
ดอกบัวยังคงผลิบาน (The Lotus is Still Blooming) (จบ)
สาระสำคัญของวิปัสสนาภาวนา ก็คือ “อารมณ์ปัจจุบัน” และ “จิตปัจจุบัน”
สาระสำคัญของวิปัสสนาภาวนา ก็คือ “อารมณ์ปัจจุบัน” และ “จิตปัจจุบัน”
“อารมณ์ปัจจุบัน” คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ที่กำลังเป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ ของมันเอง
“จิตปัจจุบัน” ก็คือ “การตามดู ตามรู้ ตามสังเกตลงไปยังอารมณ์ปัจจุบัน” โดยตรง โดยไม่มี “ความคิด” เข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย
เมื่อท่านจุ่มมือลงไปในน้ำร้อน ท่านร้อนโดยไม่ต้องใช้เหตุผล หากแต่ท่านรู้สึกโดยตรงลงไปที่มือและประสาทสัมผัสของท่านอย่างปัจจุบันฉันใด ในวิปัสสนาภาวนาก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ท่านแค่จุ่มกายและจิตของท่านลงไปในปัจจุบันขณะด้วยความรู้สึกตัวสดๆ ในขณะนั้นๆ เท่านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านก็แค่เฝ้าดู เฝ้ารู้ ไม่ตามมันไป ไม่ปรุงแต่ง ไม่ประเมินค่า ไม่ตัดสิน ไม่ตั้งคำถาม แค่ดูเฉยๆ
หากท่านทำเป็น “ความจริง” ที่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว จะเผยตัวตนให้ท่านเห็นอย่างหมดเปลือก เหมือนเมื่อท่านปอกเปลือกข้าวโพดออกท่านจะเห็นเมล็ดข้าวโพดเรียงเป็นตับอยู่ ตรงนั้นอย่างชัดเจน
และจากการเห็นความจริงของกายของจิตแต่ละครั้ง (คือ ทุกๆ ครั้งที่มีการฝึก หรือมีการสังเกตอย่างมีสติอันเป็นกลาง) ตรงจุดนี้แหละ ปัญญาของท่านจะเกิดขึ้น และปัญญาที่ผุดพรายขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านสมองนี้ จะลอกคราบจิตวิญญาณของท่านทีละนิดๆ ดังหนึ่งท่านกำลังถูกฉายคีโมทางจิต แล้ววันหนึ่งท่านจะพบว่า จิตของท่าน วิธีคิดของท่าน วิธีพูดของท่าน วิธีทำงานของท่าน วิธีใช้ชีวิตของท่าน จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้ท่านพอใจอย่างถึงที่สุด
ท่านจะพอใจถึงขนาดที่ว่า ท่านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่ต้องสนใจว่า คนในสังคมจะประเมินค่าท่านอย่างใดอีกต่อไป ท่านไปไกลกว่าเส้นปกติของสังคมท่านมีเส้นทางแห่งชีวิตได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่ต้องสนใจว่า คนในสังคมจะประเมินค่าท่านอย่างใดอีกต่อไป ท่านไปไกลกว่าเส้นทางปกติของสังคม ท่านมีเส้นทางแห่งชีวิตของท่านเอง ท่านเป็นตัวของท่านเอง ท่านจะเป็นดั่งพญาเสือใหญ่ในทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อิสระเต็มที่ มีชีวิตชีวาเต็มที่ และอ่อนโยนอย่างเต็มที่
ปลายทางของวิปัสสนาภาวนา คือ การเกิดใหม่อย่างสิ้นเชิง
หากท่านมีชีวิตอยู่ในวิปัสสนาภาวนา ก็เท่ากับว่า ท่านกำลังดำเนินอยู่บนหนทางของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะใหม่ทุกขณะจิต
สภาวะใหม่นี้ ไม่เกี่ยวกับความฉลาดทางโลกๆ ของท่านเลย มันเป็นเรื่องของพุทธภาวะโดยตรง ใครๆ ก็เกิดสภาวะเช่นนี้ได้ หากมาถูกทางของการภาวนา
ความสุขจะกลายเป็นเรื่องเล็ก อิสรภาพจากการมีชีวิตที่ไม่ถูกครอบงำโดยกิเลสตัณหาอีกต่อไปต่างหาก คือ สิ่งสำคัญ
ชีวิต ในโมงยามของวิปัสสนาภาวนา คือ ชีวิตของคนที่ลอยตัวอยู่เหนือกระแสโลกทุกรูปแบบทั้งๆ ที่ชีวิตทางกายภาพของเขายังคงเดินเหินอยู่ในโลกนี้นี่เอง แต่วิธีการที่เขาปฏิสัมพันธ์กับโลกจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับคนที่เดินอยู่บนวิถีแห่งวิปัสสนาภาวนานั้น ความสุขเป็นสิ่งที่ไม่ต้องมองหา เพราะขณะอยู่ในวิปัสสนาภาวนานั้น ความสุขเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เหมือนสีของใบไม้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วพร้อมๆ กับการผลิบานของใบไม้แต่ละใบ
ความสุข เป็นเกณฑ์วัดชนิดหนึ่งของการมาถูกทางของนักภาวนา แต่ความสุขไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
หากท่านลงมือปฏิบัติแล้วเต็มไปด้วยความเครียดและอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่หนักหน่วงดังแบกขุนเขาไว้ทั้งเทือก นั่นก็แสดงอยู่ในทีว่า มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
วิถีของวิปัสสนาภาวนานั้นเบาสบายกว่าภาวนาวิธีชนิดอื่นๆ ทุกชนิดที่มีอยู่ในโลกแต่ไม่ง่ายเลยในเบื้องต้น ท่านต้องเพียร ท่านต้องเรียนรู้ ท่านต้องมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเสียก่อน มิฉะนั้นท่านก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด
เราต้องมี “ประสบการณ์ตรง” ด้วยตัวของเราเองเท่านั้น ความจริงที่ค้นพบ จึงจะเป็น “ของจริง” ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเอง ด้วยการฝึกลงไปตรงๆ ที่กายและจิตหรือที่รูปแลนามเราจะค้นพบปัญญาชั้นหนึ่งอันเกิดจากการสัมผัส ความจริงชั้นหนึ่ง ดังนั้นในวิปัสสนาภาวนา ท่านจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง
อย่ามัวเสียเวลาทุ่มเถียงกันเรื่องแผนที่ที่คนอื่นเขียนไว้ว่ามันไม่ตรงกับที่ท่านรับรู้มา อย่ามัวเสียเวลาถกแถลงแสดงเหตุผล อย่ามัวเปรียบเทียบสำนักนี้กับสำนักนั้น อย่ามัวเสียเวลาแสดงภูมิว่าท่านรู้มากขนาดไหน
ลืมเรื่องไร้สาระเหล่านี้ไปได้เลย
หากท่านต้องการเป็นผู้รู้ ท่านต้องปล่อยวางความรอบรู้แบบโลกๆ เสียให้หมด
ในการค้นหาความจริงตามแนวทางของสัจธรรมสากลที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น การลงมือปฏิบัติเพื่อค้นหาประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุด
จากนี้เป็นต้นไป ขอให้เรามาภาวนาร่วมกันตามนัยแห่งภาวนาวิธีที่กล่าวมา ในวันนี้ เราจะเริ่มต้นจากการสังเกตลมหายใจในความสงบ ระฆังดังขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ยุติกันเมื่อนั้น ขอให้ทุกคนเบิกบานกับการปฏิบัติในบัดนี้







