
‘อาชีพเสริม เพิ่มรายได้’ ในยุคค่าครองชีพสูง
ยุคค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น คนวัยทำงานปัจจุบันไม่ได้มีเพียงอาชีพเดียวแล้ว แต่ต้องขยันหาอาชีพเสริมเพื่อให้ได้สตางค์มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เพิ่มมากขึ้น
โดย...มีนา
ยุคค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น คนวัยทำงานปัจจุบันไม่ได้มีเพียงอาชีพเดียวแล้ว แต่ต้องขยันหาอาชีพเสริมเพื่อให้ได้สตางค์มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เพิ่มมากขึ้น จากการสัมภาษณ์อาชีพเสริมของคนวัยทำงาน พบว่าการเปิดท้ายขายของมือสองฮิตมาเป็นอันดับหนึ่ง และยังมีอาชีพเสริมอื่นๆ ที่คุณสามารถเลือกทำให้ถูกจริต ความสนใจที่ตัวเองมีอยู่ ทำเสริมจากงานประจำช่วยทำให้มีรายได้ต่ำสุดราว 4,000-2 หมื่นบาทเลยทีเดียว ถือเป็นอาชีพเสริมที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ทำงานดีขึ้น
‘เปิดท้ายขายของมือสอง’
ฮิตติดลมบน โรส-รจนา รุ่งรัตน์ธวัชชัย อาชีพเซลส์ของแมกกาซนี ฉบับหนึ่ง นิยมนำสมบัติส่วนตัวออกมาขาย เพราะค่าครองชีพแพงขึ้น ต้องการรายได้เสริม เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจเอาของ เสื้อผ้ากระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านที่ไม่ใช้แล้วออกมาวางจำหน่ายให้กลายเป็นสมบัติผลัดกันชม เพราะสองหลักใหญ่ คือ ต้องการกำจัดของที่ไม่ต้องการในบ้าน สองคือต้องการเพิ่มรายได้เธอจึงเดินหาตลาดระบายของ และพบตลาดเหมาะๆ คือตลาดนัดใกล้ๆ บ้าน ค่าเช่าไม่แพง ณ เมืองทอง ทำกำไรแบบไม่ต้องลงทุนได้เดือนละมากกว่า 3,000 บาททีเดียว แล้วยังสร้างอุปนิสัยด้านการช็อปปิ้งได้ดีอีกด้วย คือ หากของเก่าที่มีอยู่ยังจำหน่ายออกไม่ได้ ก็ไม่ควรซื้อหามาใหม่ทำให้เธอช็อปปิ้งอย่างมีสติมากขึ้นด้วย
“ตลาดขายของมือสองมีเสน่ห์ตรงของที่เราไม่เห็นค่าแล้ว แต่อาจจะมีค่าในสายตาคนอื่นเช่น โรสมีชั้นวางเทปซึ่งเราไม่ใช้แล้ว ถ้าจะทิ้งไปก็เสียดาย ก็ลองหยิบเอาไปขาย ก็มีคนต้องการของที่เราจะทิ้ง เราก็เปลี่ยนมาเป็นเงินได้ด้วย ”สินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้ออันดับต้นๆได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมแพงๆ
“สมมติสินค้าใหม่ๆ ในห้างก็ขายแพงมากแต่เราใช้ได้ไม่กี่ครั้งแต่เบื่อแล้ว ก็เอามาขายราคา500-2,000 บาท หรือของชิ้นไหนได้มาฟรี เราก็นำมาขายถูก จำได้ว่าครั้งแรกที่ลองกลับมาขายของมือสองอีกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เสียค่าเช่าแผงแค่90 บาท แต่เราสามารถทำรายได้ครั้งแรกมากถึง6,600 บาท เดือนต่อๆ มาก็ขายได้เฉลี่ยตกเดือนละ 2,000-4,000 บาท แม้เป็นจำ&O5533;นวนเงินไม่มากแต่ก็ดีกว่านั่งอยู่บ้านเฉยๆ”
โสน พนักงานบริษัทเอกชน วัย 38 ปี บอกเหตุผลเดียวกันว่า อยากเพิ่มรายได้ จึงนำสมบัติส่วนตัวและของลูกออกมาขายเพราะอยากได้เงินถือเป็นการหารายได้เพิ่ม เพราะเมื่อมีลูกค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะเมื่อครั้งที่ยังไม่มีลูก ชีวิตก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไร แต่มีลูกประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของแพงขึ้น แต่รายรับเรากลับยังเท่าเดิม ในเมื่อเธอมีของเหลือใช้ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เก็บไว้ก็รกเปล่าๆ ก็เหมาะที่จะเปลี่ยนให้มีมูลค่า ส่วนใหญ่เสื้อผ้าขายดีที่สุด โดยเฉพาะเสื้อผ้าของลูกซึ่งยังอยู่ในสภาพดีเพราะใส่เพียงไม่กี่ครั้ง เป็นที่ต้องการของตลาดขายของมือสองมากๆ ซึ่งรายได้เสริมที่เธอทำได้ประจำตกราว 4,000-5,000 บาท โดยไปขายทุกๆ ต้นเดือนณ ตลาดบองมาเช่ ประชาชื่น
“ตลาดขายของมือสองคนนิยมเดินเยอะเพราะหากไปเร็วๆ และสายตาดีๆ ก็จะได้สินค้าที่ยังดูใหม่อยู่แต่ราคาถูก ดีกว่าไปซื้อสินค้าในห้างซึ่งมีราคาสูง มีบางครั้งที่ดิฉันไปเจอรองเท้าเด็กเจา้ของเดมิ ใสเ่ พียงครัง้ สองครั้งเทา่ นัน้ คณุ ภาพดีแต่เราซื้อได้ในราคาถูก ถือเป็นการใช้เงินอย่างรู้ค่ามากขึ้น”ด้าน เชิดศักดิ์ จรูญทรัพย์เจริญ อาชีพเซลส์ยอมรับว่า เมื่อก่อนตอนมีรายได้ 5 หมื่นบาท/เดือนตอนซื้อของก็ซื้อแบบไม่คิดเลยว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า ชอบอะไรก็ซื้อ เช่น หากชอบนาฬิกา
บางเรือนก็ซื้อมาแบบเดียวกันแต่คนละสี 2 เรือนเสื้อผ้าที่ชอบแบบก็ซื้อมาทีเดียว 5 สี แต่เมื่อวันที่เศรษฐกิจไม่ดี หน้าที่การงานไม่มั่นคงเหลือรายรับเพียงเดือนละ 2.5 หมื่นบาท เขาประสบปัญหาด้านการเงิน ก็ต้องนำสมบัติที่มีมากเกินความจำเป็นออกวางจำหน่ายตามตลาดนัดมือสอง และจำหน่ายผ่านออนไลน์ด้วย ก็พอที่จะช่วยทำให้ชีวิตอยู่อย่างไม่ลำบากนัก
“ของบางชิ้นแม้ชอบก็ต้องตัดใจขาย เพราะเก็บไว้ก็คงไม่ได้ใส่ เช่น นาฬิกา บางชิ้นราคาซื้อมา 5,000 บาท ใช้ครั้งเดียวก็ตัดใจขายที่ 1,500บาท ลูกค้าต่อที่ 800 บาทก็ต้องตัดใจขาย เพราะเก็บไว้ก็คงไม่ได้ใช้ เพื่อนำเงินกลับมาใช้ทำประโยชน์อื่นๆ”
ฟาก น้ำผึ้งมะนาว (ชื่อสมมติ) วัย 33 ปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ยอมรับว่าหากมีโอกาสหรือมีเพื่อนชักชวนให้ไปขายของมือสองเธอมักจะไปทุกครั้ง เพื่อระบายของที่ซื้อหามาจากญี่ปุ่น เมื่อครั้งไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่นนาน 1 ปี แล้วหาซื้อสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นญี่ปุ่นเก็บไว้มากมายเกินความจำเป็น เมื่อมีโอกาสก็อยากระบายสินค้า เพราะเก็บไว้มากๆ ก็รกตู้เสื้อผ้า
เจ้าของนามปากกาน้ำผึ้งมะนาว ยังให้ทัศนะอีกว่า ขายของมือสองเป็นวิธีเพิ่มรายได้ที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนเพราะสินค้าก็มีอยู่แล้ว
ซึ่งเธอก็สนใจนำสินค้าโพสต์ลงขายในออนไลน์แต่ติดตรงต้องทำงานประจำ ไม่มีเวลา
“เคยคิดจะนำของไปขายในโอแอลเอ็กซ์แต่ไม่ได้ทำ เพราะว่าถ้าจะทำทั้งทีต้องพร้อมกล่าวคือ มีสินค้า ลูกค้าสั่งแล้วส่งได้ และเราต้องมีบัญชีธนาคารที่โอนเงินได้ สามเราต้องมีช่องทางการติดต่อ มีหน้าเว็บไซต์ สี่ต้องมีช่องทางการติดต่อลูกค้าคุยกับเราได้ เราต้องมีเวลาถ่ายรูปสินค้าเพื่อโพสต์ขาย แต่การนำของไปขายที่ตลาดมือสอง ทำได้ง่ายๆ ไม่เรื่องมาก แค่มีตลาดกับสินค้าก็ขายได้แล้ว“
เพาะถั่วงอกปลอดสารพิษจำหน่าย
น้อย แซ่อึ้ง อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และเจ้าของยี่ห้อถั่วงอกปลอดสารพิษ Long loei (ลองเลย) เล่าถึงวิธีเพิ่มอาชีพด้านการงานและหารายได้เสริมให้ตัวเอง คือ การเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษจำหน่าย ที่ได้แรงบันดาลใจจากเธอชอบกินก๋วยเตี๋ยวที่ต้องใส่ถั่วงอกเกือบทุกวัน เวลาทำก๋วยเตี๋ยวกินเองที่บ้านต้องไปหาซื้อถั่วงอก ซึ่งบางครั้งได้จำนวนมากเกินความจำเป็น และจำนวนน้อยไม่พอกิน เธอจึงคิดว่าทำไมไม่ปลูกถั่วงอกกินเอง ชอยส์แรกคือหากปลูกเป็นจำนวนเยอะก็นำไปส่งให้พี่ชายที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ก็ได้ แต่ติดตรงหาส่งเพียงเจ้าเดียวไม่พอกับการลงทุนแน่ๆ เธอจึงเสิร์ชหาข้อมูลอย่างจริงจังในอินเทอร์เน็ต ทั้งวิธีปลูก ดูแลรักษา และมองหาตลาดเจ้าใหญ่ๆ เพื่อระบายสินค้าของเธอได้ ในที่สุดเธอพบคำตอบ ทำส่งร้านสหกรณ์จำหน่ายผักปลอดสารหลายๆ ร้าน เพื่อเวียนส่งสินค้าไปได้ทุกวัน 5 รายได้ใน 1 สัปดาห์ ก็น่าจะเพียงพอกับปริมาณถั่วงอกที่เพาะได้ในแต่ละวัน และรายได้เสริมที่จะเข้ากระเป๋า
“ดิฉันเริ่มคิดปลูกถั่วงอกปลอดสารเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว ครั้งแรกคิดทำเล็กๆ เพียงพอกับเวลาว่างที่เรามีอยู่เพราะเราทำงานประจำด้วย ต้องคิดคำนวณต้นทุน ต้องขายถั่วงอกในราคา กิโลกรัมละ แต่ต้นทุนเมล็ดถั่วเขียวคุณภาพตกกิโลกรัมละ 60 บาท 1 กิโลกรัมปลูกถั่วงอกได้ 5-6 กิโลกรัม เราบรรจุถุงละ 2 ขีด ขาย 10 บาทราคาส่ง แต่เจ้าของร้านจะไปบวกอีก 10 บาท เป็นขายแพ็กละ 20 บาท เราจึงต้องส่งเยอะเพื่อเราจะได้มีกำไรแต่ไม่ต้องมาก เพราะเราทำด้วยใจรักจริงๆ และโชคดีที่ติดต่อร้านออร์แกนิกต่างๆ แล้วเขาสนใจถั่วงอกของเรา เช่น ร้านออร์แกนิก ฟู้ด โฮม อยู่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ถือเป็นเจ้าแรก (ปัจจุบันหยุดส่งเพราะปลูกไม่ทัน) ซึ่งผลตอบรับดี ขายหมดทุกครั้งที่ไปวางราว 10 ห่อ แต่ข้อจำกัดมีอยู่หนึ่งคือ ถั่วงอกปลอดสารพิษจะออกช้า รวมทั้งผักอื่นๆ แต่ละตัวใช้เวลา 1 สัปดาห์ต่อ 1 ร้าน เพราะคนใส่ใจสุขภาพมีปริมาณน้อย เราต้องบริหารจัดการให้ดี เราต้องหาร้านออร์แกนิกวางสินค้าให้ได้สัก 6 ร้าน เพื่อเราจะได้มีร้านส่งทุกวัน สลับกันไปใน 1 สัปดาห์ ปัจจุบันเราวางจำหน่ายที่หลัก ได้แก่ สหกรณ์กรุงเทพ สาขาเอกมัย ร้านผักปลอดสารพิษดีใจตรงลาดหญ้า ร้านดีเฮลส์ ศิริราช และร้านมินิมาร์ทย่านปิ่นเกล้า และเรายกเลิกไป 2 ร้าน เพราะทำให้ไม่ทันจริง” ลองไปดูวิธีบริหารจัดการทั้งพื้นที่ใช้สอยในการปลูกถั่วงอกของน้อยที่ใช้เพียงพื้นที่จำกัดมากแล้วจะรู้สึกทึ่ง
“พื้นที่ในการปลูกเราใช้น้อยมาก น้อยอยู่คอนโดที่มีขนาดเล็กๆ แต่เรายังไม่ได้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ใส่ที่ห้องนั่งเล่น แล้วเราก็ใช้พื้นที่ที่ตั้งโซฟาเล็กๆ นั่นแหละปลูก ทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น เดือนกว่าๆ ที่ทำได้ประมาณ 2,000 บาท หักต้นทุนการผลิตแล้วก็ถือว่าโอเค เราพอใจ เพราะเรามีกำลังการผลิตน้อยเพราะต้องทำงานประจำด้วย แต่ก้าวสำคัญคือเราทำธุรกิจเพื่อหาประสบการณ์ด้วย และคิดจะต่อยอดต่อไปเรื่อยๆ เริ่มจากตรงนี้ และคิดเพาะอย่างอื่นขาย เช่น ถั่วงอกหัวโต ถั่วลิสงงอก ถั่วแดงงอก อีกทั้งรู้สึกภูมิใจที่เรามียี่ห้อ Long loei (ลองเลย) ถั่วงอกปลอดสารพิษ ใช้วิธีธรรมชาติในการปลูกที่เป็นแบรนด์ของเราเอง รายได้ที่ได้เพิ่มมาก็ช่วยเรื่องค่าขนม ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ชีวิตเราต่อไปนี้จะมีทางเลือกมากขึ้น ทำหลังเกษียณก็ได้ ถือเป็นธุรกิจของเรา งานของเรา เราหาอาชีพทางเลือกที่เรารักได้โดยไม่กลัวตกงานแล้ว”
น้อยอยากแนะนำคนอื่นๆ ที่กำลังมองหาอาชีพเสริมว่า อันดับแรกควรทำอะไรที่เราชอบและสนใจ ให้ถามใจตัวเองว่าอยากทำอะไร เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ รักแล้วจะทำได้ดี หลังจากนั้นเมื่อรู้ใจตัวเองแล้ว ให้หาข้อมูลให้รอบด้านว่ามีผลดี ผลเสีย ขั้นตอนการทำ คิดทำหีบห่อเป็นอย่างไร สามต้องกล้าที่จะไปติดต่อ กล้ารับความผิดหวังและโดนปฏิเสธ อย่าท้อ อดทน มั่นสร้างกำลังใจ หาหนทางไปเรื่อยๆ ที่สำคัญอย่าโลภ อย่าคิดหวังเอากำไรเยอะๆ ให้จริงใจกับลูกค้าและสินค้าที่เราทำ อนาคตก็น่าจะดีอย่างที่หวังและตั้งใจ
ประดิษฐ์กระเป๋าแฮนด์เมด
หนูเล็ก-จันทร ปวงสุข อายุ 41 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ทำกระเป๋าแฮนด์เมดจำ&O5533;หน่าย ทั้งเมดบายออร์เดอร์ กับทำเพื่อจำหน่ายในเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า made.by.hand สาเหตุหลักๆ ที่เธอคิดทำกระเป๋าวาไรตี้ขาย เพราะมีรายได้จากงานประจำไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงคิดหาอะไรทำพอดีน้องสาวทำกระเป๋าแฮนด์เมดจำหน่ายอยู่แล้ว เธอจึงคิดทำกระเป๋าในแบบของตัวเองบ้างช่วงแรกๆ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขายตามตลาดนัดช่วงเสาร์-อาทิตย์ ทำให้มีรายได้เพิ่มต่อเดือนราว5,000 บาท แต่ช่วงหลังๆ ทำงานยุ่ง จึงรับทำกระเป๋าตามออร์เดอร์อย่างเดียว มีลูกค้าราว 4เจ้า สั่งเจ้าละ 300 ใบ/เดือน ทำให้เธอมีรายได้เพิ่มเดือนละราว 2 หมื่นบาท แต่หากหักต้นทุนแล้วเหลือราว 1 หมื่นบาท ก็นับเป็นรายได้ที่ดีทำให้ชีวิตดี และออมเงินเพื่ออนาคตได้มากขึ้น
“พอเราโตขึ้นก็มีรายจ่ายเยอะขึ้น พอได้รายได้ตรงนี้มาเสริมก็ดี เหนื่อยหน่อย แต่มีอะไรทำอย่างน้อยๆ อนาคตหากเราไม่มีอะไรทำ ก็ยังมีอาชีพเสริม เป็นอาชีพอิสระ เพราะชีวิตเราก็ไม่แน่นอน ตอนนี้ทำงานไปด้วย ทำงานอดิเรกไปด้วย เพื่อความมั่นคงในชีวิต”
เสน่ห์ของงานกระเป๋าของหนูเล็ก คือ เป็นงานแฮนด์เมด กลุ่มลูกค้าคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นักศึกษา นักเรียนจะชื่นชอบ เอาไว้ใส่ดินสอ ใส่เงิน เครื่องสำอางได้ ทำให้เธอได้คิด ได้ฝึกสมองออกแบบสินค้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และสามารถใช้ความรู้ด้านการออกแบบมาใช้ได้อย่างเต็มที่
“คิดว่าจะทำงานอดิเรกนี้ไปอีกนาน เพราะชอบเลย อยากออกไปทำเต็มตัว แต่ภาระยังเยอะอยู่ ต้องมีสองงานไว้รองรับ แต่อาชีพเสริมถือเป็นงานอิสระ ได้คิดออกแบบ เป็นนายตัวเองอีกทั้งยังรู้สึกว่ามีคุณค่าในตัวเอง เพราะทุกคนในยุคนี้ต้องมีอาชีพเสริมกันทั้งนั้น”







