไทยติด 1 ใน 3 ของประเทศที่เป็นฐานของการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของโลก
ที่เกาหลีเหนือแฮ็กเข้าไปในระบบบริษัทโซนี่ เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการประเทศเราเสี่ยงมากที่จะถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจจะมีความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ฯลฯ
พูดจาแลกเปลี่ยนกันอยู่ค่อนวัน จึงพอเข้าใจกันว่า มันไม่มีเรื่องอื่น ไม่มีเจตนาเรื่องเล่นงานสีไหน พวกไหน และทาง สพธอ.ก็จะเปิดให้คนเข้าไปนำเสนอและติดตามการร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง เรื่องก็ทำท่าว่าจะดีขึ้น
ถ้ามันจบง่ายๆ ก็ดีไป แต่ทุกอย่างสมัยนี้มันล้วนซับซ้อนกว่าที่เห็นมากนัก
ข้อมูลที่ควรทราบคือ ทั้งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและประธานาธิบดีสหรัฐ เพิ่งพูดว่าเขาจะออกกฎหมายมาล้วงข้อมูลประชาชนแบบที่เราว่านี่ละครับ
ครับ เสรีภาพกับความผันแปรทางเทคโนโลยีนั้นกำลังมีนัยต่อกันอย่างมหาศาล ประเทศต่างๆ ก็กำลังก่อรูปการจัดการใหม่
ในฐานะที่เราจะถูกละเมิด เราก็ต้องตั้งหลักเหมือนกัน
ผมคิดว่าเสรีภาพ เรื่องส่วนตัว สิทธิส่วนบุคคล ฯลฯ เริ่มจะมีความหมายที่เลื่อนไปจากเดิมพอควร ก็ขนาดว่าเราจะใช้ประสบการณ์เก่าๆ อย่างเดียวมาตัดสินไม่ได้แล้ว และตัวละครก็ไม่ได้มีแต่รัฐกับประชาชน ทหาร สื่อหรือนักเสรีภาพอีกต่อไป และที่เราใช้บริการต่างๆ อยู่ในโลกเสมือนนั้น คิดหรือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว คำตอบจริงๆ คือไม่ใช่เลย
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขียนไว้อย่างน่าคิดว่า เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นในทุกอาณาจักรของความพยายามทางสติปัญญา ผู้แสดงความคิดเห็นและยืนยันความรู้ต้องไม่ประสบอันตราย เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารมีความสำคัญมากในการพัฒนาและขยายขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กฎหมายต้องให้หลักประกันแก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่มีกฎหมายแบบนั้นแล้วก็ยังไม่อาจประกันเสรีภาพได้
ไอน์สไตน์ระบุว่า ถ้าแต่ละคนจะสามารถแสดงทัศนะได้โดยไม่โดนอาญาพลเมืองทั้งหมดจะต้องมีขันติธรรมด้วย
มีกฎหมายแล้ว จิตใจได้รับการค้ำประกันแล้ว ไอน์สไตน์ก็ยังบอกว่า นั่นยังไม่เพียงพอเพราะต้องมีเสรีภาพที่สองอีกคือ คนเราต้องมีเสรีภาพนอกกาย คือไม่ควรต้องทำงานหายังชีพจนไม่มีเรี่ยวแรงหรือไม่มีเวลาประกอบกิจส่วนตัว
มีสองประการนี้แล้วยังไม่พอ บอกว่าเสรีภาพการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ความรู้และการสร้างสรรค์จิตใจจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้ เราต้องมีเสรีภาพทางจิตใจที่เกิดจากความคิดที่เป็นอิสระจากอิทธิพลของคติทางสังคม และอุปทานที่จะส่งเสริมอำนาจทั้งปวง รวมทั้งอิสระจากหน้าที่ประจำและอุปนิสัยที่หาปรัชญาไม่ได้
ไอน์สไตน์เรียกว่า นั่นเป็นเสรีภาพภายในที่ธรรมชาติประทานให้ ซึ่งเป็นของหายากและเป็นสิ่งล้ำค่าของปัจเจกชนทั้งปวง
ครับ น่าคิดว่า ที่เรากลัวว่าใครจะมาฉกเสรีภาพหรือละเมิดสิทธิส่วนตัวของเรานั้น แท้จริงแล้วมันมีอยู่หรือถูกฉกไปแล้วโดยเราไม่รู้ตัว ที่สำคัญเสรีภาพที่เราคิดว่ามีนั้น เราได้ค้นพบและเคยใช้มันหรือเปล่า มันมีจริงอยู่จริงหรือไม่
ดูเหมือนว่าวิธีคิดและข้อมูลแบบเดิมๆ ไม่พอที่จะจำแนกแจกแจงเรื่องต่างๆ ได้อีกแล้ว
ใครจะคิดอย่างไรไม่รู้ แต่ผมขอเวลาไปเพิ่มแรมก่อนครับ







