
เปลี่ยนชีวิตให้สดใสจากข้างใน ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา
คุณเคยเป็นไหม? แอบน้อยเนื้อต่ำใจ แอบคิด แอบเชื่อ แอบตีความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเพราะแม่รักไม่รักเรา แม่รักน้องหรือรักพี่มากกว่า เราคงไม่ดีพอ เราคงทำอะไรไม่สำเร็จ จนทำให้เราในทุกวันนี้ ลึกๆ แล้วเหมือนคนไม่มีความสุขกับตัวเอง ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต
คุณเคยเป็นไหม? แอบน้อยเนื้อต่ำใจ แอบคิด แอบเชื่อ แอบตีความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเพราะแม่รักไม่รักเรา แม่รักน้องหรือรักพี่มากกว่า เราคงไม่ดีพอ เราคงทำอะไรไม่สำเร็จ จนทำให้เราในทุกวันนี้ ลึกๆ แล้วเหมือนคนไม่มีความสุขกับตัวเอง ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต
ผมยอมรับว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่แอบน้อยเนื้อต่ำใจ แอบคิด แอบเชื่อ แอบตีความไปแบบนั้น จนเมื่อได้พบกับหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า “ปอกเปลือกใจ แก้ข้างใน ไม่ใช่้ข้างนอก” และได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเขียน “หนูแดง-ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา” เชื่อไหมว่า สิ่งที่แอบๆ ไว้อยู่ภายใน จนส่งผลให้ชีวิตในวันนี้ค่อยมีความสุข มันเคลียร์ขึ้น ภายในที่ขุ่นมัวสดใสขึ้น
“หนังสือเล่มนี้ตั้งใจที่จะบอกกับผู้อ่านว่า หากเราสนใจเส้นทางแห่งการค้นพบตัวเอง และการเยียวยาจิตใจ เพื่อปลดล็อกความทุกข์ ให้ชีวิตได้พบเจอความสุขอย่างแท้จริง เราต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวเรา มากกว่าไปชี้นิ้วให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง หรือให้คนอื่นรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทุกสิ่งเริ่มจากตัวเรา ความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามในโลกนี้ หรือในชีวิตของเราเอง มันย่อมมาจากตัวเราเองก่อนทั้งสิ้น”
ทิพยนิภา บอกเล่าว่า หากเรายังขุ่นมัว มีความคิด ความเชื่อ มีอารมณ์ มีพลังงานด้านลบที่ยังคั่งค้างอยู่ภายใน สิ่งเหล่านี้มิอาจก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังฉุดรั้งเราไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเราและสังคม
“การตีความของเรากับภาพที่เห็น จนกลายเป็นความคิดและความเชื่อของเรา คือคำตอบของคำถามที่ว่า ความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นภายในใจ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เกิดจากสิ่งที่เราคิดและตีความไป ใส่ความกลัว ใส่ความกังวลไว้ จนกลายเป็นปรุงแต่ง ทำให้ภายในของเราขุ่นมัวตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกับตัวเรามาก ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อาจไม่กล้าทำธุรกิจ ไม่กล้าเรียนในสิ่งที่อยากเรียน ไม่กล้าพูดกับคนอื่น ไม่กล้าเป็นในแบบที่เราเป็น”
ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนี้ เธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความกลัวเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างกว้างไกลเหลือเกิน ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ เธอเป็นคนที่กลัวความไม่แน่นอน กลัวความล้มเหลว กลัวความเจ็บปวด กลัวความตาย แม้จะรู้ว่าชีวิตคือความไม่แน่นอน แต่ก็ยังดำเนินชีวิตไปด้วยความกลัว ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
“พอมานั่งคิดทบทวน ทำให้พบว่า เมื่อก่อนหนูแดงเป็นคนที่ไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความงดงามกับการมีชีวิตอยู่อย่างคนมีความสุข ทั้งๆ ที่รอบตัวมีแต่สิ่งดีๆ มีแต่สิ่งรื่นรมย์ เกิดมาในครอบครัวและสภาวะแวดล้อมที่ดีมาก แต่ความกลัวบั่นทอนตัวหนูแดงเอง ทำให้เป็นคนที่ไม่ทะเยอทะยาน ไม่กระตือรือร้น และไม่อาจใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นคนไม่สดใส เครียด และเหนื่อยล้ากับชีวิต ทั้งๆ ที่เด็กควรได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ เดินทางไปไหนควรรู้สึกโล่งสบาย ซึ่งมันแตกต่างจากเด็กที่ทำอะไรด้วยความกลัวกังวล หวาดระแวง เกร็ง จนไปไหนหรือทำอะไรก็ไม่ค่อยมีความสุข”
จนเมื่อเธอค้นพบวิธีการปอกเปลือกใจ ที่ต้องเริ่มต้นแก้ไขจากภายใน เธอจึงถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้
“หนูแดงกล้าบอกเล่าตัวตน กล้าเปิดเผยปมในใจ กล้าเปิดเผยความไม่สดใสของชีวิตให้แก่ผู้อ่าน เพราะอยากให้
ตัวเองเป็นกระจกสะท้อนและแสงสว่างส่องทางให้ผู้อ่านได้มองเห็นถึงปัญหา ความขุ่นมัว ปมในใจ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถพบเจอจุดที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงจากภายในของตัวเอง”
ทิพยนิภาเชื่อว่า การตีความของเด็กถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว คือจุดกำเนิดของความขุ่นมัวที่ติดตัวเรามา แต่เธอมองว่าการกล่าวโทษคนทั้งหลายและสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทางออก หากแต่การหันกลับไปมองเห็นเพื่อเรียนรู้ เข้าใจ และให้อภัย กลับเป็นทิศทางที่ก่อให้เกิดความแตกต่างในทางที่สดใสและมีความสุขยิ่งกว่ามากมายนัก โดยเธอได้แบ่งปันประสบการณ์ผ่านหนังสือเล่มนี้ในเรื่องที่พบเจอการสูญเสีย การป่วยเป็นมะเร็ง เรื่องความสัมพันธ์กับพ่อ แม่ พี่น้อง สามี และลูก
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับตัวตนของเรา เข้าใจชีวิต รู้จักวางจิตวางใจของเรา ไม่ห่วงกังวล เคลียร์สิ่งที่อยู่ภายใน เพื่อเปิดรับความสดใส ความเป็นอิสระ และสามารถนำศักยภาพอันแท้จริงของเราออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด และนั่นจะทำให้เราพบเจอความสุขอันแท้จริงของชีวิต"







