
บทเรียนจาก ‘30 บาท’
ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบาย “ประชานิยม” ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบาย “ประชานิยม” ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือการเกิดขึ้นของโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” เมื่อ 12 ปีที่แล้ว
ผลสำเร็จของนโยบายวัดได้จากจำนวนผู้ล้มละลายจากการรักษาโรคที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ขณะเดียวกันประชาชนเกือบ 50 ล้านคน ที่ไม่เคยมีหลักประกันอะไรเลยในชีวิต กลายเป็นเจ้าของสิทธิ เข้ารับการรักษาได้อย่างภาคภูมิ
สหประชาชาติยกย่องระบบหลักประกันสุขภาพ เช่นเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลบอกว่านี่คือตัวอย่างที่ทั่วโลกควรเดินตาม
แต่หากวันนั้น นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ไม่เดินหน้า และรัฐบาลไทยรักไทยไม่เอาด้วย ก็ไม่แน่ใจว่าระบบสุขภาพที่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายข้าราชการประจำอย่าง “กระทรวงสาธารณสุข” ก็อาจจะยังย่ำอยู่กับที่
สิ่งที่หลายคนอาจลืมกันไปแล้วก็คือ วันที่นโยบาย “30 บาท” เริ่มต้น เรามีการปฏิรูปอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
ปี 2546 ขณะที่โครงการ 30 บาทกำลังตั้งไข่ รัฐบาลวางแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ เช่น เปลี่ยนกรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมกันเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
12 ปีที่ผ่านมา งบประมาณในระบบการศึกษาแต่ละปีสูงถึง 4 แสนล้านบาท พุ่งล้ำหน้าระบบสาธารณสุขไปไกล ทว่า ผลสอบเด็กทุกระดับชั้น ตั้งแต่เลื่อนชั้นระดับประถม ไปจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่ำกว่ามาตรฐานทั้งหมด
นี่ยังไม่นับรวมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนหรือในระดับโลก ที่ผลการศึกษาของไทยอยู่ในลำดับท้ายๆ
ความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษา ถูกโทษว่ามาจาก “การเมือง” แทรกแซงกระทรวงศึกษาธิการมากเกินไป และยังมีอิทธิพลเหนือข้าราชการ จนแม้จะมีการกระจายอำนาจออกมามากแล้ว แต่ระบบก็ยังเน้นรวมศูนย์อยู่ดี ต่างจากโครงการ 30 บาท ที่แยกบทบาทส่วนราชการออกมาชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ 30 บาท ก็ยังถูกมองว่าเป็นการสร้างดีมานด์ให้ประชาชนเข้ามารับการรักษามากเกิน อีกทั้งยังผลักภาระให้โรงพยาบาล หมอ และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ทางออกที่ (อาจจะ) ดีกว่า ก็คือการเอาอำนาจเงินกลับไปให้อยู่ใต้ระบบราชการมากขึ้น
ความขัดแย้งประเด็นเล็กๆ แค่นี้ กลับทำให้หมอในกระทรวงที่เป็น “ผู้ให้บริการ” และหมอในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กฎหมายมอบให้เป็น “ผู้ซื้อบริการ” ขัดแย้งกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่เรื่องนี้สามารถแก้ได้ด้วยการหารือกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น คำว่าศักดิ์ศรี “ข้าราชการ” ถูกปลุกเร้ามากขึ้นท่ามกลางฝุ่นตลบระหว่างสองหน่วยงาน และการ “สั่งการ” จากผู้บริหารฝ่ายข้าราชการประจำ ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศนี้
จึงเป็นบทเรียนว่า การปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่ในประเทศนี้ ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบให้ดี หรือการกระจายอำนาจออกไปให้มากที่สุด
เพราะตราบที่ความเป็นข้าราชการยังถูกปลุกเร้าได้อยู่ทุกเมื่อ และเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองทุกยุคทุกสมัย การกระจายอำนาจ และการเพิ่มอำนาจประชาชน ก็ไม่ได้มีผลอะไรอยู่ดี







